xs
xsm
sm
md
lg

หนี้สหรัฐฯ พุ่งกดดันบอนด์ยีลด์ "ฮั่งเซ่งเฮง" ชี้ หนุนทองคำทะยาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หนี้สหรัฐฯ จ่อทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ และยอดขาดดุลงบประมาณที่พุ่งสูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่อบอด์ยีลด์ ถือเป็นความเสี่ยงการคลัง ที่เริ่มสะท้อนในราคาทองคำ และจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นักลงทุนหันมาจับตาเสถียรภาพการคลังมากกว่าทิศทางดอกเบี้ยเฟด

นายวราวุธ เบญจาพุทธารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด หรือ Hua Seng Heng เปิดเผยว่า การขาดดุลงบประมาณและระดับหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ กลับมาเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกต้องจับตา หลังยอดขาดดุลงบประมาณเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 4.32 แสนล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดขาดดุลสะสมในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 แตะ 1.799 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่หนี้รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเข้าใกล้ระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์

เมื่อรัฐบาลต้องออกพันธบัตรจำนวนมากขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรหรือ Bond Yield มักมีแรงกดดันให้ขยับขึ้นตามกลไกตลาด เพราะนักลงทุนต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการถือหนี้ระยะยาว อย่างไรก็ตาม งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเงินชี้ว่าผลของหนี้ต่อ Bond Yield ไม่ได้เป็นเส้นตรงเสมอไป เนื่องจากพันธบัตรสหรัฐฯ ยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่มีความต้องการสูงจากทั่วโลก ทำให้แม้หนี้เพิ่ม ผลต่อดอกเบี้ยอาจไม่รุนแรงเท่าที่คาด แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ต้นทุนทางการเงินของรัฐบาลสูงขึ้น และเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพการคลังในระยะยาว

หนี้เพิ่ม พันธบัตรเพิ่ม Bond Yield จึงเป็นตัวแปรสำคัญ

ตามหลักเศรษฐศาสตร์ เมื่อรัฐบาลมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ การออกพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลย่อมเพิ่มขึ้นตาม หากอุปทานพันธบัตรเข้าสู่ตลาดมากขึ้น นักลงทุนอาจเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการถือครองตราสารหนี้ระยะยาว โดยกลไกดังกล่าวสามารถอธิบายได้ผ่านวงจร ขาดดุลสูง → ออกพันธบัตรเพิ่ม → Bond Yield มีแรงกดดันขาขึ้น → ภาระดอกเบี้ยเพิ่ม → ความต้องการระดมทุนในอนาคตสูงขึ้น

ผลต่อราคาทองคำจึงเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงนี้ ในระยะสั้น Bond Yield และ Real Yield ที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นแรงกดดันต่อทองคำ เพราะทองไม่มีดอกเบี้ยและมีต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครอง แต่ในระยะกลางถึงยาว ภาพเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อความกังวลของตลาดขยับจากคำถามว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยเมื่อไร ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือ รัฐบาลสหรัฐฯ จะบริหารหนี้และภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอย่างไร

ทองคำจึงเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์สำหรับกระจายความเสี่ยง เพราะทองไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิต ไม่ใช่หนี้ของรัฐบาลหรือบริษัทใด และไม่ขึ้นกับความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร แม้ราคาทองจะมีความผันผวน แต่ในเชิงโครงสร้าง ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนใช้ป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านการคลังและเสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะเมื่อระดับหนี้ของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น

ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส มองว่า อีกปัจจัยที่ตลาดทองคำต้องจับตาคือผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และความต้องการถือครองพันธบัตรจากนักลงทุนต่างประเทศ หากความต้องการลดลงหรือมีการเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นสำหรับพันธบัตรระยะยาว ส่วนชดเชยความเสี่ยงหรือ Term Premium จะเพิ่มขึ้น ซึ่งมักเป็นสัญญาณว่าตลาดเริ่มกังวลต่อเสถียรภาพการคลังมากขึ้น และเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนราคาทองคำในระยะกลางถึงยาว

ดังนั้น ทิศทางราคาทองคำในช่วงต่อไปจึงขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลัก คือ ระดับ Bond Yield ในระยะสั้น และความเชื่อมั่นต่อความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ ในระยะยาว หาก Bond Yield ยังสูง ราคาทองคำอาจผันผวนเป็นระยะ แต่หากตลาดเริ่มตั้งคำถามต่อความสามารถในการบริหารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ ทองคำก็มีแนวโน้มถูกนำกลับมาพิจารณามากขึ้นในฐานะสินทรัพย์สำหรับกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนระยะยาว

สรุปได้ว่า คำถามสำคัญสำหรับตลาดทองคำในระยะข้างหน้าอาจไม่ได้มีเพียงว่า “เฟดจะลดดอกเบี้ยเมื่อไร” แต่กำลังขยายไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ “นักลงทุนทั่วโลกยังพร้อมถือหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ระดับผลตอบแทนและความเสี่ยงในปัจจุบันมากเพียงใด”

ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความมั่นคงอาจไม่ได้เกิดจากการเลือกสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่อาจเกิดจากการสร้างพอร์ตการลงทุนที่สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีที่สุด และนั่นคือเหตุผลที่ทองคำยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะเครื่องมือกระจายความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลก แม้โลกการลงทุนจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใดก็ตาม