ลองจินตนาการว่า ทุก ๆ 19 นาที จะมีคนไทยอย่างน้อย 1 คน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรแจ้ง "สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน ก.ล.ต." 1207 กด 22 เพื่อขอความช่วยเหลือ หรือแจ้งเบาะแสว่าตัวเองกำลังจะตกเป็นเหยื่อ หรือ "ตกเป็นเหยื่อไปแล้ว" ของขบวนการหลอกลงทุน
นี่ไม่ใช่การประมาณการเล่น ๆ แต่เป็นตัวเลขที่คำนวณจากข้อมูลที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยเองว่า ตลอด 6 เดือนแรกของปี 2569 (1 ม.ค. – 30 มิ.ย.) มีการรับแจ้งเบาะแสและให้คำปรึกษาเรื่องการหลอกลงทุนรวม 4,530 ครั้ง และเมื่อนับเฉพาะสายที่โทรเข้ามาขอคำปรึกษาโดยตรง สูงถึง 4,156 ครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมากกว่า 150%
150% ไม่ใช่ตัวเลขที่ "ขยับ" แบบภาวะปกติ นี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับประเทศ ว่าสนามหลอกลวงการลงทุนในไทย กำลังขยายตัวเร็วกว่าที่กลไกรัฐจะตามทัน
ผ่าตัวเลข ก.ล.ต. "ทำงานหนักขึ้น" จริง แต่แก๊งมิจฉาชีพก็ "โตเร็วกว่า"
ต้องให้ความเป็นธรรมกับ ก.ล.ต. ก่อนว่า ตัวเลขผลงานปราบปรามในช่วงเดียวกันก็ไม่ได้ด้อยผลงาน
ด้านการปิดกั้นช่องทาง ก.ล.ต. ประสานปิดกั้นช่องทางหลอกลวงไปแล้ว 374 ครั้ง โดยอ้างว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้ความร่วมมือปิดกั้นได้ 100% ภายในเวลา 7 นาที ถึง 48 ชั่วโมง ฟังดูเหมือนเร็ว แต่คำถามที่สังคมต้องถามกลับคือ "ภายใน 48 ชั่วโมงนั้น มีเหยื่อโอนเงินไปแล้วกี่ราย?" เพราะโฆษณาหลอกลวงบนโซเชียลมีเดียเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถเข้าถึงคนได้เป็นแสนเป็นล้านคน ต่อให้ปิดได้ 100% แต่ถ้าปิดหลังความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ตัวเลข "100%" ก็เป็นเพียงชัยชนะที่มาสาย
ด้านบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัล ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 มีการระงับบัญชีม้าสะสมแล้ว 60,968 บัญชี เพิ่มขึ้น 27.83% จาก 47,692 บัญชี เมื่อสิ้นปี 2568 ตัวเลขนี้น่าสนใจเมื่อนำไปเทียบกับข้อมูลที่เคยเปิดเผยก่อนหน้า ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก.ล.ต. ระงับบัญชีม้าไปแล้วราว 53,715 บัญชี นั่นแปลว่าในช่วง 4 เดือนถัดมา (มี.ค.–มิ.ย.) มีบัญชีม้าใหม่เกิดขึ้นและถูกระงับเพิ่มอีกกว่า 7,000 บัญชี เฉลี่ยแล้วเดือนละเกือบ 2,000 บัญชี
คำถามคือ บัญชีม้าเหล่านี้ "เกิดใหม่" เร็วแค่ไหน? ระงับปิดไปเท่าไหร่ ก็มีบัญชีใหม่ผุดขึ้นมาทดแทนเสมอ เหมือนตัดหญ้าไม่ถอนราก นี่คือภาพสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ปลายทาง" แต่อยู่ที่ "ต้นทาง" ของกระบวนการเปิดบัญชี ซึ่งยังเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพหาบัญชีม้าได้ง่ายเกินไป
กฎหมายแรง แต่ "คนโกงจริง" ยังลอยนวล?
มาดูฝั่งการบังคับใช้กฎหมายกันบ้าง ตัวเลขนี้ต่างหากที่น่าจะทำให้สังคมตั้งคำถามหนักที่สุด
ใน 6 เดือนแรกของปี 2569 ก.ล.ต. ดำเนินคดีอาญา กล่าวโทษผู้กระทำผิดต่อพนักงานสอบสวน (บก.ปอศ. และดีเอสไอ) รวม 23 คดี มีผู้ถูกกล่าวโทษ 67 ราย และเปรียบเทียบปรับได้ 108 ราย คิดเป็นค่าปรับรวมเพียง 30 ล้านบาท
ลองคิดเลขง่าย ๆ: จากผู้กระทำผิดที่ถูกเปรียบเทียบปรับ 108 ราย เฉลี่ยแล้วโดนปรับคนละไม่ถึง 280,000 บาท ในขณะที่ความเสียหายจากคดีหลอกลงทุนแต่ละคดีในไทยมักมีมูลค่าความเสียหายระดับ หลักร้อยล้านถึงพันล้านบาทต่อคดี เมื่อเทียบกับ "ต้นทุน" ที่มิจฉาชีพต้องจ่ายหากถูกจับได้ คำถามคือ นี่คือค่าปรับที่ "เจ็บพอจะยับยั้ง" หรือแค่ "ค่าปรับที่คุ้มเสี่ยง"?
ฝั่งคดีแพ่งดูจะดุดันกว่า มีผู้กระทำผิดยินยอมทำบันทึกปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) กำหนด 29 ราย จาก 7 คดี รวมค่าปรับทางแพ่ง 662.70 ล้านบาท และให้ชดใช้เงินเท่าผลประโยชน์ที่ได้รับอีก 519.44 ล้านบาท รวมเป็นเงินที่เรียกคืนได้กว่า 1,182 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดถูกนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินให้กระทรวงการคลังแล้ว
ฟังดูเหมือนหนัก แต่ในความเป็นจริง มาตรการทางแพ่งเป็นเพียง "ค่าปรับ" ไม่ใช่ "โทษจำคุก" ผู้กระทำผิดที่ยินยอมจ่ายเงินตามมาตรการ ค.ม.พ. คือคนที่ เลือกจ่ายเงินแทนการขึ้นศาลอาญา ส่วนคนที่ไม่ยอมจ่ายอีก 17 ราย ก.ล.ต. ต้องให้อัยการไปฟ้องต่อศาลแพ่งเอาเอง ซึ่งกระบวนการนี้กินเวลานานหลายปี ระหว่างที่คดีค้างอยู่ในชั้นศาล เงินของเหยื่อก็แทบไม่มีทางได้คืนเต็มจำนวน เพราะมิจฉาชีพมักโยกย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปแล้วตั้งแต่ต้น
นี่คือช่องว่างสำคัญที่สังคมต้องจี้ถาม ทำไมมาตรการทางแพ่งที่ "จ่ายแล้วจบ" ถึงกลายเป็นทางเลือกยอดนิยมของมิจฉาชีพระดับหัวโจก มากกว่าการถูกดำเนินคดีอาญาให้ถึงที่สุด?
เจาะกลโกงยุคใหม่ จาก "แชร์ลูกโซ่" สู่ "Deepfake เจ้าชายเอไอ"
ตัวเลขพุ่ง 150% ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มาจากการที่มิจฉาชีพยุค 2569 ไม่ได้ใช้กลลวงแบบเดิม ๆ อีกต่อไป
รูปแบบที่หน่วยงานด้านไซเบอร์เตือนภัยถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ในปีนี้ คือการใช้เทคโนโลยี Deepfake ปลอมทั้งใบหน้าและเสียงของบุคคลที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักลงทุนชื่อดัง หรือดารานักแสดง มาทำเป็นคลิปวิดีโอชักชวนลงทุน โดยอ้างสูตรสำเร็จรวยเร็ว ผลตอบแทนสูงเว่อร์เกินจริง เผยแพร่ผ่านโฆษณาบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งกว่าจะถูกตรวจจับและปิดกั้นก็มักสายเกินไปสำหรับเหยื่อที่หลงเชื่อไปแล้ว
ที่หนักกว่านั้นคือกลโกงแบบ "โรแมนซ์สแกม" ที่ผสม AI เข้าไปเต็มรูปแบบ อย่างกรณีที่มีรายงานว่าผู้เสียหายหลงรัก "เจ้าชาย" ที่พูดคุยตอบโต้แบบเรียลไทม์ผ่านวิดีโอคอลทุกวัน ทั้งที่ความจริงคือใบหน้าและน้ำเสียงทั้งหมดถูกสร้างขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการหลอกให้โอนเงินไปลงทุน
และที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน คือแนวโน้ม "บัญชีม้าเด็ก" ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องออกมาตรการจำกัดวงเงินโอนต่อวันตามช่วงอายุเป็นครั้งแรก หลังพบว่าเฉพาะเดือนมีนาคม 2569 เดือนเดียว มีบัญชีม้าที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนสูงถึง 5,741 บัญชี สร้างความเสียหายรวมกว่า 185 ล้านบาท โดยมิจฉาชีพใช้วิธีเข้าถึงเด็กผ่านกิจกรรมแจกรางวัลในโรงเรียน หลอกเอาข้อมูลส่วนตัวและสแกนใบหน้าไปเปิดซิมและบัญชีม้าโดยที่เด็กและผู้ปกครองไม่รู้ตัว
นี่คือภาพสะท้อนว่า ขบวนการอาชญากรรมทางการเงินไม่ได้จำกัดเป้าหมายอยู่แค่ผู้ใหญ่ที่มีเงินออมอีกต่อไป แต่ไล่ล่าไปถึงกลุ่มเปราะบางที่สุดในสังคม
ทำไมตัวเลขยังพุ่งไม่หยุด ทั้งที่หน่วยงานรัฐก็ประกาศ "วาระแห่งชาติ" ไปแล้ว?
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ก.ล.ต. เคยประกาศยกระดับ 5 มาตรการสำคัญเพื่อสกัดกั้น "ทุนเทา" แก้ปัญหาบัญชีม้า พร้อมประกาศให้เรื่องนี้เป็น "วาระแห่งชาติ" ครอบคลุมการยกระดับ KYC/CDD (ยืนยันตัวตนลูกค้า) การตรวจสอบผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้มีอำนาจควบคุมตัวจริง การนำ Travel Rule มาบังคับใช้กับธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล การบังคับเปิดเผยโครงสร้างผู้ถือหุ้น และกลไกเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงาน "Connect the Dots"
ฟังดูครบเครื่องในกระดาษ แต่ตัวเลขไตรมาส 2 ที่เพิ่งเปิดเผยกลับสวนทางกับความคาดหวัง สายด่วนแจ้งหลอกลงทุนยังคงพุ่งไม่หยุด จาก 3,473 ครั้งในไตรมาสแรก มาเป็น 4,530 ครั้งสะสมครึ่งปี บัญชีม้ายังคงเกิดใหม่ต่อเนื่อง
คำถามที่ต้องเผชิญตรง ๆ คือ 5 มาตรการที่ประกาศไปเมื่อเดือนมีนาคม มีผลบังคับใช้จริงแล้วกี่ข้อ? อย่าง Travel Rule ที่ควรเป็นเครื่องมือสำคัญในการตามรอยเงินสินทรัพย์ดิจิทัล ก็ยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นจนถึงเดือนเมษายน ยังไม่มีผลบังคับใช้จริงในช่วงเวลาที่ตัวเลขความเสียหายพุ่งสูงสุด นี่คือช่องว่างระหว่าง "นโยบายบนกระดาษ" กับ "ความเร็วของอาชญากรรมในสนามจริง" ที่ต้องยอมรับว่ารัฐยังตามหลังอยู่หลายก้าว
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ยังพบว่า คดีออนไลน์ที่แจ้งผ่านระบบ Thai Police Online เฉพาะสัปดาห์เดียวมีมากถึง 5,716 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 177 ล้านบาท และตัวเลขคดียังคงไต่ระดับสูงขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่มิติการลงทุน แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของอาชญากรรมไซเบอร์ทั้งระบบที่โยงใยกันหลายหน่วยงาน
ข้อสังเกตที่สังคมต้องจี้ถามให้ถึงที่สุด
1. ทำไมแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยังปล่อยให้โฆษณาหลอกลงทุนขึ้นได้ตั้งแต่ต้น?
ก.ล.ต. อวดผลงานว่าปิดกั้นได้ 100% แต่นั่นคือการแก้ปัญหาที่ "ปลายเหตุ" หลังโฆษณาถูกเผยแพร่ไปแล้ว คำถามที่แหลมคมกว่าคือ เหตุใดแพลตฟอร์มโฆษณาถึงยังไม่มีระบบคัดกรองเชิงรุกที่ป้องกันไม่ให้โฆษณาลักษณะนี้ขึ้นสู่สายตาประชาชนตั้งแต่แรก ทั้งที่ก.ล.ต.และหน่วยงานกำกับดูแลควรมีอำนาจเจรจากับแพลตฟอร์มระดับโลกให้เข้มงวดกว่านี้
2. โทษปรับ 30 ล้านบาทจาก 108 ราย คุ้มค่าจริงหรือแค่ "ค่าปรับที่จ่ายได้"?
เมื่อเทียบกับความเสียหายที่แต่ละคดีสร้างขึ้นจริง ค่าปรับที่ ก.ล.ต. เรียกเก็บได้ยังห่างไกลจากการเป็น "บทลงโทษที่สร้างความหวาดกลัว" ให้กับขบวนการหลอกลวง จำเป็นต้องทบทวนว่ากฎหมายปัจจุบันมีเพดานโทษสูงพอจะยับยั้งอาชญากรรมมูลค่าหลักพันล้านหรือไม่
3. บัญชีม้าเกิดใหม่เร็วกว่าที่รัฐระงับได้หรือเปล่า?
ตัวเลขบัญชีม้าดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นกว่า 13,000 บัญชีในช่วง 6 เดือน สะท้อนว่าการ "ไล่ปิด" อย่างเดียวไม่พอ ต้องแก้ที่ต้นทาง คือกระบวนการเปิดบัญชีของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเองที่ยังมีช่องโหว่ให้คนร้ายใช้ตัวปลอมหรือจ้างคนมาเปิดบัญชีแทนได้ง่ายเกินไป
4. เหยื่อได้เงินคืนจริงกี่เปอร์เซ็นต์?
ตัวเลข 1,182 ล้านบาทที่เรียกคืนได้จากมาตรการทางแพ่ง เป็นรายได้แผ่นดินที่ส่งเข้าคลัง ไม่ใช่เงินที่คืนตรงให้เหยื่อ คำถามคือ เหยื่อรายย่อยที่สูญเงินไปหลักหมื่นหลักแสนบาท มีกลไกใดช่วยให้ได้เงินคืนบ้าง หรือสุดท้ายต้องรับกรรมเป็นผู้เสียหายที่ "ได้แต่บทเรียน"
5. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานงานกันจริงหรือต่างคนต่างทำ?
ปัญหาหลอกลงทุนไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของ ก.ล.ต. เพียงหน่วยงานเดียว แต่โยงถึงตำรวจไซเบอร์ (บช.สอท.) ดีเอสไอ ปปง. ธนาคารแห่งประเทศไทย กสทช. และผู้ให้บริการโทรคมนาคม กลไก "Connect the Dots" ที่ประกาศไว้ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ใช่แค่คำสวยหรูในการแถลงข่าว แต่ทำงานร่วมกันได้จริงแบบเรียลไทม์
ข้อเสนอเชิงมาตรการ "ป้องกันก่อนเกิด ดีกว่าล้อมคอกทีหลัง"
หากไม่อยากให้ไตรมาสถัดไปตัวเลขยังพุ่งต่อ ก.ล.ต. และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ควรพิจารณามาตรการเชิงรุกเหล่านี้อย่างจริงจัง แทนการรอให้เกิดความเสียหายก่อนแล้วค่อยตามแก้
- บังคับใช้ Travel Rule และ KYC เข้มข้นแบบมีกำหนดเส้นตายชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้อยู่ในขั้นตอนรับฟังความเห็นเรื้อรัง ควรมีไทม์ไลน์บังคับใช้ที่ชัดเจนและเปิดเผยความคืบหน้าต่อสาธารณะเป็นระยะ เพื่อปิดช่องทางฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลให้เร็วที่สุด
- ตั้งระบบคัดกรองโฆษณาการลงทุนเชิงรุกร่วมกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยกำหนดให้ผู้ลงโฆษณาด้านการเงินการลงทุนต้องผ่านการยืนยันใบอนุญาตประกอบธุรกิจกับ ก.ล.ต. ก่อนโฆษณาจะเผยแพร่ได้ ไม่ใช่รอให้เผยแพร่ไปก่อนแล้วค่อยแจ้งปิด
- เพิ่มเพดานโทษปรับให้สอดคล้องกับมูลค่าความเสียหายจริง ทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ค่าปรับและบทลงโทษสร้างความยับยั้งชั่งใจได้จริง ไม่ใช่กลายเป็น "ต้นทุนทางธุรกิจ" ที่ขบวนการหลอกลวงยอมจ่ายเพื่อแลกกับกำไรมหาศาล
- เร่งพัฒนาเครื่องมือตรวจจับ Deepfake ระดับชาติ ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย และผลักดันให้แพลตฟอร์มติดป้ายเตือนหรือลบคลิปที่ตรวจพบว่าเป็นสื่อสังเคราะห์ปลอมแปลงตัวบุคคลโดยอัตโนมัติ
- ขยายมาตรการคุ้มครองกลุ่มเปราะบางให้ครอบคลุมทุกช่องทาง ไม่ใช่แค่จำกัดวงเงินโอนของเยาวชนในระบบธนาคาร แต่ต้องรวมถึงการเปิดบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลและกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ด้วย เพราะมิจฉาชีพพร้อมโยกเป้าหมายไปช่องทางที่หย่อนยานที่สุดเสมอ
- สร้างกลไกเยียวยาเหยื่อที่เป็นรูปธรรม พิจารณาจัดสรรสัดส่วนหนึ่งจากเงินค่าปรับทางแพ่งและเงินที่ยึดคืนได้ เข้ากองทุนเยียวยาผู้เสียหายโดยตรง แทนที่จะนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินทั้งหมด เพื่อให้เหยื่อรายย่อยมีโอกาสได้รับการชดเชยความเสียหายบ้าง ไม่ใช่สูญเปล่าทั้งหมด
- เปิดเผยข้อมูลบัญชีม้าและเครือข่ายหลอกลวงแบบเรียลไทม์ต่อสาธารณะ ผ่านฐานข้อมูลกลางที่ประชาชนตรวจสอบได้ก่อนโอนเงิน คล้ายระบบเช็กเบอร์โทรมิจฉาชีพ แต่ขยายผลมาเป็นระบบเช็กบัญชีธนาคารและกระเป๋าคริปโตต้องสงสัยได้ทันที
ตัวเลขสวยในรายงาน ไม่เท่ากับความปลอดภัยของประชาชนจริง
ต้องยอมรับว่า ก.ล.ต. ไม่ได้นิ่งเฉย มีการดำเนินคดี มีการปิดกั้นช่องทาง มีการระงับบัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขผลงานในรายงานดูเหมือนจะทำงานหนักขึ้นทุกไตรมาส
แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ตัวเลขคนถูกหลอกก็พุ่งขึ้นเร็วกว่าที่รัฐจะตามทันเช่นกัน และตราบใดที่มาตรการเชิงรุกอย่าง Travel Rule ยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความเห็น ตราบใดที่ค่าปรับยังไม่แรงพอจะทำให้ขบวนการหลอกลวงเข็ดหลาบ และตราบใดที่การป้องกันยังตามหลังการหลอกลวงอยู่เสมอ ตัวเลข "150%" ในวันนี้ ก็อาจไม่ใช่จุดสูงสุด แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวิกฤตที่ใหญ่กว่าที่กำลังจะตามมา
คำถามสุดท้ายที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตอบให้ได้ ไม่ใช่ "ปีนี้จับได้กี่คดี" แต่คือ "ปีหน้า จะมีคนไทยตกเป็นเหยื่อน้อยลงจริงหรือไม่"


