บล.เมย์แบงก์รับวอลุ่มเทรดหด ลุยปรับโครงสร้างองค์กร รุกธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง เปิดกองทุนส่วนบุคคลหุ้นไทยและอาเซียน จับลูกค้าเงินลงทุนเริ่มต้น 5 ล้านบาทขึ้นไป ระบุไทยยังมั่งคั่ง คนรวยรั้งอันดับ3อาเซียน ตั้งเป้าเม็ดเงินลงทุนโต 4,000 ล้านบาทภายใน 3 ปี แตะ 10,000 ล้านบาทใน 10 ปี รับตลาดกองทุนส่วนบุคคลไทยมูลค่า 2.4 ล้านล้านบาท พร้อมมองบวกต่อประเทศไทย หลังรัฐบาล ธปท. BOI และกระทรวงการคลังเร่งขับเคลื่อนนโยบายและเพิ่มความรวดเร็วในการดึงเงินลงทุนต่างชาติเข้าประเทศ
นายอารภัฏ สังขรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธุรกิจเดิมของบริษัทมีรายได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ แต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาบริษัทมีการปรับโครงสร้างองค์กร เสริมจุดแข็งทีมงานจำนวนมาก เพื่อให้สอดคล้องกับ แนวคิดหลักขององค์กรในการยกระดับการให้บริการที่ปรึกษาด้านการลงทุนมากขึ้น
“ลูกค้าแต่ละรายไม่เหมือนกัน บางคนมีเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว หน้าที่ของเราคือต้องช่วย ให้ความรู้ ลูกค้าอย่างต่อเนื่องและให้คำปรึกษาด้านการลงทุนที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันในแต่ละโอกาส”
ธุรกิจหลักทรัพย์ไม่ควรพึ่งพาปริมาณการซื้อขายเหมือนในอดีตอีกต่อไป เพราะค่าคอมมิชชันจากการซื้อขายลดลงมาก และลูกค้าก็สามารถซื้อขายผ่านโทรศัพท์มือถือหรือระบบออนไลน์ได้เอง
ดังนั้น ค่าธรรมเนียมที่ลูกค้าจ่ายควรแลกกับการได้รับคำแนะนำและข้อมูลเชิงลึกไม่ใช่แลกกับการที่บริษัทกดคำสั่งซื้อขายได้เร็วกว่า ซึ่งในการแข่งขันด้านราคาในธุรกิจ Brokerage มีอยู่สูง แต่ลูกค้า Maybank ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความแตกต่างของค่าคอมมิชชันเพียงไม่กี่บาท เพราะหากคำแนะนำที่ได้รับช่วยให้ลงทุนได้ดีขึ้น มูลค่าที่ลูกค้าได้รับก็สูงกว่าค่าธรรมเนียมมาก
ล่าสุดบริษัทได้ทำการเดินหน้าเติมเต็มธุรกิจบริหารความมั่งคั่งกับการเปิดตัวกองทุนส่วนบุคคล “Maybank Private Fund” มุ่งตอบโจทย์นักลงทุนที่มองหาการเติบโตในระยะยาว ภายใต้การบริหารจัดการโดยทีมผู้จัดการกองทุนที่ความเชี่ยวชาญเชิงลึกในตลาดหุ้นไทยและอาเซียน ผสานความแข็งแกร่งจากเครือข่ายระดับภูมิภาคของกลุ่มเมย์แบงก์และกลยุทธ์การลงทุนตามมาตรฐานระดับสากล ผ่านกองทุนส่วนบุคคลหุ้นไทยและกองทุนส่วนบุคคลหุ้นอาเซียน
นายอารภัฏ กล่าวอีกว่า ตลาดบริหารความมั่งคั่งผ่านกองทุนส่วนบุคคลในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 12.6% ต่อปี ในช่วงปี พ.ศ. 2560 ไปจนถึงไตรมาสที่ 1 ของปี พ.ศ. 2569 โดยบริษัทมีกลุ่มลูกค้าระดับพันล้านเป็นกลุ่มหลัก และนักลงทุนรายใหญ่มักจะมีความต้องการบริการที่ตอบโจทย์ได้มากกว่าการนำเสนอผลิตภัณฑ์ลงทุนเป็นรายตัวอีกทั้งทางบริษัทพร้อมวางให้ Maybank Private Fund เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขยายธุรกิจ Wealth Managementต่อจากนี้
“แม้เศรษฐกิจไทยจะไม่ดีมาหลายปี แต่หากดูความมั่งคั่งของคนในประเทศไทยจริง ๆ ไทยยังอยู่ในอันดับต้น ๆ ของอาเซียน โดยสิงคโปร์อยู่อันดับ 1 อินโดนีเซียอันดับ 2 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศมีขนาดใหญ่ และไทยอยู่อันดับ 3 ซึ่งหลังจากเปิดกองทุนส่วนบุคคลทั้ง2กองปัจจุบันมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาประมาณ300ล้านบาทหลังจากทำการเปิดกองทุนแค่เดือนกว่า และคาดว่าจะเติบโตได้ถึง 4,000ล้านบาทใน3ปีต่อจากนี้ และแตะระดับ 1 หมื่นล้านได้ภายใน10ปี“
อย่างไรก็ตามอีกจุดเด่นของMaybank Private Fund คือการเปิดรับเงินลงทุนขั้นต่ำ 5 ล้านบาท สำหรับทั้ง MSTPF Thai Equity และ MSTPF ASEAN Equity ซึ่งจะสามารถช่วยขยายฐานกลุ่มลูกค้าให้แก่บริษัทได้หลากหลายยิ่งขึ้น โดยนักลงทุนจะได้รับรายงานผลการดำเนินงานและข้อมูลพอร์ตเป็นประจำทุกเดือน พร้อมบทวิเคราะห์เพิ่มเติมเป็นรายไตรมาส ทั้งนี้ รายละเอียดและเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
และในอนาคต Maybank Private Fund เตรียมขยายกลยุทธ์การลงทุนสู่ MSTPF Global Equity เพื่อเปิดรับโอกาสการลงทุนทั่วโลกผ่านตลาดหุ้นของประเทศ G10 และตลาดหุ้นของประเทศจีนและฮ่องกง โดยกลุ่มประเทศ G10 ประกอบไปด้วย ประเทศเบลเยียม แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้ Maybank Private Fund ใช้แนวทางการบริหารเชิงรุก หรือ Active Management โดยผสานการวิเคราะห์ภาพรวมทางเศรษฐกิจ ประเทศ และอุตสาหกรรมแบบ Top-down เข้ากับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานรายบริษัทแบบ Bottom-up เพื่อคัดเลือกหลักทรัพย์ประมาณ 15–30 บริษัท ที่ทีมลงทุนมีความเชื่อมั่นจากการศึกษาเชิงลึก กระบวนการคัดเลือกไม่ได้พิจารณาเฉพาะข้อมูลทางการเงิน แต่ครอบคลุมถึงการเข้าพบผู้บริหาร การเยี่ยมชมกิจการ และการตรวจสอบข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญ ลูกค้า และคู่ค้าของบริษัท เพื่อประเมินศักยภาพของธุรกิจ คุณภาพของผู้บริหาร ปัจจัยสร้างมูลค่า และความเสี่ยงอย่างรอบด้าน
อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการกองทุนยังสามารถปรับน้ำหนักรายหลักทรัพย์ กลุ่มอุตสาหกรรม และประเทศ รวมถึงถือเงินสดหรือพักเงินในตลาดเงินเพื่อรอจังหวะลงทุนได้อีกด้วย โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเต็มพอร์ตหรือลงทุนตามน้ำหนักของดัชนีตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือทั้งโอกาสและความผันผวนของตลาด
มองบวกไทยนโบาย-สเถียรภาพรัฐบาลหนุน
นายอารภัฏ กล่าวอีกว่า สำหรับประเทศไทย หากประเมินสถานการณ์ขณะนี้ ผมเคยพูดถึง BOI การเปลี่ยนแปลงของธนาคารแห่งประเทศไทย ตอนนี้ ธปท.หันมาให้ความสำคัญกับผู้บริโภค และภาคธุรกิจมากขึ้น เพื่อ ทำให้มั่นใจว่าสามารถสนับสนุนภาคเศรษฐกิจได้ ไม่ได้มองเฉพาะการกำกับดูแลธนาคารเท่านั้น
นี่เป็นครั้งแรกที่เริ่มเห็นหน่วยงานกำกับดูแลและรัฐบาลตระหนักว่าประเทศต้องเปลี่ยนแปลง และเราเริ่มเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
กระทรวงการคลังก็เดินหน้าเต็มที่ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้อมีเสถียรภาพ แต่ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว องค์กรรอบข้างที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ ทั้ง BOI ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เห็นทุกหน่วยงานเริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดความเชื่อมั่นเชิงบวก นักลงทุนต่างประเทศก็จะมีความมั่นใจมากขึ้น
อดีตหลังการเลือกตั้งปกติตลาดหุ้นไทยอาจดีอยู่ประมาณ 30 วันแล้วเริ่มปรับลง แต่ปีนี้ตลาดหุ้นไทยไม่ได้ปรับลงและยังเดินหน้าต่อไปดังนั้น ผมคิดว่าประเทศไทยมีความเชื่อมั่นเชิงบวกอยู่มาก
“เรามักบอกว่ามีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(FDI) หรือมี Fund Flow เข้ามาจำนวนมากทุกปี แต่กว่าจะอนุมัติได้ก็ใช้เวลา 2–3 ปี
ตอนนี้ก็มีกระบวนการให้เร็วขึ้น และใช้ Fast Track ฟังดูอาจเป็นเรื่องง่ายมาก แต่คำถามคือ เมื่อก่อนเราเคยทำหรือไม่นี่เป็นครั้งแรกที่มีการหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดและกำหนดเป็นโจทย์ อย่างน้อยก็สะท้อนว่ามีความตั้งใจ และเข้าใจว่าประเด็นที่ต้องแก้ไขคืออะไร หากสิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


