ราคาบิทคอยน์ (Bitcoin) พุ่งทะลุแนว 77,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเหรียญในช่วงเช้าตลาดเอเชียวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 ทำสถิติสูงสุดในรอบ 3 เดือน และเป็นสัปดาห์ที่ราคาบวกแรงที่สุดในรอบเกือบ 2 ปีครึ่ง บวกไปแล้วเกือบ 20% ภายในสัปดาห์เดียว
ฟังดูเหมือนข่าวดี แต่ถ้าเจาะลึกลงไปในตัวเลขและไทม์ไลน์จริง จะพบว่าแรงพุ่งครั้งนี้ไม่ได้มาจาก "พื้นฐานใหม่" ของบิทคอยน์แต่อย่างใด ส่วนใหญ่เป็นผลจากกลไกตลาดที่บีบให้คนขาย (short) ต้องรีบซื้อคืน ผสมกับคำพูดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีน้ำหนักทางกฎหมายแม้แต่น้อย
ย้อนกลับไปแค่สัปดาห์เดียว บิทคอยน์ยังแกว่งตัวเหนือระดับ 63,000-64,000 ดอลลาร์ นิ่งสนิทมานานถึง 6 สัปดาห์ในกรอบระหว่าง 62,000-66,900 ดอลลาร์ นับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม
ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม ราคายังคงเคลื่อนไหวอยู่ที่ 64,135 ดอลลาร์ ก่อนจะเริ่มขยับขึ้นวันที่ 19-20 สิงหาคม ทะลุ 69,000 แล้วไป 71,000 และ 72,000 ดอลลาร์ ภายในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง
พอเข้าสู่ช่วงเช้าตลาดเอเชียวันที่ 21 สิงหาคม ราคาก็เร่งเครื่องต่อ ทะลุ 75,000 ดอลลาร์ และตามรายงานของ coinmarketcap ราคาได้ทะลุแนว 77,000 ดอลลาร์ ทำจุดสูงสุดในรอบ 3 เดือน ขณะที่บลูมเบิร์กรายงานตัวเลขราคาที่ทำจุดสูงประมาณ 75,740 ดอลลาร์ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันของตลาดสิงคโปร์ ความต่างของตัวเลขเล็กน้อยเป็นเรื่องปกติของตลาดคริปโตที่ราคาเคลื่อนไหวเร็วเป็นวินาที แต่ทิศทางชัดเจนคือ "พุ่งแรงและพุ่งเร็ว"
แม้จะดูเหมือนจุดพลุบิทคอยน์เบรกแตก แต่ภาพรวมราคาบิทคอยน์ยังห่างจากจุดสูงสุดตลอดกาลที่เคยทำไว้ประมาณ 126,000 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 อยู่ราว 40% นี่คือการดีดตัวกลับ ไม่ใช่สถิติใหม่
กลไกบีบชอร์ตมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์
คำถามที่คนส่วนใหญ่ไม่ถาม คือ "ทำไมถึงพุ่งขนาดนี้ในเวลาสั้นขนาดนี้"
คำตอบไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด สำนักข่าว CoinDesk รายงานว่าแรงขับเคลื่อนหลักไม่ใช่เรื่องพื้นฐานใหม่ของบิทคอยน์ แต่เป็นกลไกทางเทคนิคล้วนๆ ตลอด 6 สัปดาห์ที่ราคานิ่งขยับในกรอบแคบ นักเทรดจำนวนมากเปิดสถานะ "short" (เดิมพันว่าราคาจะลง) พักไว้เป็นแนวต้านหนาแน่นระหว่างระดับ 65,000-67,000 ดอลลาร์
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศจะเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีร่วงลงจากระดับ 5.337% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 แรงหนุนที่เกิดกับสินทรัพย์เสี่ยงตรงนี้เพียงพอที่จะทะลุแนวต้านที่พักชอร์ตไว้
เมื่อแนวต้านแตก สถานะชอร์ตมูลค่ากว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ถูกบังคับให้ซื้อคืนภายใน 24 ชั่วโมง เทียบกับฝั่ง long ที่โดนล้างไปเพียง 263.5 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นการล้างพอร์ตชอร์ตครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา และมีบางชั่วโมงที่ยอดล้างพอร์ตทะลุ 1,000 ล้านดอลลาร์ในชั่วโมงเดียว นักวิเคราะห์บิทคอยน์ James Check สรุปสั้นๆ ว่า "หมีกำลังเจ็บหนักตอนนี้"
พูดง่ายๆ คือ ราคาพุ่งเพราะคนที่เดิมพันขาลงถูกบีบให้ต้องซื้อ ไม่ใช่เพราะมีเงินใหม่ก้อนใหญ่แห่เข้าตลาดตั้งแต่ต้น
เปิดโป๊ะ "การเมืองผสมโรงปั่นราคา"
หลังราคาขยับขึ้นไปมากแล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเรียกร้องให้สภาคองเกรสเร่งผ่านร่างกฎหมาย Clarity Act ที่จะกำหนดสถานะทางกฎหมายของสินทรัพย์ดิจิทัลให้ชัดเจน พร้อมโยนหินถามทางว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจซื้อบิทคอยน์จำนวนมาก และเปิดเผยว่าหน่วยงานกำกับดูแลกำลังหาช่องทางที่ถูกกฎหมายให้ Hyperliquid เข้าตลาดสหรัฐฯ คำพูดชุดนี้กลายเป็นแรงส่งลูกที่สองที่ดันราคาขึ้นไปทะลุ 70,000 ดอลลาร์
แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องเน้นหนักคือ Clarity Act ยังไม่ผ่านสภาจริง สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านร่างนี้มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 ด้วยคะแนนเสียง 294 ต่อ 134 คณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภาผ่านร่างเมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 ด้วยคะแนน 15 ต่อ 9 แต่วุฒิสภาปิดสมัยประชุมช่วงพักร้อนตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม โดยยังไม่มีการลงมติจริงบนพื้นสภา การลงมติเชิงกระบวนการ (cloture) นัดต่อไปถูกเลื่อนไปเป็นวันที่ 15 กันยายน 2569 เท่านั้น
ประเด็นที่ทำให้ร่างนี้ค้างเติ่งมานานคือความขัดแย้งเรื่องเงื่อนไขจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะที่พุ่งเป้าไปที่ตัวทรัมป์เอง หลังมีการเปิดเผยว่าตัวเขาเองทำกำไรจากธุรกิจคริปโตไปแล้วกว่าพันล้านดอลลาร์ ฝ่ายเดโมแครตต้องการเงื่อนไขป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่เข้มงวด ขณะที่ฝ่ายรีพับลิกันต้องการความชัดเจนด้านกฎหมายเพื่อดึงการลงทุน ทั้งสองฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้
สรุปคือ ตลาดกำลังปรับราคาบวกไปล่วงหน้าจากคำพูดและความหวังทางการเมือง ไม่ใช่จากกฎหมายที่บังคับใช้แล้วจริง หากการโหวตเดือนกันยายนล่ม หรือร่างกฎหมายสะดุดอีกครั้ง ส่วนหนึ่งของราคาที่ขึ้นมาจากความคาดหวังนี้มีความเสี่ยงจะย่อตัวกลับ
เงินสถาบันหวนคืนจริงหรือแค่กระแส
ด้านที่ดูมีน้ำหนักกว่าคือกระแสเงินสถาบัน กองทุน ETF บิทคอยน์สปอตในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิ 189 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม และพุ่งขึ้นเป็น 517.2 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 19 สิงหาคม ซึ่งเป็นยอดไหลเข้ารายวันสูงสุดในรอบเกือบ 3 เดือนครึ่ง นับตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม กองทุน IBIT ของ BlackRock นำโด่งด้วยเงินไหลเข้า 284.7 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว รวมเงินไหลเข้า ETF ทั้งบิทคอยน์และอีเธอเรียมวันนั้นทะลุ 700 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่านักลงทุนสถาบันเริ่มกลับเข้ามาจริง แต่นักวิเคราะห์เองก็ยอมรับว่ายังต้องรอดูข้อมูลอีกหลายสัปดาห์ก่อนจะฟันธงว่าเป็นแนวโน้มระยะยาว ไม่ใช่แค่การจัดพอร์ตเฉพาะกิจวันเดียว
แรงส่งจากเหรียญอื่นและสัญญาณเลเวอเรจที่ต้องจับตา
ขณะที่อีเธอเรียม (ETH) พุ่งแรงกว่าบิทคอยน์เสียอีก บวกไปเกือบ 19% ใน 24 ชั่วโมงเดียว ขึ้นไปใกล้ 2,280 ดอลลาร์ ส่วน SOL, XRP และ DOGE ต่างบวกเป็นเลขสองหลักถ้วนหน้า ดัชนี Fear and Greed ของ Coinbase กระโดดจากโซน "กลัว" ที่ 41 ขึ้นไปโซน "โลภ" ที่ 59 ภายในไม่กี่วัน
ขณะที่ในส่วนของปริมาณการซื้อขายบิทคอยน์รายวันพุ่งขึ้นถึง 250% แตะระดับ 59,000 ล้านดอลลาร์ ยอดสัญญาคงค้าง (Open Interest) เพิ่มขึ้น 9.11% แตะ 131,250 ล้านดอลลาร์ แต่จุดที่นักวิเคราะห์มองว่ายังพอเป็น "สัญญาณดี" คืออัตราดอกเบี้ยฟันดิง (funding rate) ยังอยู่ในระดับต่ำ ทั้งฝั่งบิทคอยน์และอีเธอเรียมอยู่ราว 0.01% เท่านั้น แปลว่าการก่อหนี้เลเวอเรจใหม่จำนวนมากยังไม่ทันตามมาหลังการล้างพอร์ตชอร์ต ถ้าดูจากสัดส่วนสถานะ long ต่อ short ก่อนราคาพุ่ง พบว่าฝั่ง short มีมากกว่า long อยู่แล้ว หมายความว่าตลาดเอนเอียงไปทาง "เดิมพันขาลง" ก่อนที่ราคาจะแตกขึ้น ยิ่งตอกย้ำว่านี่คือการบีบสถานะ ไม่ใช่กระแสซื้อใหม่ล้วนๆ
จุดที่ต้องระวังคือ ถ้าแนวรับ 70,000 ดอลลาร์หลุด มีความเสี่ยงที่ราคาจะย่อกลับไปทดสอบโซน 66,000 ดอลลาร์อีกครั้ง และแรงพุ่งที่มาจากการบีบชอร์ตแบบนี้มักตามมาด้วยความผันผวนสูงในระยะสั้น ไม่ใช่เส้นทางขาขึ้นที่มั่นคง
มองย้อนกลับมาที่ตลาดคริปโตไทยสวนทางโลก
ขณะที่ราคาบิทคอยน์ในตลาดโลกทะยาน ภาพในประเทศไทยกลับไม่ได้คึกคักตามไปด้วย ข้อมูลจากสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่าเดือนกรกฎาคม 2569 มูลค่าตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยเพิ่มขึ้น 3.68% แตะ 61,700 ล้านบาท แต่ยอดซื้อขายเฉลี่ยต่อวันและจำนวนบัญชีที่ยัง Active กลับลดลงกว่า 20% สะท้อนว่ามูลค่าตลาดโตขึ้นตามราคาเหรียญ แต่นักลงทุนไทยจำนวนมากยังไม่กล้าเข้าเทรดเพิ่ม
ฟากฝั่งกำกับดูแล ก.ล.ต. เพิ่งบังคับใช้เกณฑ์ใหม่เรื่อง "ผู้ถือหุ้นรายใหญ่" ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี มีผลตั้งแต่ 16 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ครอบคลุมทั้งธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยขยายการตรวจสอบไปถึงตัวตนที่แท้จริงของคนให้เงินทุนหนุนหลังผู้ถือหุ้น ไม่ใช่แค่ชื่อบนทะเบียน เป้าหมายคือปิดช่องโหว่เรื่องนอมินีที่สะสมมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569
ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. ยังคงต้องออกประกาศเตือนภัยมิจฉาชีพที่แอบอ้างชื่อและภาพผู้บริหาร ก.ล.ต. เพื่อชักชวนลงทุนคริปโตปลอมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในจังหวะที่ราคาบิทคอยน์เป็นกระแสข่าวใหญ่แบบนี้ ถือเป็นช่วงเวลาทองของแก๊งหลอกลงทุนที่มักฉวยจังหวะข่าวราคาพุ่งมาปั่นความน่าเชื่อถือ นักลงทุนจึงต้องพิจารณาตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน


