ราช กรุ๊ป กำไรไตรมาส 2 หดเหลือ 1,399.73 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำไว้ 2,057.45 ล้านบาท เหตุโรงไฟฟ้าหยุดซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาสก่อนและความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมลดลง เพราะโรงไฟฟ้าพลังความร้อน RG สิ้นสุด PPA กับ กฟผ. อีกทั้งรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก HPC ลดลง
บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH แจ้งผลงานไตรมาส 2 กำไรสุทธิ 1,399.73 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำไว้ 2,057.45 ล้านบาท เนื่องจากโรงไฟฟ้าหยุดซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาสก่อนและความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมลดลงจากปี่ก่อนเพราะโรงไฟฟ้าพลังความร้อน RG ได้สิ้นสุด PPA กับ กฟผ. ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 อีกทั้งรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก HPC ลดลง
ขณะที่มีรายได้รวม 13,694 ล้านบาท ทั้งนี้ หากไม่รวมค่าเชื้อเพลิง (pass-through) รายได้รวมเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนร้อยละ 6.9 สาเหตุหลักเนื่องจากบริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก PE และ HPC เพิ่มขึ้นจากการการเดินเครื่องเพิ่มขึ้นตามแผนเรียกรับไฟฟ้า ประกอบกับโรงไฟฟ้ามีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาสก่อน อีกทั้ง กลุ่มโรงไฟฟ้ำ SPPs เดินเครื่องเพิ่มขึ้นตามแผนการเรียกรับไฟฟ้าจาก กฟผ. และความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม รายได้รวมลดลงจากปีก่อนร้อยละ 6.6 เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อน RG ได้สิ้นสุด PPA กับ กฟผ. ประกอบกับ บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก HPC ลดลง จากปัจจัยการแข็งค่าของสกุลเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสกุลเงินอ้างอิงในการคำนวณรายได้ค่าขายไฟฟ้ารวมทั้งรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก PE ลดลง จากการลดสัดส่วนการถือหุ้นใน PE เดิมร้อยละ 36.26 เป็นร้อยละ 31.26 ทั้งนี้ กำรลดสัดส่วนดังกล่าวเป็นไปตาม Energy Transition Plan ของกลุ่มบริษัทฯ
สำหรับไตรมาสที่ 2และงวด 6เดือน ปีนี้ มีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทฯ 1,400 ล้านบาทและ 2,628 ล้านบาท ตามลำดับ เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน เนื่องจาก บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก HPC และ PE เพิ่มขึ้นจากการเดินเครื่องเพิ่มขึ้นตามแผนเรียกรับไฟฟ้า ประกอบกับโรงไฟฟ้าหยุดซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาสก่อน รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้า SPPs เดินเครื่องเพิ่มขึ้นตามแผนการเรียกรับไฟฟ้าจาก กฟผ. และความต้องการใช้ไฟฟ้ำในภาคอุตสาหกรรมลดลงจากปี่ก่อนเพราะ โรงไฟฟ้าพลังความร้อน RG ได้สิ้นสุด PPA กับ กฟผ. ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลำคม 2568 ประกอบกับ บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก HPC ลดลง
ส่งผลให้มี EBITDA ในไตรมาสที่ 2 และงวด 6เดือน ปีนี้เท่่ากับ 3,868 ล้านบาท และ 7,620 ล้านบาท ตามลำดับ


