ลขาฯสภาพัฒน์เผยการจ้างงานไตรมาส 2 เพิ่ม 5.1% อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.95% เตือนไทยเร่งวางกติกาคุมดาต้าเซ็นเตอร์ หลังเปิดแล้ว 42 แห่ง และรอส่งเสริมการลงทุนอีก 36 โครงการ มูลค่ารวม 7.28 แสนล้านบาท หวั่นใช้ไฟ–น้ำมหาศาล แต่สร้างงานระยะยาวไม่มาก ขณะที่หลายด้านยังน่าห่วง ทั้งหนี้ครัวเรือน คดีอาญา อุบัติเหตุทางถนน และเรื่องร้องเรียนผู้บริโภค
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยในการแถลงรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า ภาพรวมตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้น โดยการจ้างงานเพิ่มขึ้น 5.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.95%
อย่างไรก็ตาม ภาวะทางสังคมหลายด้านยังมีสัญญาณที่ต้องติดตาม โดยหนี้ครัวเรือนในไตรมาส 1 ปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.50% สะท้อนว่าภาระทางการเงินของครัวเรือนยังไม่คลี่คลาย และอาจส่งผลต่อกำลังซื้อและความสามารถในการชำระหนี้ในระยะต่อไป
ด้านสุขภาพ การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังลดลง 45.8% แต่การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เพิ่มขึ้น 0.6%
ขณะที่สถานการณ์ด้านความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้บริโภคมีทิศทางน่าเป็นห่วง โดยคดีอาญาเพิ่มขึ้น 18.3% อุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้น 7.6% และเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นถึง 38.6%
ดาต้าเซ็นเตอร์แห่เข้าไทย เงินลงทุนสูงแต่ใช้ทรัพยากรมหาศาล
นายดนุชา กล่าวถึงการขยายตัวของธุรกิจศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ว่า การโอนเงินผ่านแอปพลิเคชัน การรับชมภาพยนตร์ผ่านบริการสตรีมมิง และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในชีวิตประจำวัน ล้วนต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์
ในช่วงปี 2568–2573 คาดว่าการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกอาจมีมูลค่ารวมถึง 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีสัดส่วนความต้องการประมาณ 34%
ปัจจุบันประเทศไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์เปิดดำเนินการแล้ว 42 แห่ง และอยู่ระหว่างยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนอีก 36 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 7.28 แสนล้านบาท สะท้อนว่าไทยกำลังเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม นายดนุชาเตือนว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวอาจใช้ไฟฟ้าใกล้เคียงกับการใช้ไฟของบ้านเรือนประมาณ 8 หมื่นหลัง อีกทั้งยังต้องใช้น้ำจำนวนมากในการหล่อเย็นระบบ จึงอาจสร้างแรงกดดันต่อโครงข่ายไฟฟ้า แหล่งน้ำ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม หากไม่มีระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม
ส่วนประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ตกอยู่ในประเทศยังมีข้อจำกัด เนื่องจากประมาณ 60% ของเงินลงทุนเป็นอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศที่ต้องนำเข้า ขณะที่ผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่จากงานก่อสร้าง การพัฒนาที่ดิน และการจัดทำระบบสาธารณูปโภค
ด้านการจ้างงาน แม้ในช่วงก่อสร้างจะใช้แรงงานจำนวนมาก แต่เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์เปิดดำเนินการแล้วอาจเหลือการจ้างงานประจำเพียงหลักร้อยตำแหน่งเท่านั้น จึงต้องพิจารณาให้รอบด้านว่า เงินลงทุนจำนวนมากจะสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานที่ยั่งยืนให้ประเทศไทยได้มากเพียงใด
นายดนุชากล่าวว่า ประเทศไทยเริ่มวางกลไกรองรับการลงทุนแล้ว ทั้งการจัดตั้งคณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อกลั่นกรองโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ และการจัดทำโครงการนำร่องสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct PPA ซึ่งรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีประเมินการบังคับใช้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
เร่งตั้งเจ้าภาพหลักกำกับดาต้าเซ็นเตอร์
เลขาธิการสภาพัฒน์เสนอว่า ไทยควรเร่งพัฒนาระบบกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ โดยจัดให้มีหน่วยงานหลักรับผิดชอบ ทบทวนและปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมลักษณะเฉพาะของธุรกิจ ตลอดจนประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับยุทธศาสตร์
นอกจากนี้ ควรกำหนดให้ผู้ประกอบการเปิดเผยข้อมูลการใช้พลังงานและน้ำ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน เปิดโอกาสให้ชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วม และส่งเสริมการใช้พลังงานกับทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2569 จึงสะท้อนภาพสองด้าน แม้การจ้างงานจะขยายตัวและอัตราว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ความเปราะบางทางสังคมกลับเพิ่มขึ้นในหลายจุด ทั้งหนี้ครัวเรือน คดีอาญา อุบัติเหตุ และปัญหาผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์แม้จะนำเม็ดเงินจำนวนมากเข้าสู่ประเทศ แต่โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่าไทยจะดึงดูดเงินลงทุนได้มากเพียงใด หากอยู่ที่การทำให้เงินลงทุนเหล่านั้นสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจไทย โดยไม่ผลักภาระด้านไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนเป็นผู้รับผิดชอบในระยะยาว
นอกจากตัวเลขภาวะสังคมแล้ว ยังมีสถานการณ์สำคัญที่ต้องจับตาอีก 3 ประเด็น ได้แก่ การล่อลวงเด็กผ่านโลกออนไลน์ หรือ Online Grooming การขยายตัวของละครแนวตั้ง และการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มให้ก้าวทันรูปแบบการจ้างงานในยุคดิจิทัล
ล่อลวงเด็กผ่านโลกออนไลน์เพิ่มขึ้น
สำหรับการล่อลวงเด็กผ่านโลกออนไลน์ นายดนุชาระบุว่า ผู้กระทำผิดมักเริ่มจากการพูดคุย เอาใจใส่ และสร้างความไว้วางใจ ทำให้เด็กรู้สึกว่ามีคนรักและเข้าใจ ก่อนนำไปสู่การแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ
ข้อมูลในปี 2567 พบว่า เด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 3.8 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2562 ขณะที่ปี 2568 มีเด็กหายซึ่งเกี่ยวข้องกับสมรภูมิเกมออนไลน์ 19 คน เพิ่มจาก 11 คนในปี 2567
แม้เด็กและเยาวชน 58% จะรับรู้ว่าการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้คนแปลกหน้าทางออนไลน์มีความเสี่ยง แต่อีก 47% ยังคงให้ข้อมูลดังกล่าว และ 10% เคยนัดพบผู้ที่รู้จักเป็นครั้งแรกผ่านอินเทอร์เน็ต สะท้อนว่าการรับรู้ถึงอันตรายเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะหยุดพฤติกรรมเสี่ยง
นายดนุชากล่าวว่า ไทยเริ่มขับเคลื่อนมาตรการคุ้มครองเด็กจากการกระทำผิดผ่านสื่อออนไลน์แล้ว แต่ยังควรพิจารณากำหนดความรับผิดชอบของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะระบบตรวจจับและป้องกันบัญชีหรือเนื้อหาที่มีพฤติกรรมล่อลวงเด็ก
ละครแนวตั้งโตแรง แต่ต้องระวังเนื้อหาและกลโกง
นายดนุชากล่าวต่อว่า ละครแนวตั้งกำลังกลายเป็นความบันเทิงรูปแบบใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ไทยมียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันละครแนวตั้งสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก
ส่วนไตรมาสแรกของปีเดียวกัน มียอดซื้อสินค้าหรือบริการภายในแอปพลิเคชันประมาณ 7.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงเป็นอันดับ 3 ของตลาดนอกประเทศจีน
การเติบโตดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรม เกิดรูปแบบธุรกิจและช่องทางรายได้ใหม่ รวมถึงเป็นช่องทางเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่ตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่ต้องพิจารณา ทั้งการผลิตเนื้อหาตามสูตรสำเร็จ การสร้างหรือผลิตซ้ำค่านิยมที่ไม่เหมาะสม การเข้าถึงกลุ่มผู้ชมเปราะบาง เช่น เด็กและผู้สูงอายุ ตลอดจนการนำละครแนวตั้งไปใช้เป็นช่องทางหลอกลวงทางออนไลน์
นายดนุชา กล่าวอีกว่าผู้ผลิตและหน่วยงานกำกับดูแลควรร่วมกันกำหนดทิศทางของเนื้อหา ส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อ และสนับสนุนพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของสื่อรูปแบบใหม่
เร่งคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม
ด้านแรงงานแพลตฟอร์ม นายดนุชาระบุว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีแรงงานกลุ่มนี้ประมาณ 154–435 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.4–12.5% ของกำลังแรงงานทั่วโลก
แม้แรงงานแพลตฟอร์มจะมีบทบาทต่อเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ยังมีช่องว่างด้านการคุ้มครอง โดยปัญหาสำคัญประกอบด้วยรายได้และสวัสดิการที่ไม่มั่นคง ความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย รวมถึงการบริหารจัดการของแพลตฟอร์มที่ขาดความโปร่งใส โดยเฉพาะการใช้อัลกอริทึมกำหนดงานและค่าตอบแทน
กรณีศึกษาของ Grab ในปี 2566 พบว่า ธุรกิจสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 1.8 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และก่อให้เกิดการจ้างงานประมาณ 2.8 แสนตำแหน่ง
นายดนุชาเสนอให้ไทยกำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มให้ชัดเจน เช่น การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของอัลกอริทึม เร่งผลักดันร่างกฎหมายส่งเสริมและคุ้มครองผู้ประกอบอาชีพอิสระ และเปิดทางให้แรงงา


