พี่ชาย “เสี่ยเบ้ง”N-PARK”ผนึกฟินันซ่า–พรีเมีย ทุ่ม 5.53 พันล้านบาท เทกโอเวอร์ SPCG จากกลุ่ม “วันดี” ก่อนเปิดรับซื้อหุ้นที่เหลืออาจดันมูลค่าดีลรวมสูงสุดแตะ 9.62 พันล้านบาท จับตาทุนใหม่ใช้ SPCG เป็นฐานรุกธุรกิจพลังงานครบวงจร ทั้งโซลาร์โรงงาน ระบบกักเก็บพลังงานหรือแบตเตอรี่ และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน
วงการตลาดทุนไทยกลับมาเดือดอีกครั้ง เมื่อ SPCG หนึ่งในผู้บุกเบิกธุรกิจโซลาร์ฟาร์มของไทย
ถูกเทคโอเวอร์จากกลุ่มทุนใหม่หน้าเดิมที่เชื่อมโยง “เสี่ยเบ้งแห่ง N-PARK” และกลุ่มฟินันซ่า–พรีเมีย
โดยล่าสุดบริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 5/2569 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 รับทราบการทำธุรกรรมซื้อขายหุ้นระหว่าง ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ และผู้ถือหุ้นรายอื่น ซึ่งรวมเรียกว่า “ผู้ขาย” กับกลุ่มผู้ซื้อรายใหม่ 4 ราย
กลุ่มผู้ซื้อประกอบด้วย นายวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ บริษัท เจอาร์ที กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด หรือ JRT, Premia Global Limited และบริษัท พรีเมีย โกลบอล ไทย จำกัด
ธุรกรรมดังกล่าวดำเนินการภายใต้สัญญาซื้อขายหุ้นและเอกสารยืนยันการซื้อขาย ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2569 รวมจำนวน 606,690,726 หุ้น คิดเป็น 57.46% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมดของ SPCG ส่งผลให้บริษัทเปลี่ยนขั้วผู้ถือหุ้นใหญ่และอำนาจควบคุมกิจการ
สำหรับผู้ขายรายสำคัญ ประกอบด้วย ดร.วันดี ขายหุ้นทั้งหมด 486,551,676 หุ้น หรือ 46.08% ขณะที่ Kyocera Corporation ขาย 63,500,000 หุ้น หรือ 6.01% และนายโชคชัย เศรษฐีวรรณ ขาย 5,400,000 หุ้น หรือ 0.51% ส่วนที่เหลือเป็นหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายอื่นในกลุ่มผู้ขายตามธุรกรรม
ด้านกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ บริษัท JRT เข้าถือหุ้นจำนวน 265,888,888 หุ้น หรือ 25.18% ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของ SPCG ตามด้วย Premia Global Limited จำนวน 225,888,888 หุ้น หรือ 21.40%
ขณะที่นายวรสิทธิ์ถือหุ้นโดยตรงจำนวน 74,610,050 หุ้น หรือ 7.07% และบริษัท พรีเมีย โกลบอล ไทย จำกัด ถือหุ้นจำนวน 40,302,900 หุ้น หรือ 3.82% เมื่อรวมผู้ซื้อทั้ง 4 รายจึงถือหุ้น SPCG ทั้งหมด 57.46%
จ่อทำเทนเดอร์หุ้นทั้งหมด
เนื่องจากกลุ่มผู้ซื้อเข้าถือหุ้นรวมกันเกิน 50% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด จึงมีหน้าที่ต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ที่เหลือทั้งหมดของ SPCG หรือ Mandatory Tender Offer ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ.12/2554
ผู้ซื้อทั้ง 4 ราย พร้อมด้วยนายเกรียงไกร จารุทวี ในฐานะบุคคลที่กระทำการร่วมกัน หรือ Concert Party จึงมีความประสงค์ร่วมกันทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ SPCG
คำเสนอซื้อกำหนดราคาไว้ที่หุ้นละ 9.11 บาท โดยผู้ขายจะได้รับสุทธิประมาณ 9.0856 บาทต่อหุ้น เปิดรับซื้อตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน–8 ตุลาคม 2569 และกำหนดชำระราคาในวันที่ 12 ตุลาคม 2569 โดยไม่มีวัตถุประสงค์นำ SPCG ออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียน
ทั้งนี้ หากคำนวณอิงราคาเสนอซื้อหุ้นละ 9.11 บาท การเข้าซื้อหุ้น SPCG จำนวน 606,690,726 หุ้น หรือ 57.46% จะมีมูลค่าประมาณ 5,526.95 ล้านบาท ส่วนหุ้นที่เหลืออีก 449,099,274 หุ้น หรือ 42.54% หากผู้ถือหุ้นทั้งหมดตอบรับคำเสนอซื้อ จะต้องใช้เงินเพิ่มสูงสุดประมาณ 4,091.29 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่ารวมสำหรับการถือหุ้นครบ 100% อาจสูงถึงประมาณ 9,618.25 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม วงเงินจริงจะขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นที่นำมาเสนอขาย ขณะที่กลุ่มผู้ซื้อไม่มีแผนเพิกถอน SPCG ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ
พี่ชาย “เสี่ยเบ้ง”ผนึกฟินันซ่า เทกโอเวอร์
สำหรับกลุ่มทุนที่เข้ามาถือหุ้น SPCG แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ กลุ่มที่เชื่อมโยงกับตระกูล “จารุทวี” และกลุ่มฟินันซ่า–พรีเมีย
ฝั่งตระกูลจารุทวี ปรากฏชื่อบริษัท JRT เป็นผู้ซื้อหุ้นรายใหญ่ที่สุดในสัดส่วน 25.18% ขณะที่นายเกรียงไกร จารุทวี มีชื่อเป็น Concert Party และผู้ร่วมทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมด
นายเกรียงไกรเป็นพี่ชายของนายทศพงศ์ จารุทวี หรือ “เสี่ยเบ้ง” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงอสังหาริมทรัพย์และตลาดทุนในฐานะอดีตผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหารบริษัท แนเชอรัล พาร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ N-PARK
ที่น่าสังเกตคือ บริษัท JRT เพิ่งจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์ลงทุนในกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานสะอาด จึงมีลักษณะเป็นบริษัทที่ใช้ถือหุ้นหรือลงทุน มากกว่าจะเป็นผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าที่มีประวัติการดำเนินงานมายาวนาน
ฟินันซ่า–พรีเมียถือรวมกว่า 32%
ผู้ซื้ออีกฟากหนึ่งนำโดยนายวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ ซึ่งมีบทบาทในกลุ่ม FNS Holdings หรือชื่อเดิมบริษัท ฟินันซ่า จำกัด (มหาชน) และบริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK
เข้าถือหุ้น SPCG ผ่านนายวรสิทธิ์โดยตรง 7.07%, Premia Global Limited จำนวน 21.40% และบริษัท พรีเมีย โกลบอล ไทย จำกัด อีก 3.82% รวมสัดส่วนประมาณ 32.29%
ดีลนี้จึงนับเป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจใน SPCG จากกลุ่มผู้ก่อตั้ง “วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ” ไปสู่กลุ่มทุนจารุทวีและฟินันซ่า–พรีเมียอย่างเต็มรูปแบบ โดยต้องจับตาการปรับคณะกรรมการ นโยบายบริหาร และแผนต่อยอดธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ของ SPCG ภายใต้ผู้ถือหุ้นชุดใหม่ต่อไป
จับตาทุนใหม่รวบฐานพลังงานครบวงจร
โซลาร์โรงงาน–แบตเตอรี่–PPA
แหล่งข่าวในวงการตลาดทุน ระบุว่า กลุ่มใหม่ที่เข้ามาน่าจะไม่ได้ซื้อ SPCG เพื่อรับรายได้จากโรงไฟฟ้าเดิมอย่างเดียว แต่มีแนวโน้มจะใช้ SPCG เป็น “ฐานลงทุนพลังงานสะอาด” และสร้างรอบการเติบโตใหม่ หลังรายได้พิเศษจากโซลาร์ฟาร์มเดิมหมดลงแล้ว
ภาพที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ ซื้อเพราะได้ทั้งบริษัทจดทะเบียน ทีมงาน ใบอนุญาต ประสบการณ์โรงไฟฟ้า สัญญาขายไฟ และฐานลูกค้าโซลาร์รูฟในครั้งเดียว จากนั้นอาจใช้ SPCG เป็นแกนกลางขยายไปยัง 3 ธุรกิจ ทั้งโซลาร์รูฟสำหรับโรงงานและคลังสินค้าระบบกักเก็บพลังงานและสัญญาขายไฟภาคเอกชน และการซื้อหรือรับโอนโครงการพลังงานใหม่เข้ามาในบริษัทมากกว่า


