xs
xsm
sm
md
lg

ดราม่า "เงินหาย 17 ล้านจากกระเป๋าคริปโต Bitget Wallet" จุดชนวนคำถามทั้งวงการ กระเป๋าเงินดิจิทัลปลอดภัยจริงหรือแค่ภาพลวงตา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โซเชียลมีเดียเพจหนึ่งในชื่อ"ข้าวตูดูแลประกันคนไทย เล่าเหตุสะเทือนใจ อ้างว่าเงินเก็บทั้งชีวิตของสามีมูลค่าเกือบ 17 ล้านบาท ที่ฝากไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัลบนมือถือของเว็บเทรด Bitget ที่ชื่อ "Bitget Wallet" หายวับไปทั้งหมดในพริบตาเดียว ไม่มีการแจ้งเตือน ไม่มีสัญญาณล่วงหน้า เปิดแอปมาอีกทียอดคงเหลือศูนย์

โพสต์นี้แชร์กันต่อในลักษณะเตือนภัย ทำนอง "ระวังไว้ เงินในกระเป๋าคริปโตหายได้แบบไม่ทันตั้งตัว"

ฟังดูน่าตกใจ และถ้าเป็นเรื่องจริง นี่คือหายนะทางการเงินระดับครอบครัวพังทั้งบ้าน

แต่ก่อนจะแชร์ต่อด้วยความสะใจหรือความหวาดกลัว มีคำถามที่ต้องตั้งข้อสังเกตก่อนว่า เรื่องนี้จริงเท็จแค่ไหน?

สืบค้นหาที่มาของเพจ "ข้าวตูดูแลประกันคนไทย" และโพสต์ต้นทางของกรณีนี้อย่างละเอียด ผลลัพธ์คือ มีเพียงคำบอกเล่าของแอดมินเพจ ไม่มีภาพหลักฐานการทำธุรกรรม มีเพียงไทม์ไลน์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การแจ้งความลงบันทึกประจำวัน การแจ้งความตำรวจไซเบอร์ แต่ยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นลายลักอักษรจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งฝั่งผู้เสียหาย เจ้าของแพล็ตฟอร์มอย่าง Bitget และหน่วยงานบังคับใช้กฏหมายอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พูดตรง ๆ คือ ณ จุดนี้ เรื่องนี้อยู่ในสถานะ "คำบอกเล่า" ล้วน ๆ ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง ไม่มีการยืนยันตัวตนผู้เสียหาย ไม่มีคำชี้แจงจาก Bitget และไม่มีบันทึกการแจ้งความหรือร้องเรียนต่อหน่วยงานใดที่เปิดเผยต่อสาธารณะ

แต่นี่ก็ยังไม่ได้แปลว่าเรื่องนี้ไม่จริง เคสเสียหายจากกระเป๋าคริปโตจำนวนมากไม่เคยถูกรายงานเป็นข่าวใหญ่ แต่ในทางหลักการของการนำเสนอข่าว "สิ่งที่ยืนยันไม่ได้ ต้องพูดตรง ๆ ว่ายืนยันไม่ได้ ไม่ใช่เอาความเสียหายของใครสักคนมาปั้นเป็นข้อเท็จจริงเพื่อความสะใจของยอดแชร์"

แต่สิ่งที่ตรวจสอบได้ และน่าสนใจไม่แพ้กัน คืออันตรายในธุรกรรมคริปโต

ทำไมเงินในกระเป๋าคริปโตถึง "หายแล้วหายเลย" ไม่เหมือนบัญชีธนาคาร

ประเด็นสำคัญที่คนทั่วไปมักไม่เข้าใจ คือ Bitget Wallet ไม่ใช่บัญชีธนาคาร และไม่ใช่บัญชีเทรดในเว็บ Bitget โดยตรง มันคือกระเป๋า แบบไม่มีตัวกลางถือกุญแจแทนผู้ใช้ (non-custodial) หมายความว่าผู้ใช้เป็นคนถือ "กุญแจส่วนตัว" หรือ Seed Phrase เอง ตัวบริษัทไม่มีสิทธิ์เข้าถึง ไม่มีสิทธิ์อายัด และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีสิทธิ์กู้คืนให้ด้วย ถ้ากุญแจนั้นหลุดไปอยู่ในมือคนร้าย หรือผู้ใช้เผลอไปกดอนุมัติสิทธิ์ที่เป็นอันตราย เงินจะถูกโอนออกทันทีโดยไม่มีใครในโลกนี้กดปุ่มยกเลิกได้ ต่างจากบัตรเครดิตที่ยังอายัดหรือขอคืนเงินได้ในบางกรณี

นี่คือเหตุผลที่ธุรกรรมคริปโตแบบนี้ถูกเรียกว่า "หายแล้วหายเลย" อย่างแท้จริง ไม่ใช่คำเปรียบเปรย

ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในไทยมีคนโดนมาแล้วจริง เพียงแต่ตัวเลขเล็กกว่า

จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังพบว่า ชื่อแอป "Bitget Wallet" เคยถูกพูดถึงในกรณีร้องเรียนของคนไทยจริงมาก่อน อย่างเพจร้องทุกข์ที่มีผู้ติดตามระดับหลายหมื่นคนเคยเผยแพร่กรณีหญิงไทยรายหนึ่งถูกหลอกให้ลงทุนผ่านแอป Bitget Wallet จนสูญเงินหลักหมื่นบาทเมื่อช่วงกลางปี 2569 นี้เอง และในเว็บบอร์ดสาธารณะก็มีผู้ใช้หลายรายออกมาเตือนภัยรูปแบบเดียวกัน คือถูกทักหาผ่านแอปหาคู่หรือแชตสังคมออนไลน์ ตีสนิทจนไว้ใจ แล้วชักชวนให้โหลดแอป Bitget Wallet มาลงทุน ก่อนจะถูกดูดเงินไปในที่สุด

รูปแบบพวกนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในวงการคริปโตปี 2569 มันคือรูปแบบเดียวกับที่ตำรวจไซเบอร์ทั่วโลกเรียกว่า "pig butchering scam" หรือแก๊งหลอกลงทุนแบบสร้างความสัมพันธ์ปลอมก่อนล้วงเงินทีเดียวหมดตัว เพียงแต่คราวนี้ตัวเลขที่ถูกอ้างถึงในโพสต์ล่าสุดกระโดดจากหลักหมื่นไปเป็นเกือบ 17 ล้านบาท ซึ่งถ้าเป็นเรื่องจริง จะถือเป็นเคสใหญ่ที่สุดเคสหนึ่งที่เกี่ยวโยงกับชื่อแอปนี้ในไทย

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ Bitget Wallet เคยมีรอยด่างมาก่อน

อีกสิ่งที่ตรวจสอบได้ชัดเจนคือ ก่อนจะใช้ชื่อ Bitget Wallet แอปนี้เคยมีชื่อว่า BitKeep และในปี 2565 เคยเกิดเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยจริงถึงสองครั้งซ้อน ครั้งแรกในเดือนตุลาคม ฟีเจอร์แลกเปลี่ยนเหรียญ (swap) ถูกโจมตีจนเกิดความเสียหายมูลค่าประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอีกครั้งในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน เกิดเหตุแอปปลอมเลียนแบบหลอกผู้ใช้จนสูญเงิน ซึ่งครั้งนั้นบริษัทออกมายอมรับและประกาศจ่ายเงินชดเชยผู้เสียหายเป็นเหรียญ USDT แบบแบ่งจ่ายเป็นงวด ก่อนจะรีแบรนด์ใหม่เป็น Bitget Wallet ในปี 2566 หลังถูกเข้าซื้อกิจการ

ประวัติศาสตร์ตรงนี้สำคัญ เพราะมันแปลว่า นี่ไม่ใช่แพลตฟอร์มที่ไม่เคยมีปัญหาด้านความปลอดภัยมาก่อนเลย แม้เหตุการณ์จะผ่านมาหลายปีและเปลี่ยนชื่อแบรนด์ไปแล้วก็ตาม

ฝั่ง Bitget เองก็ชูเรื่องความปลอดภัยเต็มที่ แต่ก็เป็นแค่คำโฆษณาจนกว่าจะพิสูจน์

ในทางกลับกัน "หากศาลยังไม่ตัดสิน ผู้ถูกกล่าวหาก็ยังไม่มีความผิด" ต้องให้ความยุติธรรมกับอีกฝั่งด้วย เพราะ Bitget เองก็ทำการตลาดโดยชูจุดขายด้านความปลอดภัยอย่างหนัก ทั้งระบบเผยแพร่รายงานสำรองสินทรัพย์ (Proof of Reserves) เพื่อยืนยันว่าถือครองสินทรัพย์เกินอัตราส่วน 1 ต่อ 1 การแยกเก็บสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไว้ใน Cold Wallet ที่ตัดขาดจากอินเทอร์เน็ต ระบบอนุมัติธุรกรรมสำคัญที่ต้องผ่านหลายฝ่าย (multi-signature) และกองทุนคุ้มครองความเสี่ยงมูลค่ากว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐไว้รองรับกรณีฉุกเฉิน

คำถามคือ มาตรการเหล่านี้เป็นของเว็บเทรด Bitget ซึ่งเป็นระบบที่บริษัทถือกุญแจแทนผู้ใช้ (custodial) แต่กรณีที่ถูกกล่าวอ้างในดราม่านี้เกิดขึ้นใน Bitget Wallet ซึ่งเป็นกระเป๋าที่ผู้ใช้ถือกุญแจเอง (non-custodial) ต่างระบบ ต่างความรับผิดชอบกันโดยสิ้นเชิง มาตรการป้องกันของฝั่งเว็บเทรดจึงไม่ได้แปลว่าจะช่วยอะไรได้เลยหากปัญหาเกิดจากฝั่งกระเป๋าส่วนตัวของผู้ใช้เอง

เงิน 17 ล้านบาท หายไปได้ยังไงในทางเทคนิค 6 ช่องทางที่มักเป็นสาเหตุจริง

ไม่ว่าเคสนี้จะจริงหรือไม่ ในทางเทคนิคเงินจากกระเป๋าคริปโตแบบไม่มีตัวกลางหายไปได้จากช่องทางหลัก ๆ เหล่านี้ ซึ่งล้วนเคยเกิดขึ้นจริงกับเหยื่อทั่วโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน

1.Seed Phrase หลุด วลีกู้คืนกระเป๋า 12-24 คำ คือกุญแจแม่บทของทุกอย่าง ใครก็ตามที่ได้วลีนี้ไป ไม่ว่าจะขโมยจากภาพถ่ายในมือถือ โน้ตในคลาวด์ หรือแม้แต่ถ่ายรูปตอนตั้งกระเป๋าครั้งแรก สามารถโอนเงินออกได้ทันทีจากทุกที่ในโลก

2.การกดอนุมัติสิทธิ์ (Approval) ให้สัญญาอันตราย ผู้ใช้จำนวนมากกดอนุมัติ (Approve) ให้เว็บไซต์หรือแอปปลอมเข้าถึงกระเป๋าโดยไม่รู้ตัว ผ่านการเชื่อมกระเป๋ากับเว็บ DApp ที่ดูเหมือนของจริง เรียกกันในวงการว่า "wallet drainer"

3.แอปปลอม/ลิงก์ปลอม ดาวน์โหลดแอปที่แอบอ้างชื่อ Bitget Wallet จากแหล่งที่ไม่ใช่ App Store หรือ Google Play ทางการ หรือคลิกลิงก์ฟิชชิงที่ปลอมหน้าตาให้เหมือนแอปจริงเป๊ะ

4.มัลแวร์ในเครื่อง โปรแกรมสอดแนมที่แอบติดตั้งอยู่ในมือถือหรือคอมพิวเตอร์ คอยดักจับข้อมูลตอนพิมพ์ Seed Phrase หรือรหัสผ่าน

5.วิศวกรรมสังคม (Social Engineering) ตามรูปแบบที่พบในเคสไทยที่ยกมาข้างต้น คือตีสนิทผ่านช่องทางออนไลน์จนไว้ใจ แล้วชักจูงให้โอนเงินเข้ากระเป๋าที่คนร้ายควบคุมอยู่แล้วโดยที่เหยื่อเข้าใจว่าเป็นกระเป๋าของตัวเอง

6.การสลับ SIM (SIM Swap) คนร้ายปลอมตัวขอออกซิมใหม่กับค่ายมือถือ เพื่อรับรหัส OTP หรือลิงก์กู้คืนบัญชีแทนเจ้าของตัวจริง

ทั้งหมดนี้มีจุดร่วมเดียวกัน "ต้นเหตุมักไม่ได้อยู่ที่ระบบของแพลตฟอร์มถูกแฮก แต่อยู่ที่จุดอ่อนของมนุษย์กับอุปกรณ์ปลายทาง" ซึ่งเป็นจุดที่บริษัทไหนก็ป้องกันแทนผู้ใช้ไม่ได้ 100%


ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้จริง สิ่งที่ต้องทำทันที

ศูนย์ช่วยเหลืออย่างเป็นทางการของ Bitget Wallet ระบุขั้นตอนกรณีขอคืนเงินหรือปัญหาธุรกรรมไว้ว่าโดยทั่วไปใช้เวลาราว 7 วันทำการ และในกรณีพิเศษอาจยืดไปถึง 30-45 วันทำการ แต่นั่นใช้ได้เฉพาะกรณีธุรกรรมที่เกิดจากความผิดพลาดของระบบหรือการชำระเงินผ่านช่องทางที่บริษัทควบคุมได้ ไม่ครอบคลุมกรณีเงินถูกโอนออกจากกระเป๋าโดยคนร้ายผ่านการอนุมัติหรือ Seed Phrase ที่หลุดไปแล้ว เพราะนั่นคือธุรกรรมที่ถูกต้องตามหลักการทางเทคนิคของบล็อกเชนแล้ว แม้จะไม่ใช่ความตั้งใจของเจ้าของเงินก็ตาม

สิ่งที่ควรทำทันทีหากสงสัยว่าถูกดูดเงิน คือ

1.ตัดการเชื่อมต่อกระเป๋ากับทุกเว็บไซต์ หรือ DApp ที่เคยอนุมัติสิทธิ์ไว้ทันที ผ่านฟีเจอร์ยกเลิกการอนุมัติ (Revoke Approval)

2.ถ่ายภาพหน้าจอเก็บหลักฐานธุรกรรมทั้งหมดจาก Block Explorer ทันทีก่อนข้อมูลจะถูกลบหรือเปลี่ยนแปลง

3.แจ้งความต่อกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือสายด่วน 1441 พร้อมหลักฐานทั้งหมด

4.แจ้งเบาะแสไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หากเงินถูกโอนไปเข้าบัญชีหรือกระเป๋าที่ยังพอสืบทางได้

5.ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าของ Bitget Wallet อย่างเป็นทางการเพื่อขอให้ตรวจสอบและอาจช่วยติดตามเส้นทางเหรียญร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย แม้จะกู้เงินคืนไม่ได้ 100% แต่ข้อมูลอาจช่วยจับกุมขบวนการได้

ถอดบทเรียน ก่อนเงินก้อนสุดท้ายของชีวิตจะหายไปในพริบตา

ไม่ว่าเคสเงิน 17 ล้านบาทนี้จะเป็นเรื่องจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ เกินจริงบางส่วน หรือเป็นเพียงเรื่องเล่าที่สร้างขึ้นเพื่อเตือนภัย "บทเรียนด้านความปลอดภัยที่แฝงอยู่คือเรื่องจริงเสมอ" และนี่คือสิ่งที่ทุกคนที่ถือครองคริปโตควรกลับไปตรวจสอบตัวเองวันนี้

1.อย่าเก็บเงินก้อนใหญ่ทั้งหมดไว้ในกระเป๋าร้อน (Hot Wallet) บนมือถือเครื่องเดียว เงินระดับหลักล้านบาทควรแบ่งเก็บใน Hardware Wallet แบบออฟไลน์ที่ไม่เชื่อมอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา

2.ห้ามถ่ายรูป แคปหน้าจอ หรือพิมพ์ Seed Phrase เก็บไว้ในมือถือ คลาวด์ หรือแอปโน้ตใด ๆ ทั้งสิ้น ต้องเขียนด้วยมือและเก็บในที่ปลอดภัยทางกายภาพเท่านั้น

3.ตรวจสอบและยกเลิกสิทธิ์ Approval ที่ไม่ได้ใช้แล้วเป็นประจำ อย่าปล่อยให้เว็บ DApp เก่า ๆ ที่ลืมไปแล้วยังมีสิทธิ์เข้าถึงกระเป๋าอยู่

4.ดาวน์โหลดแอปกระเป๋าคริปโตจาก App Store หรือ Google Play อย่างเป็นทางการเท่านั้น ตรวจชื่อผู้พัฒนาให้ตรงกับบริษัทจริงทุกครั้งก่อนติดตั้ง

5.ระแวงไว้ก่อนทุกครั้ง ที่มีคนแปลกหน้าชวนลงทุนผ่านช่องทางส่วนตัว ไม่ว่าจะทักผ่านแอปหาคู่ โซเชียล หรือแม้แต่คนรู้จักที่จู่ ๆ มาชวนเทรด นี่คือรูปแบบหลอกลวงที่พบซ้ำมากที่สุดในไทยตลอดปี 2569

6.แยกกระเป๋าใช้จ่ายประจำวันกับกระเป๋าเก็บสินทรัพย์ระยะยาวออกจากกันเด็ดขาด เพื่อจำกัดความเสียหายหากกระเป๋าใดกระเป๋าหนึ่งถูกเจาะ

อย่างไรก็ตามเรื่องเงิน 17 ล้านบาทที่หายไปจาก Bitget Wallet ในวันนี้ยังคงเป็นเพียงคำบอกเล่า จึงยังไม่สามารถชี้ว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก และไม่ควรมีใครถูกตัดสินไปก่อนโดยไม่มีหลักฐาน หากผู้โพสต์หรือเจ้าของเรื่องราวมีหลักฐานจริง ควรเปิดเผยเพื่อให้สังคมและ Bitget เองได้ตรวจสอบร่วมกันอย่างเป็นธรรม

แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ โลกของคริปโตไม่มีตาข่ายนิรภัยแบบระบบธนาคาร เงินก้อนหนึ่งอาจหายไปตลอดกาลเพียงเพราะพลาดไปหนึ่งครั้ง ไม่ว่าไอคอนของแอปจะดูน่าเชื่อถือแค่ไหน ไม่ว่าคนที่ชวนจะดูจริงใจแค่ไหน สุดท้ายความปลอดภัยของเงินก้อนสุดท้ายของชีวิต อยู่ในมือของเจ้าของเงินเองเสมอ ไม่ใช่ในมือของแพลตฟอร์มใด ๆ ทั้งสิ้น