รัฐบาลโชว์ผลงานตัวเลขสวยหรู "62,516 บัญชีม้าคริปโต" ที่ถูกอายัดไปแล้ว ฟังดูเหมือนชัยชนะ แต่ถ้าลากกราฟย้อนหลังไปดูจะเห็นความจริงอีกด้าน นั่นคือบัญชีม้าไม่เคยหยุดโต มันแค่โตช้าลงนิดหน่อยเท่านั้นเอง แล้วคนไทยที่โดนหลอกจริง ๆ ยังต้องจ่ายค่าโง่วันละกี่สิบล้าน?
ตัวเลขที่รัฐบาลโชว์อวดผลงาน...สวนทางความจริงแสนเจ็บ
รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงอ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ว่า ก.ล.ต. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกันยับยั้งบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลไปแล้ว 62,516 บัญชี พร้อมชูผลงานปิดกั้นแพลตฟอร์มหลอกลงทุนไป 368 ครั้งในช่วง ม.ค.-พ.ค. ลดลงกว่า 80% จากปีก่อนหน้าที่มีถึง 2,162 ครั้ง
ฟังผิวเผินเหมือนรัฐบาลกำลังเอาชนะแก๊งมิจฉาชีพอย่างราบคาบ แต่ถ้าเอาตัวเลขไปเทียบกับรายงานอย่างเป็นทางการของ ก.ล.ต. เองในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จะเห็นภาพที่ต่างออกไปมาก
กราฟที่ไม่เคยหยุดพุ่ง
ย้อนกลับไปสิ้นปี 2568 ตัวเลขบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลสะสมอยู่ที่ 47,692 บัญชี พอถึงสิ้นเดือนเมษายน 2569 พุ่งเป็น 58,006 บัญชี สิ้นเดือนมิถุนายนขยับเป็น 60,968 บัญชี เพิ่มขึ้นถึง 27.83% ภายในครึ่งปีเดียว และล่าสุดสิ้นเดือนกรกฎาคมทะลุ 62,516 บัญชี
นี่คือคำถามที่ไม่มีใครในการแถลงข่าวยอมพูดตรง ๆ ตัวเลขบัญชีม้าที่ "ยับยั้งได้" ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่ากวาดล้างสำเร็จ มันคือมิเตอร์ที่บอกว่ามีคนไทยถูกชักชวน หลอกลวง หรือขายบัญชีให้แก๊งมิจฉาชีพมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่างหาก ยิ่งบัญชีม้าโตเร็ว ยิ่งแปลว่าห่วงโซ่การผลิต "ม้า" ยังทำงานได้ปกติ รัฐบาลแค่ไล่ตามตัดหางทีละตัว แต่หัวแก๊งยังผลิตม้าตัวใหม่ออกมาได้ตลอด
คำถามที่วงการคริปโตเองก็เริ่มไม่แน่ใจ
ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ก.ล.ต. เปิดสถิติตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยเดือนกรกฎาคม พบว่ามีบัญชีนักลงทุนรวม 3.13 ล้านบัญชี แต่บัญชีที่ "แอคทีฟ" จริง คือมีการซื้อขายในเดือนนั้น เหลือเพียง 1.21 ล้านบัญชี ลดลงจาก 1.51 ล้านบัญชีในช่วงเดียวกันของปีก่อน
หนึ่ง ปรมินทร์ อินโสม ผู้ก่อตั้งเหรียญ Firo ตั้งคำถามบนเฟซบุ๊กถึงผู้มีอำนาจกำกับดูแลว่า ถ้าเอาบัญชีม้าสะสม 60,968 บัญชีไปหักออกจากยอดแอคทีฟทั้งหมด นักเทรดคริปโตตัวจริงในประเทศไทยจะเหลือสักเท่าไหร่กันแน่ คำถามนี้ทำให้สังคมฉุกคิดตั้งข้อสงสัย เพราะมันสะท้อนว่าตัวเลข "ผู้ใช้งาน" ที่อุตสาหกรรมคริปโตไทยชอบเอามาอวดอาจพองตัวจากบัญชีผี บัญชีม้า มากกว่าที่ใครยอมรับ
เงินหาย 7,480 ล้านบาทใน 4 เดือน
ขยับออกจากโลกคริปโตมาดูภาพรวมอาชญากรรมออนไลน์ทั้งประเทศ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติช่วง 1 ม.ค.-30 เม.ย. 2569 พบคดีออนไลน์รวม 121,921 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 7,480 ล้านบาท เฉลี่ยแล้วคนไทยเสียเงินให้มิจฉาชีพวันละกว่า 62 ล้านบาท
ที่น่าสนใจคือ กลุ่มหลอกลวงด้านสินค้าและบริการมีจำนวนคดีมากที่สุดถึง 85,215 คดี หรือ 69.9% ของทั้งหมด แต่สร้างความเสียหายเฉลี่ยแค่ 15,727 บาทต่อคดี ตรงข้ามกับกลุ่มหลอกลงทุน ที่แม้จำนวนคดีจะน้อยกว่ามาก แต่กวาดมูลค่าความเสียหายไปถึง 5,997.7 ล้านบาท คิดเป็น 80.2% ของความเสียหายทั้งหมด เฉลี่ยเคสละ 166,449 บาท สูงกว่ากลุ่มแรกถึง 10 เท่า และถ้าเจาะเฉพาะการหลอกลงทุนผ่านแพลตฟอร์มปลอม ความเสียหายเฉลี่ยพุ่งไปถึง 346,000 บาทต่อเคส
พูดง่าย ๆ คือ มิจฉาชีพไม่สนใจปริมาณ เพราะกลยุทธการโจมตีใหม่เน้น "น้อยแต่เจ็บหนัก" เหยื่อแต่ละคนอาจโดนกินรวบเงินเก็บทั้งชีวิตในเคสเดียว
แม้แต่เว็บเทรดมีใบอนุญาตก็ยังไม่รอด
อย่าเพิ่งคิดว่าปัญหานี้อยู่แค่ในมุมมืดของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. เพิ่งกล่าวโทษ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด และอดีตกรรมการบริษัท ฐานไม่แจ้งเหตุถูกโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลรวม 16 สกุลเงิน มูลค่าความเสียหายกว่า 1,700 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2564 โดยปล่อยให้เรื่องเงียบมานานหลายปีก่อนถูกเปิดโปง
นี่คือสัญญาณเตือนว่า แม้แต่แพลตฟอร์มที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ก็ยังมีช่องโหว่ที่ปกปิดความเสียหายระดับพันล้านได้นานเป็นปี ความเชื่อมั่นที่นักลงทุนไทยฝากไว้กับ "ใบอนุญาต" อาจไม่ได้แปลว่าปลอดภัย 100% อย่างที่คิด
ต้นตอจริงอยู่ไม่ไกลใครๆก็รู้
บัญชีม้าในไทยแค่ปลายทาง ต้นตอของปัญหาส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่สีเทาตามแนวชายแดน ต้นปี 2569 ไทย จีน และเมียนมา ร่วมมือกันทลายฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่อย่าง "KK Park" และ "ชเวก๊กโก" ในเมียนมาได้สำเร็จ แต่ผ่านไปไม่นาน ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ก็ตรวจพบฐานสแกมเมอร์แห่งใหม่ผุดขึ้นในกัมพูชา ห่างจากปอยเปตเพียง 50 กิโลเมตร สะท้อนว่าทุบตึกหนึ่งหลัง เครือข่ายก็แค่ย้ายบ้านใหม่
ฝั่งเมียนมาเองถึงขั้นต้องออกกฎหมายโทษประหารชีวิตสำหรับผู้ควบคุมปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อสกัดเครือข่ายที่บังคับให้เหยื่อค้ามนุษย์ทำงานหลอกลวงทั้งเรื่องความสัมพันธ์ออนไลน์และชักชวนลงทุนคริปโต ตอกย้ำว่าปัญหานี้ใหญ่เกินกว่าจะแก้ด้วยการอายัดบัญชีธนาคารในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว
ประชาชนเสริมภูมิคุ้มกันจะป้องกันตัวเองอย่างไร
ก่อนโอนเงินลงทุนที่ไหน ประชาชนควรตรวจสอบชื่อบริษัทผ่านเว็บไซต์ ก.ล.ต. ด้วยฟีเจอร์ SEC Check First ทุกครั้ง อย่าเชื่อโฆษณาที่อ้างผลตอบแทนสูงความเสี่ยงต่ำ อย่าคลิกลิงก์แปลกปลอมแม้จะมาพร้อมภาพคนดังหรือภาพความสำเร็จ หากพบเห็นการชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย โทรแจ้งสายด่วน ก.ล.ต. 1207 กด 22 ได้ทันที และเร็ว ๆ นี้รัฐบาลเตรียมเปิดช่องทางแจ้งเหตุหลอกลวงลงทุนเพิ่มผ่านฟีเจอร์แจ้งรัฐบนแอปพลิเคชันทางรัฐ
หลักที่ ACSC ย้ำเสมอคือ "มีสติ ไม่เชื่อ ไม่โอน" ฟังดูเรียบง่าย แต่เอาจริงคือด่านสุดท้ายที่ทำงานได้ผลที่สุด เพราะเมื่อเงินหลุดมือไปแล้ว โอกาสได้คืนแทบเป็นศูนย์
การออกมาโชว์ผลงานของรัฐบาล อาจภูมิใจกับตัวเลข 62,516 บัญชีม้าที่ยับยั้งได้ แต่ตัวเลขที่ควรจับตาจริง ๆ ไม่ใช่จำนวนบัญชีที่ถูกจับ แต่คือความเร็วที่บัญชีใหม่ยังผลิตออกมาทดแทนอยู่ตลอดเวลา ตราบใดที่ฐานปฏิบัติการข้ามพรมแดนยังเปิดได้ใหม่หลังถูกทุบ ตราบใดที่แม้แต่เว็บเทรดมีใบอนุญาตยังปิดข่าวการถูกแฮ็กได้นานเป็นปี และตราบใดที่คนไทยยังเสียเงินให้มิจฉาชีพเฉลี่ยวันละ 62 ล้านบาท คำว่า "ปราบปรามสำเร็จ" ก็ยังเป็นแค่ประโยคในการแถลงข่าว ไม่ใช่ความจริงในกระเป๋าเงินของประชาชน


