แสนสิริ ยำภาพผู้นำกลุ่มคอนโด โชว์ยอดขาย 7 เดือน ทะลุ 16,000 ล้านบาท ส่งยอดขายทะยานสู่ 70% ของเป้า - ตอกย้ำ No. 1 Engagement Award ครึ่งหลังปี69 ลุยตลาดคอนโดต่อเดินหน้าเปิด 9 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 11,700 ล้านบาท ชูไฮไลต์ตลาดภูเก็ต เติบโตแกร่งเกินคาด ด้วยสัดส่วนมูลค่ากว่า 36% พร้อมผนึกพันธมิตรระดับโลกต่อเนื่อง
นายองอาจ สุวรรณกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กลุ่มคอนโดมิเนียมแสนสิริยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง โดยผลการดำเนินงาน 7 เดือนแรก (สิ้นสุด 31 กรกฎาคม 2569) สามารถสร้างยอดขายรวมได้ถึง 16,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 70% ของเป้าหมายยอดขายทั้งปีที่ 23,000 ล้านบาท มุ่งสู่เป้าหมายยอดโอนคอนโดทั้งปีที่ 17,500 ล้านบาท ความสำเร็จนี้สะท้อนชัดเจนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมอบให้ จนทำให้แสนสิริครองตำแหน่ง No. 1 Engagement Award แบรนด์ที่ผู้บริโภคค้นหาข้อมูลสูงสุดอย่างต่อเนื่อง”
ตั้งแต่ต้นปี 2569 แสนสิริขับเคลื่อนตลาดด้วยความเข้าใจใน “กำลังซื้อจริง (Real Demand) – โลเคชันที่ใช่ – เซกเมนต์ที่ถูกต้อง” ส่งผลให้แบรนด์ครองใจลูกค้าได้อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Affordable & Medium Segment ที่สร้างปรากฏการณ์ความไว้วางใจจากลูกค้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการตอบรับที่โดดเด่นเหนือความคาดหมาย ประเดิมต้นปีเริ่มตั้งแต่โครงการ LOVE Charoen Nakhon (เลิฟ เจริญนคร) ภายใต้แบรนด์น้องใหม่อย่าง 'LOVE by Sansiri' ที่สร้างกระแสการรอคิวล่วงหน้าถึง 5 วัน กวาดยอดขายไปกว่า 300 ยูนิต รวมมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท หลังเปิดพรีเซลเพียง 2 วัน และต่อมากับโครงการ XT 10 Ekkamai (เอ็กซ์ที เทน เอกมัย) ที่ลูกค้าให้ความสนใจมารอคิวข้ามสัปดาห์ จนสามารถสร้างยอดขายในช่วงพรีเซล 2 วันได้ถึง 2,000 ล้านบาท รวมไปถึงความร้อนแรงของโครงการ dcondo vite (ดีคอนโด วีเต) ที่สามารถทำสถิติยอดจองคิวผ่าน KUHU App รวด 600 คิว ภายในเวลาเพียง 1 นาที
นอกเหนือจากความสำเร็จด้านผลประกอบการ ความแข็งแกร่งของคอนโดแสนสิริยังสะท้อนผ่านการมุ่งเน้น Service & Quality ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักและมาตรฐานการดำเนินงานที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพตั้งแต่ฐานราก การก่อสร้าง ไปจนถึงบริการหลังการขายแบบ LIFE-LONG QUALITY เพื่อดูแลลูกบ้านและรักษาสภาพโครงการในระยะยาว ผ่านทีมงานมืออาชีพจาก พลัส พร็อพเพอร์ตี้ รวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤต (Crisis Management) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปีก่อน ซึ่งแสนสิริได้เข้าไปดูแลลูกบ้านและบริหารจัดการสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ด้วยการเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารอย่างละเอียดกว่า 250 โครงการทั่วประเทศ ทั้งโครงการที่ยังอยู่ในและนอกระยะเวลาประกัน จนสามารถสร้างความไว้วางใจสูงสุดและตอกย้ำความเชื่อมั่นในใจลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ และผลักดันให้เกิดเป็นความสำเร็จด้านยอดขายอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ลุยต่อด้วย Trendsetter Momentum และโครงการพร้อมอยู่ในกลุ่มพรีเมียม
แสนสิริมุ่งรักษาความเป็นหนึ่งในตลาดและครองอันดับ 1 ในใจลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 เดินหน้าขับเคลื่อนการทำงานผ่านกลยุทธ์หลัก ที่ทำผลงานได้ตามเป้าหมายอย่างสมบูรณ์แบบ ได้แก่ สานต่อความเป็นผู้นำระดับบน ตอกย้ำความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอระดับลักชัวรีและไอคอนิก ทั้งการส่งมอบโครงการพร้อมอยู่ (RTM) ในกลุ่มพรีเมียม เพื่อรองรับเรียลดีมานด์ลูกค้าระดับบนที่มีกำลังซื้อแข็งแกร่งอย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับปรากฏการณ์ The Return of Icons นำแบรนด์ระดับตำนานกลับมาสร้างความสำเร็จ
นำโดย XT 10 Ekkamai (เอ็กซ์ที เทน เอกมัย) ที่เปิดตัวไปเมื่อต้นปี และได้รับกระแสตอบรับที่ดีเกินคาด และล่าสุด กับการเตรียมเปิดตัวโครงการระดับลักชัวรี อย่าง THE MONUMENT Sathon (เดอะ โมนูเมนต์ สาทร) และแบรนด์ HAUS บนทำเล T77 Community และถัดมาคือการบุกหัวเมืองศักยภาพ ผนึกกำลังพันธมิตรระดับโลก เดินหน้าขยายโครงการบน Strategic Location ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเก็ต ด้วยแรงหนุนจากกำลังซื้อต่างชาติและดีมานด์ท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ กลยุทธ์ด้านความร่วมมือกับพันธมิตร ยังดำเนินไปตามแผนงานอย่างแข็งแกร่ง ทั้งการร่วมทุนกับ บริษัท มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด ในการพัฒนาโครงการ LOVE Charoen Nakhon รวมถึงการสานต่อความร่วมมือระยะยาวกับ บริษัท โตคิว ดีเวลลอปเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด และล่าสุดคือโนมุระ เรียล เอสเตท (ไทยแลนด์)
“สำหรับแผนการดำเนินงานของกลุ่มคอนโดมิเนียมแสนสิริในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเปิดตัวโครงการใหม่รวม 17 โครงการ มูลค่า 29,400 ล้านบาท แบ่งเป็นช่วงครึ่งปีแรก 8 โครงการ มูลค่า 17,700 ล้านบาท และช่วงครึ่งปีหลังอีก 9 โครงการ มูลค่ารวม 11,700 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนโครงการในทำเลภูเก็ตกว่า 36% นอกจากนี้ ยังมีโครงการสร้างเสร็จพร้อมโอน (Ready to Move: RTM) อีก 7 โครงการ มูลค่ารวม 18,600 ล้านบาท ซึ่งไฮไลต์สำคัญคือกลุ่มโครงการระดับพรีเมียมที่มีมูลค่าสูงถึง 12,300 ล้านบาท สะท้อนความเป็นเลิศทั้งด้านคุณภาพ ดีไซน์ บริการที่เหนือระดับ และทำเลศักยภาพที่หาได้ยาก นำทัพโดย Via ARI (เวีย อารีย์), SHUSH Ratchathewi (ชูช์ ราชเทวี) และ The Standard Residences Hua Hin (เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ หัวหิน) เพื่อรองรับ Real Demand ระดับบน
“แม้ภาพรวมของอุตสาหกรรมจะอยู่ในจังหวะชะลอตัว แสนสิริมั่นใจในผลการดำเนินงานของกลุ่มคอนโดมิเนียมปีนี้จะสามารถเติบโต และสามารถผลักดันยอดขายคอนโดให้บรรลุเป้าหมายที่ 23,000 ล้านบาท พร้อมยอดโอนคอนโดที่ 17,500 ล้านบาท ได้ตามที่วางแผนไว้อย่างแข็งแกร่ง การเดินหน้าเปิดตัวโครงการคอนโดใหม่อย่างต่อเนื่องของแสนสิริ เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นทางธุรกิจ และเป็นหนึ่งใน Market Indicator สำคัญ ที่ช่วยสร้างแรงกระเพื่อมให้ตลาด และเป็นที่จับตามองจากทุกภาคส่วน โดยเราเชื่อมั่นเสมอว่า ความไว้วางใจที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดขึ้นจากแค่ตัวเลขยอดขาย แต่มาจากการยืนหยัดพร้อมเคียงข้างดูแลลูกบ้านโดยเฉพาะในยามวิกฤต ดังเช่นเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปีที่ผ่านมา และแสนสิริสามารถบริหารจัดการและดูแลความปลอดภัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด จนสิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมเป็น 'Standard of Trust' หรือมาตรฐานแห่งความเชื่อมั่น ที่ทำให้ลูกค้าและนักลงทุนมอบความไว้วางใจให้แสนสิริอย่างแท้จริง” นายองอาจ กล่าว


