มหากาพย์คดีปั่นหุ้น"MORE" หรือ บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน)อันอื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย แม้วันนีั นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ หรือที่รู้จักกันในนาม "เฮียม้อ" พร้อมกับจำเลยรายสำคัญจะเข้าสู่เรือนจำ แต่พฤติการณ์แห่งคดี วิธีและการวางแผนนั้นยังถือเป็น"ความลับ"ดำมืดที่ไม่มีใครไขปริศนาให้สังคมได้รับรู้อย่างกระจ่าง
แน่นอนว่า มีการจับกุม "เฮียม้อ" เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมานั้น ชัดเจนว่า "เฮียม้อ" เป็น"หัวขบวน" ผู้วางแผน และ กำหนดแนวทางของขบวนการ เพื่อสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคาและปริมาณการซื้อขายในตลาด ถือเป็นพฤติการณ์ ที่ทำให้เกิด ความเสียหายวงกว้าง โดยไม่ได้เป็นเพียงการฉ้อโกงนักลงทุน แต่เป็นการฉ้อโกงบริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์หลายแห่งรวมมูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท! และทำให้นักลงทุนมากมายแล้วติดร้างแห จนต้องถูกดำเนินคดีด้วย
เป็นหัวขบวนวางแผน แต่กลับถูกจับกุมเป็นคนสุดท้าย ใครคือ กลุ่มผู้มีอำนาจที่คอยช่วยเหลือเฮียม้ออยู่ด้านหลัง???
เบื้องหลังมรสุมคดีหุ้น MORE ที่สั่นสะเทือนวงการตลาดหุุ้นนี้ มีข้อมูลคนใกล้ชิด"เฮียม้อ" เปิดเผยว่า เมื่อนายอัมฤทธิ์ หรือ "เฮียม้อ" ในฐานะหัวหน้าขบวนการผู้บงการตัวจริงแต่เพราะติดสถานะเป็นซีอีโอของบริษัททำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยได้ จึงมอบหมายให้ "นายอภิมุข" หรือ "ปิงปอง" ทำหน้าที่เป็นมือขวาคอยสั่งการและทำธุรกรรมแทน มีCLIP
ทั้งนี้ ขบวนการดังกล่าวมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ทั้งกลุ่มหานักลงทุน กลุ่มคีย์คำสั่งซื้อขาย กลุ่มดูแลระบบ IT และ บอท (BOT) รวมถึงทีมงานที่ทำหน้าที่จัดหาซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือเพื่อใช้ในระบบBOT
ผ่าแผนการและขั้นตอนการดำเนินงาน
เฮียม้อล่วงรู้ล่วงหน้าว่าจะมีหลักทรัพย์แปลงสภาพ (Warrant) เกิดขึ้นในปี 2565 ซึ่งจะส่งผลให้ราคาหุ้น MORE ปรับตัวลดลงหลังวันดังกล่าว จึงวางเป้าหมายที่จะดันราคาหุ้นให้พุ่งสูงที่สุด เพื่อกอบโกยกำไรให้มากที่สุดก่อนที่ดีลจะสิ้นสุด
การจะขับเคลื่อนราคาหุ้นให้ทะยานขึ้นไปได้นั้นต้องใช้วงเงินมหาศาลจึงนำมาสู่การวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนดังนี้:
วางรากฐานล่วงหน้า ช่วงปี 2562 โดยสั่งการให้นายอภิมุขหรือปิงปองไปเปิดพอร์ตหุ้นกับโบรกเกอร์รวม 10 แห่ง เพื่อเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า มีCLIP ปิงปองอ้างว่าผมมีหน้าที่เซ็นชื่อและไปเปิดพอร์ตตามคำสั่ง
เริ่มยกระดับแผนงานด้วยการสั่งผลิตบอท (BOT) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการปั่นหุ้นให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น CLIPเสียง ธุรกรรมถูกทำโดยอย่างอื่นที่ไม่ใช่ฝีมือมนุษย์
จัดตั้งเครือข่ายบัญชีลับ สร้างกลุ่มไลน์ขึ้นมาเพื่อควบคุมและสั่งการลูกน้องในทีมรวม 7 คน โดยมีหลักฐานสำคัญคือกลุ่มไลน์ที่ใช้ชื่อว่า "กลุ่มบัญชี" ซึ่งนายอัมฤทธิ์และนายอภิมุขใช้เป็นช่องทางหลักในการสั่งการปั่นหุ้น MORE มาโดยตลอด หลุดแชทLINE
ล่าเหยื่อกระเป๋าหนัก เมื่อวงเงินที่ต้องใช้ปั่นหุ้นมีจำนวนสูงขึ้น จึงเปลี่ยนเป้าหมายเจาะกลุ่มคนรวยและนักธุรกิจกระเป๋าหนัก โดยส่งนายอภิมุขแทรกซึมเข้าไปในกลุ่มรถหรูซุปเปอร์คาร์
สร้างภาพลวงตาโดยให้ปิงปองหหรือ นายอภิมุขแอบอ้างตัวเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MORE เพื่อชักชวนนักลงทุนในกลุ่มซุปเปอร์คาร์ เฉพาะในกลุ่ ซุปเปอร์คาร์อย่างเดียวมีผู้เสียหายหลงเชื่อร่วมลงทุนมากกว่า 30 ราย แต่ไม่มีใครกล้าเปิดปากพูดความจริง
ช่วงต่อมาเป็นช่วงระดมทุนและปั่นราคา "เฮียม้อ" สั่งให้นายอภิมุขไปกู้ยืมเงินจากบุคคลต่างๆ ด้วยวิธีการล่อลวงหลากหลายรูปแบบ เพื่อนำเงินสดมาซื้อหุ้น MORE เข้าพอร์ตของตนเองที่เปิดไว้ตั้งแต่ปี 2562 การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยดันราคาหุ้นให้พุ่งสูงจนสร้างกำไรมหาศาลให้กับตนเองเท่านั้น แต่ยังช่วยขยายวงเงินเพื่อรอรับมือกับแผนการใหญ่ในขั้นตอนต่อไป
มาถึงขัันตอน ฮุบบัญชีนักลงทุน เมื่อเงินกู้ยังไม่เพียงพอต่อการผลักดันราคาตามเป้าหมาย "เฮียม้อ" จึงสั่งให้ไปหากลุ่มนักลงทุนที่ขาดความรู้เรื่องหุ้น ก่อนจะใช้วิธีการต่างๆ เพื่อ "ขอรหัส" ผู้ใช้งาน (Username) และ "รหัสผ่าน" นำบัญชีเหล่านั้นมาใช้เป็นเครื่องมือพยุงราคาหุ้นของตนเอง รวมถึงใช้รับซื้อหุ้นจากพอร์ตของนอมินีด้วย
ปฏิบัติการแบ่งงานกันทำ : ไม่เพียงแต่ "ปิงปอง" นายอภิมุขเท่านั้น แต่ยังมีลูกน้องคนอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมายภารกิจเดียวกัน โดยบางคนทำหน้าที่หลอกลวงขอข้อมูลและรหัสจากนักลงทุน ขณะที่บางคนทำหน้าที่ "คีย์คำสั่ง" ซื้อขายตามคำสั่งของเฮียม้ออย่างเคร่งครัด
ทุกคนอาจจะสงสัยว่าเฮียม้อได้ผลประโยชน์อะไรจากการสั่งการในเคสนี้ เพราะหุ้นเฮียม้อก็อยู่ครบตามที่เคสให้สัมภาษณ์เค้าให้ สัมภาษณ์ไว้ตอนแรก เรื่องนี้ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่าเฮียม้อมีการกระจายหุ้นให้นอมินีคนไหนบ้างตั้งแต่ 2-3 ปีก่อนวันเกิดเหตุ เพราะหุ้น More นี้มีการสร้างราคามาตั้งแต่ไม่กี่สิบสตางค์
ทีนี้มา "วันเกิดเหตุ" วันสำคัญ
"เฮียม้อ"กุมบังเหียนสั่งการด้วยตัวเอง ออกคำสั่งให้ลูกน้องกดซื้อขายตามแผนที่วางไว้ โดยในช่วงแรกออกอุบายให้นักลงทุนเทขายหุ้นออกมาให้หมด แล้วให้นายอภิมุขเป็นผู้รับซื้อ ซึ่งแท้จริงแล้วนายอภิมุขไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจกดซื้อด้วยตัวเอง แต่ทำตามคำสั่งของเฮียม้อทุกประการ
ทว่า... เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อ"เฮียม้อ"ตัดสินใจเปลี่ยนแผนกลางคัน ทำให้แผนการทั้งหมดไม่ประสบความสำเร็จตามเป้า อย่างไรก็ตาม บรรดานักลงทุนผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกขโมยข้อมูลบัญชีกลับต้องเผชิญวิบากกรรม เมื่อพอร์ตของพวกเขาถูกใช้รับซื้อหุ้นคืนจากนอมินีจนได้รับความเสียหายยับเยิน กลายเป็น "แมงเม่าตัวใหญ่" ที่ต้องรับเคราะห์ไปเต็มๆ CLIP ชื่อนักลงทุนที่เป็นเหยื่อ
ต่อจากนั้น เหตุการณ์หลังเกิดเหตุเป็นช่วงเวลาแห่งการยื้อเวลาและทำลายหลักฐาน
เมื่อเรื่องเริ่มแดงขึ้นและเป็นข่าวใหญ่โต ขบวนการนี้จึงวางแผนยื้อเวลาเพื่อหาทางโยกย้ายทรัพย์สิน โดยมี "ทนายความ" เข้ามาดำเนินบทบาทแทน พร้อมสั่งการให้ทุกคนทำลายหลักฐานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์หรือเอกสารสำคัญ
หนึ่งในกลวิธีช่วงนีัคือ "สร้างสคริปต์แก้เกี้ยว" ซึ่ง ทนายความวางแผนให้ทุกคนเดินทางไปให้การกับโบรกเกอร์ตามบทสคริปต์ที่ร่างไว้ล่วงหน้า จากนั้นให้โยนความผิดกระจายไปให้บุคคลอื่น เพื่อปัดความรับผิดชอบและไม่ให้สาวมาถึงตัวเฮียม้อ
เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนจึงตามมาด้วยกลวิธึ "ปิดปากด้วยความรุนแรง" ต่อเนื่อง มีการข่มขู่เอาชีวิตนายอภิมุขและครอบครัว เพื่อกดดันไม่ให้กล้าปริปากบอกความจริง
ปิงปองหารู้ไม่ว่านี่คือ การหักหลังและลอยแพ ทนายความและผู้มีอำนาจยังทำหน้าที่ประสานงานพาตัวนายอภิมุขหนีออกนอกประเทศ ก่อนจะฉวยโอกาสขโมยทรัพย์สินทั้งหมดของนายอภิมุขไปจนหมดตัว เพื่อตัดตอนไม่ให้เขาสามารถเดินทางกลับมาให้การต่อเจ้าหน้าที่ได้อีกต่อไป
นี่คือปฎิบัติของขบวนการปั่นหุ้นเมอร์ที่เป็น"ความลับ"ดำมืดมาหลายปีโดยที่"เฮียม้อ"และพวกเชื่ออย่างสนิทใจว่ามันจะเป็น"ความลับ"ตลอดไป หารู้ไม่ว่าสัจจธรรมนั้นบอกไว้"ความลับ"ย่อมไม่มีในโลกและจะกลายเป็น"ความจริงมีหนึ่งเดียว"เท่านั้น.


