xs
xsm
sm
md
lg

"TH-AI Passport 1,621 ล้าน" ยิ่งซัก ยิ่งเงียบ ยิ่งโชว์! ที่คำตอบไม่เคยตรงคำถาม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เช้าวันที่ 19 สิงหาคม 2569 นาทีที่เว็บไซต์ de.aipass.net เปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้า ยอดคนแห่กดสมัครทะลุ 300,000 คนภายในไม่กี่ชั่วโมง ระบบยืนยันตัวตนผ่าน ThaID ถึงขั้นสะดุดเพราะคนแน่นเกินรับ รัฐมนตรีออกมายิ้มแก้มปริพร้อมยืนยันว่า "ปลอดภัยแน่นอน" แต่คำถามที่ค้างคาสังคมไทยมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ตั้งแต่เงิน 1,621 ล้านบาทหายไปไหน ไปจนถึงข้อมูลส่วนตัวคนไทย 5 ล้านคนจะปลอดภัยจริงหรือ จนถึงตอนนี้.....ยังไม่มีคำตอบ

TH-AI Passport นี่คือโครงการที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเคยอนุมัติงบมา และนี่คือข้อพิรุธมากกมายหลายที่คนพูดถึง ที่ทุกคนที่กำลังจะกดยินยอม PDPA ควรรู้ไว้ก่อน

ตั้งแต่เปิดลงทะเบียนวันแรก มีอย่างน้อย 4 เรื่องใหม่ที่ทำให้สถานการณ์ร้อนกว่าเดิม ประเด็นแรก ป.ป.ช. ยืนยันแล้วว่ากำลังสอบข้อกล่าวหาล็อกสเปกจริง ประเด็นต่อมา ปลัดกระทรวงดีอีต้องออกมาปฏิเสธข้อครหาจ้าง IO ปั่นกระแสในโซเชียล ขณะที่ประเด็นที่สาม กมธ.ติดตามงบประมาณต้องงัดกฎหมายอำนาจเรียกบังคับเอาเอกสาร หลังรัฐมนตรีไม่มาชี้แจงติดต่อกันหลายครั้ง และประเโ้นที่เผ็ดร้อนที่สุดคือพรรคประชาธิปัตย์ประกาศเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในการกำหนดชะตาความอยู่รอดของรับบาล "ครูใหญ่" ว่าจะอยู่หรือไป

เงิน 1,621 ล้าน ซื้ออะไรกันแน่

ตัวเลขที่ประกาศราคากลางไว้คือ 1,645,693,860 บาท จัดหาได้จริงที่ 1,621,000,000 บาท ประหยัดไปได้ 1.76% ฟังดูเป็นการจัดซื้อจัดจ้างปกติ จนกระทั่งมีคนไปนั่งไล่ดูเอกสารราคาอ้างอิงแล้วพบว่า เกือบทั้งก้อนงบประมาณ ราวหนึ่งพันห้าร้อยล้านบาท ถูกเทลงไปกับรายการเดียวคือแพลตฟอร์ม generative AI พร้อมโควตาการใช้งาน พูดง่าย ๆ คือโครงการระดับชาติมูลค่าพันล้าน แท้จริงแล้วคือการซื้อ "แอปเดียว" แล้วแจกโควตาให้คนไทยใช้

ที่น่าตกใจกว่านั้นคือไทม์ไลน์ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ครม.เงาพรรคประชาชนแถลงเปิดหลักฐานว่า เอกสารที่เสนอเข้าคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 มีรายละเอียดไม่ตรงกับ TOR ที่เปิดประชาพิจารณ์ภายหลังอย่างน้อย 3 จุด กรอบเวลาลงทะเบียนที่ตั้งไว้ 90 วัน ถูกลดเหลือ 30 วัน กรอบเวลาเปิดให้บริการจาก 120 วัน เหลือ 90 วัน และมีการเพิ่มเงื่อนไขจอโฆษณาดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อกว่า 1,500 สาขา ซึ่งไม่ปรากฏในเอกสารที่เสนอ ครม. ตั้งแต่แรก เงื่อนไขหลังนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีเอกชนไทยเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ทำได้ครบ

หนักกว่านั้นคือ พรรคประชาชนอ้างว่ามีเอกสารจากคนในบริษัทเอกชนคู่สัญญาเองที่ระบุว่า บริษัทเริ่มดำเนินโครงการก่อนกระบวนการประมูลจะเสร็จสิ้นด้วยซ้ำ ซึ่งถ้าเป็นจริง นี่ไม่ใช่แค่ "ล็อกสเปก" ธรรมดา แต่เป็นคำถามที่ต้องส่งให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ และพรรคประชาชนก็ประกาศว่าเตรียมยื่นเรื่องเข้า ป.ป.ช. จริง

ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ยอมรับต่อสภาว่ารู้จักคู่สัญญาเป็นการส่วนตัว แต่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการประมูลซึ่งเป็นหน้าที่ข้าราชการประจำ ส่วน ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือเปิดผนึกทวงถามความชัดเจนใน 5 ประเด็นตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม ผ่านมา 19 วันยังไม่ได้รับคำตอบอย่างเป็นทางการ กระทั่งกระทรวงการคลังต้องสั่งให้กระทรวงดีอีกลับไปทำรายละเอียดโครงการเพิ่ม หลังพบว่าขอบเขตงานกว้างเกินไป และกระทรวงดีอีเองก็ยังไม่กล้าเบิกจ่ายงวดแรก 324 ล้านบาท รอผลจากเวทีรับฟังความเห็นสาธารณะก่อน

เบี้ยว กมธ. ซ้ำ ๆ จนสภาต้องงัดกฎหมายบังคับเรียกเอกสาร

ยิ่งตามติดยิ่งเห็นแพทเทิร์นชัดขึ้นเรื่อย ๆ คณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนางสาวรักชนก ศรีนอก เป็นประธาน เชิญนายไชยชนกเข้าชี้แจงเรื่อง TH-AI Passport แต่รัฐมนตรีไม่มาร่วมประชุมติดต่อกันถึง 3 ครั้ง ส่งผู้แทนมาแทนบ้าง ปลัดกระทรวงเองก็ขาดประชุมบ้าง เอกสารที่ขอไปก็ได้มาไม่ครบตามที่ขอ กมธ. ต้องรอจนถึงกลางเดือนสิงหาคมจึงมีมติใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการฯ พ.ศ. 2568 บังคับให้ส่งเอกสารสัญญาโครงการฉบับแก้ไข ล่าสุดเมื่อ 22 สิงหาคม รักชนกยังคงตั้งคำถามต่อว่า ทำไมปลัดกระทรวงต้องขอเอกสารซ้ำถึง 3 รอบ ทั้งที่มติ กมธ. ชัดเจนอยู่แล้วว่าให้ใช้อำนาจเรียกได้ทันที

รูปแบบที่เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดสามเดือนที่ผ่านมาคือ ประวิงเวลา ส่งเอกสารไม่ครบ แล้วค่อยให้สัมภาษณ์ยืนยันความบริสุทธิ์ผ่านสื่อ มากกว่าจะนั่งชี้แจงตรงหน้าคณะกรรมาธิการแบบเต็มรูปแบบตามกระบวนการที่ควรจะเป็น

ถามเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตอบด้วยคำชมจากต่างแดน

วันที่ 15 สิงหาคม ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ผู้สื่อข่าวถามตรง ๆ ว่ากังวลหรือไม่ที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่อง TH-AI Passport ในสมัยประชุมหน้า นายไชยชนกตอบว่าไม่กังวล ยืนยันทำถูกกฎหมาย พร้อมเสริมว่าเพิ่งไปร่วมประชุมปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกที่จีน มีรัฐมนตรีหลายประเทศให้ความสนใจและชื่นชมโครงการแจก AI ฟรีของไทย

ฟังผิวเผินเหมือนคำตอบที่มั่นใจเต็มเปี่ยม แต่สังเกตดี ๆ จะเห็นว่าคำถามคือเรื่องความโปร่งใสในประเทศ ส่วนคำตอบกลับวกไปเป็นคำชมจากเวทีต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้ตอบข้อกังขาเรื่องงบประมาณ TOR หรือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแม้แต่น้อย เป็นแพทเทิร์นการสื่อสารที่เน้นสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกมากกว่าลงลึกในข้อเท็จจริงที่ถูกถามตรง ๆ

ปมจ้าง IO ปั่นกระแส คำตอบที่ตอบไม่ตรงคำถาม

21 สิงหาคม ปลัดกระทรวงดีอีต้องออกมาปฏิเสธข้อครหาที่ว่ากระทรวงจ้าง IO (Information Operation) ปั่นกระแสให้ TH-AI Passport ดูดีในโซเชียล ยืนยันว่าไม่รู้จักและไม่คิดจะจ้าง เพราะไม่ใช่หน้าที่ของรัฐ พร้อมทิ้งท้ายว่า "ผู้หวังดีแต่ประสงค์ร้ายน่ากลัวกว่า" ก่อนหน้านั้นรองโฆษกรัฐบาลก็ออกมาแย้งว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอ ทั้งที่ต้นตอของข้อครหาคือ รักชนกตั้งข้อสังเกตว่ามีเฟซบุ๊กเปิดใหม่จำนวนมากเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมโครงการพร้อม ๆ กันในลักษณะผิดปกติ

จุดที่ต้องตั้งข้อสังเกตคือ ทั้งสองคำตอบไม่ได้ไปตรวจสอบหรือชี้แจงต้นตอของเพจหรือบัญชีที่ถูกตั้งคำถามโดยตรง แต่เลือกปฏิเสธในหลักการก่อน แล้วผลักภาระการพิสูจน์กลับไปให้ฝ่ายตั้งข้อสงสัย เป็นรูปแบบการตอบคำถามที่ทำให้เรื่องเงียบหายไปในทางเทคนิค มากกว่าจะคลี่คลายข้อสงสัยอย่างแท้จริง

ป.ป.ช. ยืนยัน "กำลังสอบอยู่" แต่ไม่สั่งหยุดโครงการ

20 สิงหาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ยื่นเรื่องขอให้ตรวจสอบนายไชยชนกกรณีเอื้อประโยชน์และล็อกสเปกให้เอกชนหรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ แต่ยืนยันว่าโครงการยังเดินหน้าต่อได้ เพราะการตรวจสอบกับการดำเนินโครงการเป็นคนละส่วนกัน พูดง่าย ๆ คือ แม้ ป.ป.ช. จะสอบอยู่จริง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าโครงการจะหยุดเดินตามไปด้วย ระบบยังคงเปิดให้ใช้งานจริงตามกำหนดเดิมคือ 31 สิงหาคมนี้ ไม่ว่าผลสอบจะออกมาอย่างไร

ล่าสุดที่พรรคประชาธิปัตย์เพิ่งประกาศเมื่อ 22 สิงหาคม เรียกประชุม ส.ส. เตรียมทำศึกใหญ่เปิดสภา-อภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้จะรู้ว่าเสียงไม่พอโค่นรัฐบาล แต่ยืนยันจะใช้เวทีนี้แฉข้อมูลให้ประชาชนได้เห็นเต็ม ๆ ก็ยิ่งตอกย้ำว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ และจะกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งในสมัยประชุมสภาหน้า

ข้อมูลคนไทย 5 ล้านคน อยู่ตรงไหนของสมการนี้

รัฐบาลยืนยันเสมอมาว่า ข้อมูลผู้ใช้และคำสั่ง (Prompt) ทั้งหมดจัดเก็บบนคลาวด์ในประเทศไทยเท่านั้น เข้าถึงได้แบบไม่ระบุตัวตน และผู้ให้บริการ AI จะนำข้อมูลไปฝึกโมเดลต่อไม่ได้ ฟังดูรัดกุม แต่มีช่องโหว่ที่ยังไม่มีใครอธิบายชัดคือ โมเดล AI ที่ให้บริการเกือบทั้งหมดเป็นของต่างชาติ ทั้ง ChatGPT (OpenAI), Deepseek , Gemini, Claude, Veo ไปจนถึง Seedream และ Seedance คำสั่งที่พิมพ์เข้าไปย่อมต้องถูกส่งไปประมวลผลที่เซิร์ฟเวอร์ของเจ้าของโมเดลในต่างประเทศอยู่ดี การเก็บ "ข้อมูลผู้ใช้" ไว้ในไทยจึงไม่ได้แปลว่า "คำสั่งที่พิมพ์" จะไม่มีวันออกนอกประเทศ

ที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือคำสารภาพในชั้นกรรมาธิการ เมื่อเจ้าหน้าที่ยอมรับว่าระบบจะเก็บข้อมูลพฤติกรรมการค้นหา (Search History) ของผู้ใช้จริงเพื่อนำไปวิเคราะห์ คำถามคือข้อมูลนี้จะถูกเก็บแบบไม่ระบุตัวตนจริงหรือจะถูกผูกเข้ากับฐานข้อมูลระบุตัวตนของผู้สมัคร เพราะสองแบบนี้ระดับความเสี่ยงต่างกันคนละเรื่อง แถมในกระบวนการลงทะเบียนยังมีการขอข้อมูลเพิ่มอย่างหน้าที่การงานและเงินเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลที่แก๊งมิจฉาชีพใช้ประเมินฐานะเหยื่อก่อนลงมือหลอกลวงในทุกคดีที่เคยเกิดขึ้น

ประวัติศาสตร์ไม่เคยโกหก ข้อมูลรัฐไทยรั่วมากี่ครั้งแล้วในรอบ 2 ปี

นี่คือเหตุผลที่คนไทยไม่ค่อยเชื่อมั่นแพลตฟอร์มของรัฐเท่าแพลตฟอร์มต่างชาติ และไม่ใช่เพราะอคติ แต่เพราะบาดแผลยังไม่แห้ง

มกราคม 2567 บริษัทความมั่นคงไซเบอร์ระดับโลกอย่าง Resecurity แถลงเตือนพบข้อมูลคนไทยหลุดในตลาดมืดอีก 27 ล้านรายการ จากอย่างน้อย 7 หน่วยงานรัฐ มีทั้งเงินเดือนและข้อมูลการเงินที่ถูกใช้ประเมินฐานะเหยื่อ

กุมภาพันธ์ 2567 ข้อมูลผู้สูงอายุจากกรมกิจการผู้สูงอายุอีก 19.7 ล้านรายการถูกนำมาเปิดประมูลขาย

เมษายน 2569 แฮกเกอร์เจาะระบบรัฐ ดูดข้อมูลคนไทยไปขายว่อนเน็ตอีกกว่า 60 ล้านรายการ

และที่สะเทือนที่สุดคือมิถุนายน 2569 เมื่อข้อมูลระบบสุขภาพของประชาชนและผู้เสียชีวิตรวม 67.1 ล้านคนรั่วไหลออกไปทั้งยวง

ล่าสุดต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ยังเกิดเหตุ "รหัสผ่านหลุด" ทำข้อมูลประชาชนรั่วอีกรอบ จนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ต้องสั่งรีเซ็ต Username และ Password ทั่วประเทศ ร่วมกับเครือข่าย DPO กว่า 3,700 หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน ตัวเลขความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ในไทยเพียง 4 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 7.48 พันล้านบาท

นี่คือบริบทที่รัฐกำลังจะขอข้อมูลส่วนตัว รวมถึงเงินเดือนและอาชีพของคนไทยอีก 5 ล้านคน มาไว้ในระบบเดียว พร้อมประเคนให้แฮ็กเกอร์

โดเมน .net ประตูหลังให้คนปลอมเว็บ

อีกจุดที่ทำให้สังคมขนลุกคือ เว็บไซต์ลงทะเบียนใช้โดเมน de.aipass.net แทนที่จะเป็น .go.th ตามมาตรฐานหน่วยงานรัฐ นายนิธิกร บุญยกุลเจริญ ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน สาธิตให้ดูสด ๆ ว่าจ่ายเงินแค่ 600 บาทก็จดโดเมน .net คล้ายกันได้ในไม่กี่นาที เสี่ยงต่อการถูกมิจฉาชีพจดชื่อใกล้เคียงเพื่อดูดข้อมูลประชาชนที่แยกไม่ออกว่าเว็บไหนของจริง

ในวันเปิดลงทะเบียนจริง ไชยชนก รัฐมนตรีดีอี ยังคงยืนยันว่าการใช้ .net เป็นไปตาม TOR และสัญญาโครงการ ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยน แม้จะมีทีมงานเตรียมแนวทางรองรับไว้ก็ตาม แต่ในเวลาต่อมาฝ่ายค้านรายงานว่าเริ่มมีการปรับปรุงโดเมนแล้ว สรุปคือรัฐเองก็ยังไม่นิ่งกับเรื่องนี้ตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่เปิดระบบ

"ไม่จำกัด" ที่กลายเป็น "จำกัดจะตาย"

นี่คือจุดที่สังคมยังพูดถึงกันน้อยไป แต่สำคัญมาก รัฐบาลเคยชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการงบประมาณว่าระบบจะใช้งานได้แบบ "ไม่จำกัด" (Unlimited) แต่พอเปิดใช้งานจริงกลับมีโควตาชัดเจน เขียนโค้ดได้แค่ 20-50 ครั้งต่อวัน สร้างภาพได้เพียง 2 รูปต่อวัน และสร้างวิดีโอได้แค่ 10 คลิปต่อเดือน ต่อให้แพลตฟอร์มจะรวบรวม AI ระดับ Pro/Premium กว่า 30 โมเดลจาก 14 ค่ายจริง แต่ถ้าสิ่งที่พูดกับกรรมาธิการงบประมาณกับสิ่งที่ประชาชนได้ใช้จริงไม่ตรงกัน ก็ต้องถามว่าตอนของบประมาณผ่านสภา รัฐใช้ตัวเลขไหนโน้มน้าว

ThaID ล่มตั้งแต่ชั่วโมงแรก และเสียงเตือนที่ยังไม่มีใครฟังเต็มร้อย

วันเปิดลงทะเบียนจริง ระบบยืนยันตัวตนผ่าน ThaID มีอาการสะดุดตั้งแต่บ่ายวันแรก เพราะคนแห่เข้าพร้อมกันจำนวนมาก รัฐบาลแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้แอปทางรัฐแทน แม้จะไม่ใช่การรั่วไหลของข้อมูล แต่ก็สะท้อนว่าโครงการระดับพันล้านยังไม่ได้เทสต์ระบบมารองรับความต้องการจริงดีพอ ฝ่ายค้านเองก็ออกมาเตือนประชาชนให้ "เอ๊ะ" ทุกครั้งที่เจอเว็บหรือแอปที่ขอข้อมูลเกินความจำเป็น

เพื่อความแฟร์....ฟังฝั่งรัฐ(อธิบาย)บ้าง

ต้องให้ความเป็นธรรมว่า ฝั่งรัฐบาลก็มีเหตุผลของตัวเอง ปลัดกระทรวงดีอียืนยันว่ากระบวนการ e-bidding ทำตามขั้นตอนทุกจุด ตั้งแต่ประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างเดือนพฤศจิกายน 2568 เปิดประชาพิจารณ์ TOR เดือนธันวาคม ไปจนถึงประกาศเชิญชวนผู้ยื่นข้อเสนอ และย้ำว่าเมื่อเทียบกับความเร็วของเทคโนโลยีปัจจุบัน โครงการนี้ "เร็วไม่พอด้วยซ้ำ" ส่วนเหตุผลเชิงนโยบาย รัฐบาลอ้างอัตราการเข้าถึง AI ของคนไทยที่ยังต่ำเพียง 10.7% เทียบกับสิงคโปร์ 60.9% และเวียดนาม 23.5% ตั้งเป้าดันให้ถึง 23% ภายในปี 2570 ด้วยต้นทุนเฉลี่ยเพียง 324 บาทต่อคนต่อปี ถูกกว่าสิงคโปร์ที่ใช้งบราว 900 บาทต่อคนต่อปีหลายเท่า

รองโฆษกรัฐบาลยังย้ำอีกว่า รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธการตรวจสอบ (แต่ไม่รีบ) พร้อมเปิดให้ตรวจสอบทั้งกระบวนการ งบประมาณ และผลลัพธ์ และการตรวจสอบที่ดีต้องมีหลักฐาน ไม่ใช่ตั้งสมมติฐานแล้วบังคับให้อีกฝ่ายพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักในหลักการ แต่ก็ต้องชั่งน้ำหนักกับข้อเท็จจริงที่ว่า ทุกครั้งที่ถูกขอเอกสารหรือขอให้ชี้แจงต่อหน้า กมธ. โดยตรง ฝั่งกระทรวงกลับเลือกส่งตัวแทนหรือส่งเอกสารบางส่วนมากกว่าจะเข้าชี้แจงเต็มรูปแบบเสียเอง

คำถามที่ค้างคาจึงไม่ใช่ว่าไทยควรลงทุนด้าน AI หรือไม่ แต่เป็นคำถามว่าเงินพันล้านก้อนนี้ถูกใช้อย่างโปร่งใสและคุ้มค่าจริงหรือเปล่า และคำตอบที่ประชาชนได้รับตลอดสามเดือนที่ผ่านมาเป็น "คำชี้แจง" หรือเป็นแค่ "การประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์" กันแน่

โจทย์ที่รัฐต้องตอบก่อนสายเกินแก้

จากทุกข้อพิรุธข้างต้น นี่คือมาตรการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งทำ ไม่ใช่แค่ตั้งรับ

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ต้องเข้าตรวจสอบมาตรฐานการเข้ารหัสและการไม่ระบุตัวตนของข้อมูลพฤติกรรม Search History แบบเป็นเอกสารเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่ใช่แค่คำยืนยันปากเปล่าจากเจ้าหน้าที่ พร้อมบังคับใช้มาตรการแจ้งเตือนการรั่วไหลแบบเรียลไทม์ ให้สมกับยุทธศาสตร์ "ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์" ที่ สคส. ประกาศไว้เอง

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ต้องตรวจสอบเส้นทางข้อมูลที่ไหลไปประมวลผลกับเซิร์ฟเวอร์ AI ต่างประเทศ กำหนดมาตรการ Cross-border Data Transfer ที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นความเสี่ยงที่พูดกันปากต่อปาก

ขณะที่ฝั่งผู้คุมกฏที่ควรเป็นกลางที่สุด ที่ไม่มีใครก้าวก่ายการทำงานได้คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ควรเร่งพิจารณาหลักฐานที่ ครม.เงา และภาคประชาชนเตรียมยื่น เรื่องความไม่ตรงกันของ TOR กับเอกสารเสนอ ครม. และข้อกล่าวหาที่บริษัทคู่สัญญาเริ่มงานก่อนประมูลเสร็จ เพราะยิ่งช้ายิ่งเสียทั้งเงินและความเชื่อมั่น

แน่นนอนที่สุดหนีไม่พ้น ตำรวจไซเบอร์ (บช.สอท.) ต้องตั้งการ์ดล่วงหน้าไล่บล็อกโดเมนปลอมที่เลียนแบบ TH-AI Passport ตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รอให้มีเหยื่อก่อนแล้วค่อยตามจับ

ขณะที่ฟากฝั่งเศรษฐกิจการเงินทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย และ สำนักงาน ก.ล.ต. แม้ไม่ใช่เจ้าภาพหลักของโครงการนี้ แต่ควรร่วมเฝ้าระวังในมุมข้อมูลการเงิน เพราะบทเรียนจากทุกเคสข้อมูลรั่วที่ผ่านมาชี้ตรงกันว่า ข้อมูลเงินเดือนและอาชีพคือวัตถุดิบชั้นดีที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพการเงินใช้ประเมินเหยื่อ การผูกข้อมูลนี้ไว้ในระบบเดียวกับ AI Passport จึงต้องมีมาตรฐานการป้องกันไม่น้อยไปกว่าระบบธนาคาร

และท้ายที่สุด รัฐสภาควรผลักดันให้โครงการดิจิทัลภาครัฐทุกโครงการที่ใช้งบเกินระดับพันล้าน ต้องเปิดเผยเอกสาร TOR และราคากลางแบบเปิดเผย โปร่งใส เรียลไทม์ ผ่านบล็อกเชนที่สามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องมานั่งไล่งมเอาเองหลังเซ็นสัญญาไปแล้ว

คนไทยจ่ายภาษีทุกคนในรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่เชื่อเถอะไม่มีใครอยากเป็นข้อมูลรายการที่ 68 ล้านที่หลุดไปขายในตลาดมืดรอบต่อไป