xs
xsm
sm
md
lg

แบงก์ชาติญี่ปุ่นผนึกคลังลุยบล็อกเชน ปฏิวัติระบบชำระดุลหุ้นแบบเรียลไทม์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินระดับสูงของญี่ปุ่นเตรียมยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินสำหรับตลาดทุนด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน สำนักงานบริการทางการเงิน กระทรวงการคลัง และธนาคารกลางญี่ปุ่นเตรียมคลอดแผนแม่บทต้นปี 2570 เพื่อลดเวลาชำระดุลจากสองวันเหลือเพียงระดับเรียลไทม์ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการดึงเม็ดเงินลงทุนสถาบันและยกระดับศักยภาพตลาดทุนแห่งเอเชีย

สำนักงานบริการทางการเงิน (FSA) กระทรวงการคลัง และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เตรียมหารือร่วมกับสถาบันการเงินท้องถิ่นในช่วงฤดูร้อนนี้เพื่อวางรากฐานระบบชำระเงินยุคใหม่ แผนพัฒนาดังกล่าวจะกำหนดสถาปัตยกรรมบล็อกเชนและขอบเขตความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน คาดการณ์ว่าจะเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกได้ช่วงต้นปี 2570 หากทุกภาคส่วนให้ความเห็นชอบ ระบบชำระเงินนี้จะเปิดใช้งานเบื้องต้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ก่อนก้าวสู่การปฏิบัติการเต็มรูปแบบช่วงต้นทศวรรษ 2570

เป้าหมายหลักของโปรเจกต์ยักษ์นี้คือการร่นระยะเวลาชำระดุลหุ้นและพันธบัตรรัฐบาลจากระบบเดิมที่ใช้เวลาสองวันให้กลายเป็นแบบเรียลไทม์ กระบวนการนี้จะอาศัยการแปลงบัญชีเดินสะพัดบางส่วนที่ธนาคารพาณิชย์เปิดไว้กับ BOJ ให้อยู่ในรูปของโทเคนบนเครือข่ายบล็อกเชน สิ่งที่น่าจับตาคือการปลดล็อกสภาพคล่องมหาศาลกลับสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านคู่สัญญาและเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนทุนของนักลงทุนสถาบันได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดีแรงกระเพื่อมไม่ได้หยุดอยู่แค่ระดับนโยบายภาครัฐ ธนาคารระดับภูมิภาคและธนาคารออนไลน์กว่า 40 แห่งเพิ่งประกาศเตรียมทดสอบระบบโอนเงินระหว่างธนาคารด้วยเงินฝากดิจิทัลภายในเดือนนี้ ท่าทีนี้สอดคล้องกับความพยายามของภาคเอกชนที่ต้องการผสานเทคโนโลยีสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ากับระบบการเงินดั้งเดิม ก่อนหน้านี้สำนักหักบัญชี Japan Securities Clearing Corporation ได้เปิดโครงการนำร่องร่วมกับ Mizuho, Nomura และ Digital Asset เพื่อศึกษาการนำพันธบัตรรัฐบาลมาเป็นหลักประกันบนบล็อกเชน

เมื่อมองลึกลงไปถึงโครงสร้างกฎหมาย ญี่ปุ่นเพิ่งผ่านร่างแก้ไขกฎหมายเครื่องมือทางการเงินและตลาดหลักทรัพย์ (FIEA) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา การปรับปรุงครั้งนี้จะจัดประเภทคริปโทเคอร์เรนซีราว 105 สกุลให้เป็นเครื่องมือทางการเงินอย่างเป็นทางการภายในปี 2570 ประเด็นสำคัญคือการปูทางสู่การเก็บภาษีคริปโตในอัตราคงที่ประมาณร้อยละ 20 ซึ่งลดลงอย่างมากจากเพดานสูงสุดร้อยละ 55 ในปัจจุบัน พร้อมกันนี้ FSA ยังได้ตั้งแผนกกำกับดูแลคริปโตและสเตเบิลคอยน์เป็นการเฉพาะเพื่อรองรับอุตสาหกรรมนี้

สัญญาณเชิงรุกของญี่ปุ่นรวมถึงการที่ธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง MUFG และ SMBC เดินหน้าโปรเจกต์สเตเบิลคอยน์ สะท้อนถึงการเตรียมพร้อมเชิงรุกในสมรภูมิการเงินดิจิทัลระดับโลก การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่นี้ย่อมสร้างแรงกดดันต่อตลาดทุนในภูมิภาคอาเซียนรวมถึงไทยที่ต้องเร่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการชำระดุลยุคใหม่ หากสถาบันการเงินในภูมิภาคไม่เร่งปรับตัว อาจเสียเปรียบด้านต้นทุนการทำธุรกรรมและสูญเสียโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนข้ามชาติที่ประเมินความเสี่ยงจากความล่าช้าของระบบนิเวศการเงินเป็นหลัก