เจาะลึกเบื้องหลัง ก.ล.ต. และ ธปท. เตรียมคลอดเกณฑ์คุมเข้ม Stablecoin ภายในปี 2569 หลังพบธุรกรรมผิดปกติมหาศาล สอดคล้องกับพฤติกรรมฟอกเงินข้ามชาติของกลุ่มทุนสีเทา สรุปภาพรวมความเสี่ยง 3 ด้านที่กระทบเสถียรภาพค่าเงินบาท พร้อมเปิดแผน Two-Track Policy สกัดเหรียญดอลลาร์ต่างชาติ และเปิด Sandbox หนุนเหรียญบาทดิจิทัล 100% เพื่อความปลอดภัยและอนาคตระบบการเงินไทย
เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เผยแพร่เอกสารข่าว ก.ล.ต. ฉบับที่ 165 / 2569 แถลงผลการประชุมหารือร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เกี่ยวกับแนวทางการกำกับดูแลการทำธุรกรรมประเภทเหรียญที่มีมูลค่าคงที่ (Stablecoin) เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกนำไปใช้ในการฟอกเงิน หรือก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการเลี่ยงโอนเงินระหว่างประเทศ โดยคาดว่าจะออกหลักเกณฑ์บังคับใช้ภายในปี 2569 นี้
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ทาง ก.ล.ต., ธปท., สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้บูรณาการความร่วมมือในการปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินและพฤติกรรมการทำธุรกรรมต้องสงสัย
เนื่องจากมีการติดตามปริมาณธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Stablecoin เช่น USDT และ USDC หลังตรวจพบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา ทำให้จำเป็นต้องเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาร่วมหารือ เพื่อร่วมกันติดตามและหาแนวทางหรือมาตรการเพิ่มเติมในการลดความเสี่ยงที่ธุรกรรม Stablecoin อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม เช่น การนำไปใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน , การนำไปใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ,การใช้เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงการโอนเงินระหว่างประเทศ
โดย ก.ล.ต. และ ธปท. จะนำข้อมูลและข้อคิดเห็นที่ได้รับจากการหารือร่วมในครั้งนี้ ไปพิจารณาเพื่อกำหนดแนวทางหรือมาตรการที่เหมาะสมและสามารถปฏิบัติได้จริง โดยคาดว่าจะออกหลักเกณฑ์การกำกับดูแลภายในปีนี้
ผ่าตัวเลขผิดปกติหมื่นล้าน
เบื้องหลังการส่งสัญญาณเตือนภัยของ ก.ล.ต. และ ธปท. มีชุดข้อมูลสถิติเชิงลึกที่สะท้อนถึงความผิดปกติระดับโครงสร้าง โดยจากการรวบรวมข้อมูล ชี้ให้เห็นว่าธุรกรรม Stablecoin ในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนสภาพจากสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร กลายเป็น "ท่อส่งสภาพคล่องขนานใหญ่" ที่อยู่นอกระบบธนาคารพาณิชย์อย่างสิ้นเชิง
นั่นเพราะสถิติธุรกรรมการซื้อขายแลกเปลี่ยนเหรียญ USDT บนศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตในไทย พุ่งสูงเกินกว่า 2.5 แสนล้านบาท ในช่วงเวลาเพียง 5 เดือนแรกของปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60–70% ของมูลค่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดในประเทศ แซงหน้าเหรียญหลักอย่าง Bitcoin และ Ethereum
นอกจากนี้ ธปท. และ ก.ล.ต. พบว่า ผู้ขายเหรียญ USDT บนกระดานเทรดไทยราว 40% เป็นชาวต่างชาติที่ไม่มีถิ่นพำนักในประเทศไทย (Non-resident) ซึ่งสร้างข้อกังขาว่า เหตุใดชาวต่างชาติจึงเลือกนำดอลลาร์ดิจิทัลมาเทขายเพื่อแลกเป็นเงินบาทบนกระดานไทยในปริมาณมหาศาล แทนที่จะทำธุรกรรมบนกระดานระดับสากล
จากพฤติกรรมดังกล่าวส่งสัญญาณชัดเจนถึงการนำ Stablecoin มาใช้เป็นเครื่องมือขนถ่ายเงินข้ามพรมแดนแบบ Peer-to-Peer (P2P) โดยไม่ต้องผ่านระบบตัวกลางทางการเงินแบบดั้งเดิม
ความเสี่ยงที่พุ่งปะทะกรอบกฏหมาย
ส่วนในแงของมิติข้อกฎหมาย การพุ่งขึ้นของธุรกรรมนี้กำลังปะทะเข้ากับกรอบกฎหมายหลักของประเทศโดยตรง 3 ด้าน ได้แก่ การละเมิดกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน (Exchange Control Act) เนื่องจากปกติการโอนเงินตราต่างประเทศเข้า-ออกเกินวงเงินที่กำหนด ต้องมีการรายงานวัตถุประสงค์และผ่านการอนุมัติตามเกณฑ์ ธปท. แต่การแปลงเงินเป็น USDT ทำให้เม็ดเงินสามารถไหลเข้า-ออกประเทศได้ทันทีในหลักวินาทีโดยไร้การควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน
ประเด็นถัดมา คือ การรั่วไหลของเงินทุนและหลบเลี่ยงภาษี (Capital Flight & Tax Evasion) นั่นเพราะเม็ดเงินกำไรหรือการโอนมูลค่าผ่าน Stablecoin ไม่ถูกบันทึกในระบบบัญชีเงินฝาก ทำให้กรมสรรพากรไม่สามารถตรวจสอบฐานภาษีเงินได้หรือภาษีมูลค่าเพิ่มจากการทำธุรกรรมการค้าจริงได้
ท้ายสุด ความเสี่ยงเกิดสภาวะ Dollarization เนื่องจากปริมาณ USDT ที่หมุนเวียนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความกังวลให้ ธปท. ในระยะยาวว่า หากภาคธุรกิจและประชาชนหันมาใช้ดอลลาร์ดิจิทัลเป็นสื่อกลางในการชำระหนี้หรือพักเงินแทนเงินบาท จะส่งผลให้ธนาคารกลางสูญเสียประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยและการดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทของประเทศ ซึ่งถือเป็นความกังวลสูงสุด
ผ่าด้านมืดขบวนการฟอกเงิน
ความผิดปกติของตัวเลขธุรกรรมไม่ได้หยุดอยู่แค่ในมิติของกฎหมายตลาดทุน แต่ได้ลุกลามจนกลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคงระดับชาติ เมื่อมีรายงานเชิงลึกเปิดโปงภาพสะท้อนด้านมืดของการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือฟอกเงินขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
เริ่มที่ ธปท. ตรวจพบความผิดปกติครั้งใหญ่ในระบบธนาคารพาณิชย์ เมื่อปริมาณธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท หมุนเวียนหายออกไปจากระบบคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเว็บพนันออนไลน์ ที่ระดมถอนเงินสดออกจากบัญชีม้าแถวหน้าอย่างรวดเร็ว เพื่อนำเงินสดเหล่านี้ไปกว้านซื้อ USDT ผ่านนายหน้าและเครือข่ายใต้ดิน ตัดตอนเส้นทางการเงินไม่ให้ถูกอายัดได้ทัน
ขณะเดียวกัน แทนที่จะใช้ระบบโอนเงินแบบดั้งเดิมที่ต้องเผชิญการตรวจสอบจาก ปปง. กลุ่มทุนสีเทาได้เปลี่ยนมาใช้เหรียญ USDT เป็นตัวกลางในการขนย้ายมูลค่าข้ามประเทศภายในเวลาไม่กี่นาที โดยอาศัยบัญชีม้าในการเปิดกระดานเทรดไทยเพื่อแปลงเงินบาทเป็นดอลลาร์ดิจิทัล ก่อนจะโอนออกไปยังกระเป๋าเงินต่างประเทศอย่างไร้ร่องรอย โดยที่ผ่านมาทางการต้องสั่งระงับบัญชีธนาคารและบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับธุรกรรม P2P ต้องสงสัยไปแล้วมากกว่า 5,000 บัญชี
ดังนั้น เพื่อปิดตายช่องโหว่ดังกล่าว 4 หน่วยงานหลัก อันได้แก่ ก.ล.ต., ธปท., ปปง. และ CIB จึงเตรียมงัดมาตรการทางเทคนิคขั้นเด็ดขาดมาใช้ควบคุมระบบนิเวศคริปโทฯ ในไทย โดยกำหนดให้ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลทุกแห่งต้องส่งข้อมูลระบุตัวตนของผู้โอนและผู้รับโอนแบบเรียลไทม์ในทุกธุรกรรมที่มีการฝาก-ถอนเหรียญ เทียบเคียงมาตรฐานการโอนเงินระหว่างประเทศของระบบธนาคาร เพื่อไม่ให้เกิดการโอนเหรียญแบบนิรนาม
รวมถึงเพิ่มมาตรการตรวจสอบความเชื่อมโยงของกระเป๋าเงินส่วนตัว (Private Wallet) ที่ไม่มีตัวกลางกำกับดูแล โดยกำหนดให้ผู้ใช้งานต้องยืนยันความเป็นเจ้าของกระเป๋าปลายทางอย่างเข้มงวดก่อนทำธุรกรรม
อย่างไรก็ดีมีรายงานว่า การยกระดับมาตรการกวาดล้างแบบปูพรมนี้ เริ่มส่งผลกระทบข้างเคียงต่อนักลงทุนรายย่อยทั่วไปที่อาจถูกระงับบัญชีชั่วคราวจากการรับโอนเงินหรือเหรียญที่เคยมีประวัติเฉียดใกล้บัญชีม้าโดยไม่รู้ตัว ซึ่งกลายเป็นโจทย์สำคัญที่นำไปสู่แรงเสียดทานในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลตามมา
ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
นั่นเพราะเมื่อหน่วยงานกำกับดูแลฟันลงมาเพื่อสกัดกั้นกลุ่มอาชญากรรม แรงกระแทกดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่กลุ่มทุนสีเทา แต่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลไทย แสดงให้เห็นถึง "ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Regulatory Dilemma)" ที่ภาครัฐต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยข้อกังวลสำคัญอันดับแรกคือ หากการกำกับดูแลบนศูนย์ซื้อขายที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องในประเทศมีความตึงตัว ยุ่งยาก และจำกัดเพดานธุรกรรมมากเกินไป ผู้ใช้งานทั่วไปและเม็ดเงินสภาพคล่องจะถูกผลักดันให้ไหลออกนอกระบบ ไปพึ่งพาการซื้อขายแบบบุคคลต่อบุคคลผ่านกลุ่มลับ แพลตฟอร์มไร้การกำกับ หรือช่องทางใต้ดิน ซึ่งจะยิ่งส่งผลร้ายแรงกว่าเดิม เพราะทำให้หน่วยงานรัฐสูญเสียความสามารถในการติดตามและตรวจสอบเส้นทางเงินอย่างสิ้นเชิง
ไม่เพียงเท่านี้ ผู้ประกอบการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchanges) ในไทยต้องแบกรับภาระต้นทุนด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Compliance Cost) ที่สูงขึ้นมหาศาล ทั้งระบบตรวจสอบ Travel Rule และการเชื่อมต่อบล็อกเชนเชิงลึก ขณะเดียวกัน สภาพคล่องของคู่เทรดสกุลเงินดอลลาร์อาจหดตัวลงอย่างรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนและผู้ประกอบการไทยเลือกย้ายฐานไปใช้งานกระดานเทรดต่างประเทศที่เปิดกว้างและมีสภาพคล่องสูงกว่า
ส่วนในมิติของเศรษฐกิจมหภาค สหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในยุโรปกำลังเร่งผลักดัน Stablecoin ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่สำหรับการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีต้นทุนต่ำและรวดเร็วกว่าระบบ SWIFT ของธนาคารดั้งเดิม การตั้งกำแพงสูงเพื่อสกัด Foreign Stablecoin ในไทย จึงเสี่ยงที่จะทำให้ภาคธุรกิจและสตาร์ตอัปไทยพลาดโอกาสในการเข้าถึงนวัตกรรมลดต้นทุนการค้าโลก และอาจทำให้ไทยตกขบวนการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Asset Hub) ของภูมิภาค
แรงเสียดทานเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่า การกำกับดูแลแบบ "ปิดประตูตีแมว" เพียงด้านเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ความยั่งยืน และนำมาสู่โจทย์ใหญ่ของภาครัฐในการหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาความปลอดภัยของระบบการเงิน กับการไม่ทำลายโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
ทางออกสู่จุดสมดุล
เพื่อปลดล็อกภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกและสร้างจุดสมดุลระหว่างความมั่นคงกับนวัตกรรม ทางออกของหน่วยงานกำกับดูแลจึงไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เป็นการขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ "Two-Track Policy (นโยบายสองราง)" โดยแนวทางแถลงของ ธปท. ชี้ให้เห็นถึงภาพอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
“รางที่หนึ่ง” การสกัด Foreign Stablecoin ควบคุมความเสี่ยงเชิงระบบ โดยตั้งการ์ดสูงเฉพาะกลุ่มเหรียญอิงดอลลาร์สหรัฐ (USDT/USDC) ที่มีความเสี่ยงสูงด้านการฟอกเงิน บังคับใช้เกณฑ์การรายงานธุรกรรมเข้มข้น และปิดช่องทางการใช้เป็นท่อส่งเงินนอกระบบธนาคาร เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทและสกัดกลุ่มทุนสีเทาข้ามชาติ
ขณะที่ รางที่สอง เร่งผลักดัน "Thai Baht Stablecoin" เข้ามาทดแทน หลัง ธปท. เปิดไฟเขียวส่งเสริมนวัตกรรมระบบชำระเงินในประเทศ โดยเตรียมกำหนดกรอบใบอนุญาต (License) สำหรับผู้ประกอบการในการออก เหรียญบาทดิจิทัล (Thai Baht Stablecoin) ภายใต้ Regulatory Sandbox
เนื่องจาก โมเดลนี้กำหนดให้ต้องมีเงินบาทหรือสินทรัพย์สภาพคล่องสูงหนุนหลังเต็มจำนวน 100% (Back-to-back Reserve) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยมุ่งเป้าให้ภาคธุรกิจนำไปใช้ในระบบการชำระเงินที่ตั้งโปรแกรมได้ (Programmable Payment) และลดต้นทุนการโอนเงินของภาคการค้าจริง (B2B) โดยที่ประเทศไม่สูญเสียอธิปไตยทางการเงิน
ไทม์ไลน์และกระบวนการก้าวสู่การบังคับใช้จริง
มีรายงานว่าหลังจาก เปิดรับฟังความคิดเห็น 2 รอบ (Public Hearing) ก.ล.ต. และ ธปท. จะนำผลสรุปจากการหารือร่วมกับผู้ประกอบการไปจัดทำร่างประกาศหลักเกณฑ์ โดยเตรียมเปิดรับฟังความเห็นจากสาธารณะ 2 รอบ รอบละ 30 วัน ใช้เวลารวมราว 3 เดือน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งกระดานเทรด ภาคธุรกิจ และนักลงทุน ได้ร่วมสะท้อนผลกระทบ ⏳ โดยคาดการณ์ว่าหลักเกณฑ์กำกับดูแลฉบับสมบูรณ์ ทั้งมาตรการคุมเข้ม Foreign Stablecoin และกรอบการทดสอบ Thai Baht Stablecoin จะแล้วเสร็จและประกาศใช้อย่างเป็นทางการภายในปี 2569
ดังนั้น การเดินเกมในครั้งนี้ของ ก.ล.ต. และ ธปท. จึงเป็นบททดสอบสำคัญของตลาดทุนไทย ในการพิสูจน์ว่าหน่วยงานกำกับดูแลจะสามารถ "ล้อมคอกสกัดอาชญากรรม" ไปพร้อมๆ กับ "เปิดประตูสู่อนาคตเศรษฐกิจดิจิทัล" ได้อย่างลงตัวเพียงใด


