อสมท เร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ สู่ “MCOT NEXT” เล็งเปลี่ยนสินทรัพย์อสังหาฯ เป็นทุน ชูเป็นเครื่องยนต์สร้างรายได้ใหม่ ประเดิมนำที่ดิน 50 ไร่ ย่านห้วยขวาง–รัชดาฯ มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท เปิดให้เอกชนเช่าระยะยาว 30 ปี คาดรู้ผลผู้ลงทุน พ.ค.70 เตรียมเปิดประมูลอีก 2 แปลง “หนองแขม–บางไผ่” หวังนำเงิน Upfront และค่าเช่ามาเป็นทุนพัฒนาคอนเทนต์ ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และ AI ขณะที่ผลประกอบการ 6 เดือนแรกปี 69 ขาดทุนลดลง 9% ค่าใช้จ่ายลด 8%
เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากการนั่งดูโทรทัศน์ไปสู่การเสพคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ อุตสาหกรรมสื่อจึงไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่อง “คนดู” แต่แข่งขันกันด้วยเงินลงทุน เทคโนโลยี และความสามารถในการผลิตคอนเทนต์ให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
โจทย์นี้กำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของ บมจ.อสมท หรือ MCOT ซึ่งกำลังเดินหน้าปรับโมเดลธุรกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ “MCOT NEXT” จากองค์กรที่พึ่งพารายได้จากธุรกิจ Broadcasting ไปสู่การสร้างรายได้จากธุรกิจดิจิทัลและ Non-Broadcast มากขึ้น
แต่การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ต้องใช้ “เงินทุน” และคำตอบของ อสมท ไม่ได้อยู่เพียงในธุรกิจสื่อ หากแต่อยู่ใน สินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทถือครองอยู่
ดร.ญาดา กาศยปนันทน์ กรรมการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท กล่าวว่า บริษัทกำลังเร่งบริหารสินทรัพย์ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะที่ดินขนาดกว่า 50 ไร่ ย่านห้วยขวาง–รัชดาฯ มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์สำคัญที่จะสร้างรายได้ระยะยาวให้องค์กร
โดยที่ดินแปลงดังกล่าวมีจุดแข็งของที่ แปลงที่ดินดังกล่าวไม่ได้อยู่ที่ขนาดพื้นที่เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ “ทำเล” เพราะตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจ รายล้อมด้วยอาคารสำนักงาน ที่อยู่อาศัย และหน่วยงานสำคัญ อีกทั้งยังอยู่ใกล้ระบบขนส่งมวลชน โดยเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีส้ม อสมท จึงมองเห็นโอกาสในการเปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าวจาก “สินทรัพย์ที่ถือครอง” ให้กลายเป็น สินทรัพย์สร้างกระแสเงินสด ผ่านการเปิดให้เอกชนเช่าพัฒนาระยะยาว
โดยบริษัทเปิดจำหน่ายเอกสารโครงการให้เช่าที่ดินระยะยาว 30 ปี ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 และจะปิดจำหน่ายเอกสารในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ โดยได้รับความสนใจจากบริษัทเอกชนและผู้ประกอบการรายใหญ่ ขณะที่ผู้สนใจซื้อซองในปัจจุบันเป็นบริษัทเอกชนไทย และสามารถรวมกลุ่มเป็น Joint Venture หรือ Consortium ได้ในภายหลัง
ทั้งนี้ หลังปิดขายซอง อสมท เตรียมเชิญผู้ซื้อซองเข้าร่วมประชุมชี้แจงรายละเอียดและตอบข้อซักถามเกี่ยวกับ TOR ในวันที่ 2 กันยายน ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาข้อเสนอ โดยบริษัทคาดว่ากระบวนการประมูลทั้งหมดจะแล้วเสร็จและได้ข้อสรุปผู้ลงทุนภายใน เดือนพฤษภาคม 2570
สำหรับรูปแบบในการพัฒนาโครงการบนที่ดินแปลงดังกล่าวนั้น อสมท ค่อนข้างเปิดกว้างในการพัฒนาในรูปแบบ Mixed-use ซึ่งไม่มีการล็อกสูตรพัฒนาแต่อ่ยางใด
“สิ่งที่น่าสนใจคือ อสมท ไม่ได้กำหนดรูปแบบการพัฒนาไว้ตายตัว แต่เปิดโอกาสให้เอกชนเสนอแนวคิดการลงทุนตามศักยภาพของพื้นที่ ตั้งแต่โครงการ Mixed-use อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ศูนย์พาณิชยกรรม ไปจนถึงโรงแรม”
เหตุผลสำคัญคือ บริษัทต้องการให้เอกชนเป็นผู้กำหนด “รูปแบบธุรกิจ” ที่เหมาะสมกับตลาด ขณะที่ อสมท ทำหน้าที่บริหารสินทรัพย์และสร้างผลตอบแทนจากพื้นที่ในระยะยาว
สำหรับผลตอบแทนจากโครงการจะประกอบด้วย เงิน Upfront และค่าเช่ารายปี ตามเงื่อนไขที่กำหนดใน TOR โดยเงินดังกล่าวจะถูกนำมาใช้เป็นวงเงินลงทุน หรือ CAPEX ในช่วงปี 2570–2571 พูดง่าย ๆ คือ อสมท กำลังพยายามเปลี่ยน “ที่ดิน” ให้เป็น “ทุน” และเปลี่ยน “ทุน” ให้กลับมาเป็น “ธุรกิจใหม่”
เตรียมนำที่ดิน 2 แปลงศักยภาพหาผู้เช่าเพิ่ม
ดร.ญาดา กล่าวว่า นอกจากที่ดินย่านห้วยขวาง–รัชดาฯ แล้ว อสมท ยังมีสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อีก 2 แปลง ได้แก่ หนองแขม และบางไผ่ ซึ่งเตรียมทยอยนำออกประมูลให้เช่าระยะยาวภายในปีนี้
โดยบริษัทมีแนวโน้มเริ่มจากแปลงหนองแขม เนื่องจากเป็นพื้นที่สีเหลือง ซึ่งมีศักยภาพต่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ส่วนแปลงบางไผ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม จึงต้องพิจารณารูปแบบการใช้ประโยชน์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านผังเมืองการทยอยนำที่ดินออกพัฒนา จึงไม่ได้เป็นเพียงการหารายได้พิเศษ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สร้าง Cash Flow ใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านธุรกิจในระยะยาว
ลดขาดทุน ก่อนเร่งลงทุนธุรกิจใหม่
ขณะที่ฝั่งธุรกิจหลัก อสมท ก็เร่งลดต้นทุนควบคู่กันไป โดยผลประกอบการช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีรายได้จากธุรกิจดิจิทัลและธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผลขาดทุนลดลงประมาณ 9% และค่าใช้จ่ายลดลง 8%
นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับเงินค่าตอบแทนจากการเรียกคืนคลื่นความถี่จากสำนักงาน กสทช. จำนวน 491 ล้านบาท ซึ่งนำไปชำระเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และนำเงินส่วนที่เหลือมาเสริมสภาพคล่อง
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า อสมท กำลังใช้สองแนวทางเดินคู่ขนานกัน คือ “ลดต้นทุนในธุรกิจเดิม” พร้อมกับ “สร้างรายได้จากธุรกิจใหม่” เพราะการลดขาดทุนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากองค์กรต้องการกลับมาเติบโต การสร้างแหล่งรายได้ใหม่จึงเป็นโจทย์ที่ต้องทำควบคู่กัน
จากทีวีสู่ Digital Platform
ดร.ญาดา กล่าวว่า ภายใต้ MCOT NEXT อสมท วางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก Non-Broadcast หลังรายได้จากโฆษณาทีวีเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคและการโยกเม็ดเงินโฆษณาเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ บริษัทจึงเตรียมขยายธุรกิจไปสู่ Digital Platform และ Streaming โดยวางรูปแบบทั้งคอนเทนต์ฟรี เช่น ข่าวและสาระ และระบบสมาชิกสำหรับคอนเทนต์บันเทิง
โจทย์สำคัญอีกด้านคือการขยายฐานผู้ชม จากเดิมที่ผู้ชมโทรทัศน์ของ อสมท ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป ไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่และครอบครัว โดยพยายามเชื่อมคอนเทนต์ระหว่างโทรทัศน์กับแพลตฟอร์มออนไลน์
“อีกหนึ่งแนวคิดที่ อสมท กำลังศึกษา คือการนำ AI เข้ามาช่วยผลิตคอนเทนต์ ทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ และละคร เพื่อควบคุมต้นทุนการผลิต แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากต้นทุนการผลิตละครรูปแบบเดิมที่อาจอยู่ในระดับ 10–20 ล้านบาทต่อเรื่อง ขณะที่เทคโนโลยี AI มีศักยภาพช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความหลากหลายของคอนเทนต์ ทั้งแนวดราม่า แฟนตาซี และซีรีส์ต่างประเทศ”
อย่างไรก็ตาม อสมท ยังต้องเผชิญโจทย์ระยะยาวจากทิศทางของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ดิจิทัล ทั้งต้นทุนใบอนุญาต โครงข่าย และข้อจำกัดทางกฎหมาย ทำให้บริษัทต้องเตรียมยุทธศาสตร์ไว้ทั้งสองทาง คือ พัฒนาคอนเทนต์ทีวีให้แข็งแรง และเตรียมพร้อมย้ายคอนเทนต์เข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล
"ท้ายที่สุด การปรับตัวของ อสมท ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการ “ลดขนาดธุรกิจสื่อ” แต่เป็นความพยายามเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ จาก Broadcasting ที่ใช้ต้นทุนสูง ไปสู่ Digital–Non-Broadcast ที่มีความคล่องตัวมากขึ้น และในสมการใหม่นี้ ที่ดิน 50 ไร่ใจกลางห้วยขวาง–รัชดาฯ มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท อาจไม่ได้เป็นเพียงอสังหาริมทรัพย์ผืนใหญ่ขององค์กรอีกต่อไป แต่กำลังถูกวางบทบาทใหม่ให้เป็น “ทุนตั้งต้น” สำหรับการเปลี่ยนผ่าน อสมท จากองค์กรสื่อแบบเดิม สู่บริษัทสื่อยุคดิจิทัล อย่างเต็มรูปแบบ"


