xs
xsm
sm
md
lg

Data Center ชนวนศึก “น้ำ–ไฟ–EEC”ชุมชนล่าชื่อต้านหวั่นทรัพยากรถูกเทให้อุตฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



การผลักดันโครงการ Data Center ในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของภาครัฐกำลังเปลี่ยนสมการการพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC จากเดิมที่พื้นที่เป็นฐานอุตสาหกรรมการผลิต สู่การเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค แต่เบื้องหลังโอกาสลงทุนมูลค่ามหาศาล กำลังถูกตั้งคำถามว่า “แล้วน้ำกับไฟฟ้าจำนวนมหาศาลที่จะถูกนำมาไปใช้ใน Data Center จะมาจากไหน? ”
 
คำถามนี้ทำให้ Data Center ไม่ได้จบอยู่แค่การสร้างอาคารเซิร์ฟเวอร์ หากเชื่อมโยงไปถึงการขยายพื้นที่ EEC การจัดหาที่ดิน การสร้างแหล่งน้ำ และการขยายระบบไฟฟ้า จนเกิดแรงต้านจากประชาชนในบางพื้นที่ โดยเฉพาะประชาชนในจังหวัด ปราจีนบุรี และจันทบุรี

ขณะเดียวกัน ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมอย่าง บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA กลับมอง Data Center เป็นโอกาสสำคัญ เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่ได้สร้างเพียงความต้องการที่ดิน แต่ยังสร้างความต้องการใช้น้ำ ไฟฟ้า และสาธารณูปโภคในระยะยาว ซึ่งล้วนเป็นธุรกิจที่อยู่ในระบบนิเวศของ WHA

ในยุค AI และ Cloud Data Center กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต้องการพื้นที่สำหรับสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ขณะที่ประเทศไทยพยายามดึงการลงทุนเหล่านี้เข้ามา เพื่อยกระดับประเทศจากฐานการผลิตไปสู่ฐานเศรษฐกิจดิจิทัล


พื้นที่ EEC จึงถูกวางให้เป็นหนึ่งในทำเลสำคัญ โดยสำนักงาน EEC ผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลาง Green Data Center ของภูมิภาค พร้อมส่งเสริมพลังงานสะอาด เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และระบบจัดการน้ำหมุนเวียน โดยตั้งเป้า Data Center ที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน หรือ PUE ไม่เกิน 1.3

แต่ยิ่ง Data Center เติบโต ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะ Data Center ไม่ได้ต้องการเพียง “ที่ดิน” แต่ต้องการ ไฟฟ้าที่เสถียร น้ำสำหรับระบบทำความเย็น ระบบสื่อสาร ถนน และสาธารณูปโภคที่พร้อมตลอด 24 ชั่วโมง จุดนี้เองที่ทำให้เกิดคำถามว่า หากประเทศไทยต้องการเป็น Data Center Hub แล้ว ทรัพยากรที่มีอยู่จะเพียงพอหรือไม่

เพราะในการตั้ง Data Center “น้ำ และไฟฟ้า” ได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์ ต้องได้รับการควบคุมอุณหภูมิอย่างต่อเนื่อง ระบบทำความเย็นบางรูปแบบจึงมีความต้องการใช้น้ำมากกว่าอุตสาหกรรมทั่วไป12–16 เท่า คำถามจึงตามมาทันทีว่าน้ำจะมาจากไหน?

ขณะเดียวกันการเดินหน้าโครงการ อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ของรัฐบาล ซึ่ง ครม.อนุมัติวงเงิน 7,200 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนพื้นที่ชลประทาน 87,700 ไร่ โดยมีเป้าหมายเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้ภาคตะวันออก รองรับทั้งการอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการพัฒนา EEC ซึ่งเป็นการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ

แต่ในมุมของคนในพื้นที่ กลับเกิดคำถามว่า “หากน้ำมีจำกัด แล้วเมื่อ EEC และ Data Center ต้องการน้ำเพิ่ม น้ำจะถูกจัดสรรอย่างไร ... ?


อย่างไรก็ตาม ความกังวลที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าทุกคนเชื่อว่าอ่างวังโตนดสร้างขึ้นเพื่อ Data Center โดยตรง แต่เกิดจากการที่โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ การขยาย EEC และการส่งเสริม Data Center เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จึงถูกนำมาเชื่อมโยงกัน

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้ ปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ EEC เพิ่มเติม จากเดิม 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา โดยให้จัดทำรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนเดินหน้าตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งรัฐมองว่าปราจีนบุรีมีศักยภาพด้านทำเล โครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุตสาหกรรม และสามารถรองรับการลงทุนใหม่ได้

แต่ประชาชนบางส่วนได้ตั้งคำถามว่า การผนวกปราจีนบุรีเขาในพื้นที่ EEC จะทำให้ “พื้นที่พร้อมสำหรับการขยายอุตสาหกรรมจริงหรือ?” แต่คำถามดังกล่าวกลับไม่ได้รับคำตอบและการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม จนนำไปสู่การเกิดปรากฎการณ์ เครือข่ายประชาชนปราจีนบุรีที่ร่วมลงชื่อกว่า 11,207 รายชื่อ เพื่อคัดค้านการขยาย EEC เพราะความกังวลในเรื่องที่ดิน น้ำ ป่า กากอุตสาหกรรม และผลกระทบต่อวิถีชีวิต


อย่างไรก็ตาม การคัดค้านที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากประเด็น EEC เพียงอย่างเดียว แต่เป็นความกลัวว่า เมื่อ EEC ขยายตัวแล้วสิ่งที่ตามมาคือ การขยายตัวของโรงงานเพิ่ม การใช้ที่ดินเพิ่ม การใช้ไฟเพิ่ม การใช้น้ำเพิ่ม ของเสียเพิ่ม ท้ายที่สุด ภาระด้านสิ่งแวดล้อมอาจตกอยู่กับคนในพื้นที่

แล้ว Data Center มาเกี่ยวอะไรกับ EEC? นี่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ เพราะData Center เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานระดับสูง และ EEC ต้องการดึงการลงทุนประเภทนี้เข้ามา ดังนั้น หาก EEC ขยายพื้นที่ขึ้น พื้นที่รองรับ Data Center ก็เพิ่มขึ้น เมื่อ Data Center เพิ่มขึ้น ความต้องการที่ดิน น้ำ และไฟฟ้าก็เพิ่มขึ้น เมื่อความต้องการทรัพยากรเพิ่มขึ้น รัฐก็ต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพิ่ม และเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นกระทบพื้นที่เกษตร ป่า แหล่งน้ำ หรือชุมชน แรงต้านก็เกิดขึ้น จึงไม่แปลกที่คนบางส่วนจะมอง Data Center ไม่ใช่เพียง “อาคารไฮเทค” แต่เป็นปลายทางของการเปลี่ยนแปลงการใช้ทรัพยากรครั้งใหญ่


นอกจากนี้ “ไฟฟ้า” ปมปัญหาที่กังวลไม่แพ้ปัญหาแหล่งน้ำ เพราะประชาชนสัมผัสได้โดยตรง ไฟฟ้าคือโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลัง Data Center ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมากและต้องมีความเสถียรสูง เพราะไม่สามารถหยุดระบบได้ง่าย โดยสำนักงาน EEC ประเมินว่าความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ในระยะยาวอาจสูงกว่า 10,000 เมกะวัตต์ ขณะที่แผนรองรับในปัจจุบันอยู่ราว 3,800 MW นั่นหมายความว่า หากการลงทุนเกิดขึ้นตามเป้าหมาย ประเทศต้องเตรียมทั้งกำลังผลิตไฟฟ้า ระบบส่ง สถานีไฟฟ้า และพลังงานสำรองเพิ่มเติม จึงเกิดคำถามอีกว่า “ใครจะเป็นคนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และใครจะเป็นคนรับต้นทุน?”
 
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเหตุผลที่ภาครัฐและเอกชนเดินหน้าส่งเสริม Data Center ไม่ใช่เรื่องไม่มีมูล เพราะ Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI, Cloud และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งสามารถดึงเงินลงทุนจำนวนมหาศาลเข้าประเทศ และสร้างความต้องการใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว


ตัวอย่างที่ชัดเจนคือโครงการของ Haoyang Data Center ใน WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 4 ซึ่งมีขนาดถึง 300 MW IT Load และมีมูลค่าการลงทุนกว่า 72,670 ล้านบาท

สำหรับภาครัฐ นี่คือเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่ สำหรับเจ้าของนิคมอุตสาหกรรม นี่คือลูกค้ารายใหญ่ และธุรกิจสาธารณูปโภค นี่คือความต้องการใช้น้ำและไฟฟ้าระยะยาว และเม็ดเงินมหาศาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

นี่จึงเป็นคำตอบว่าทำไม รัฐบาลและอกชนจึงพยายามผลักดันให้เกิด โครงการData Center โดยเฉพาะ WHA บริษัทพัฒนนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ ซึ่งมองData Centerเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเม็ดเงินขององค์กร 

เพราะหาก Data Center เกิดขึ้น WHA ไม่ได้มีโอกาสสร้างรายได้เพียงจากขายที่ดิน” แต่สามารถเชื่อมโยงรายได้ไปยังระบบสาธารณูปโภค ตั้งแต่ ขายที่ที่ดิน ขายน้ำ ขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดและสร้างรายได้จากค่าบริการสาธารณูปโภค
นี่ทำให้ Data Center มีความสำคัญกับWHAมากกว่าการเป็นลูกค้านิคมอุตสาหกรรมทั่วไป

 ก่อนหน้านี้ ในไตรมาสแรกปี2569 WHA มียอดขายที่ดินเกือบ 1,000 ไร่ โดยมีลูกค้า Data Center รายใหญ่จองพื้นที่มากกว่า 900 ไร่ และบริษัทยังอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้า Data Center รายอื่น ขณะที่ในปีนี้ WHA ตั้งเป้ายอดขายที่ดิน ทั้งปี 2,500 ไร่ 

ขณะที่ WHAUP ซึ่งดูแลธุรกิจน้ำ และไฟฟ้า ก็เดินหน้าลงทุนเพื่อรองรับความต้องการจากอุตสาหกรรม Data Center โดยเฉพาะ