วอลุ่มเทรดแสนล้านที่เคยหวานเจี๊ยบ...แต่วันนี้ไม่หวาน สแกนงบหุ้นโบรกเกอร์ ค่านายหน้าหด จากการโดน “โรบอทเทรด”ให้ค่าคอมมิชชั่นบางเฉียบ แถมยังโดนสงครามราคากดดัน ต้องเดินหน้าเพิ่มรายได้จากธุรกิจอื่น ภาพรวมเป็นเทรนด์โบรกเกอร์ทั่วโลกที่ต้องปรับตัว เพื่อรอวันฟื้นคืน
หากย้อนกลับไปในอดีต หุ้นในกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์หรือ "หุ้นโบรกเกอร์" เคยถูกยกให้เป็นหนึ่งในกลุ่มหุ้นที่ "หวานเจี๊ยบ" และเสน่ห์แรงอีกกลุ่มสำหรับตลาดหุ้นไทย ด้วยโมเดลธุรกิจที่ถูกเปรียบเปรยว่า สไตล์เสือนอนกิน รับค่านายหน้าจากการซื้อขาย (Commission Fee) ไปแบบฉ่ำๆ ทุกครั้งที่หมุนเงินเทรด ยิ่งยามที่บรรยากาศการลงทุนคึกคัก มีอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Yield) สูงลิ่วจนสายปันผลต้องมีติดพอร์ตไว้เสมอ
แต่ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน... ต้องยอมรับว่า "วันนี้มันไม่หวานเหมือนเก่า" รสชาติการทำกำไรของกลุ่มโบรกเกอร์เริ่มขมหม้อ ค่านายหน้าจากการเทรดหุ้นรายย่อยที่เคยเป็นบ่อเงินบ่อทองหลักเริ่มเหือดแห้ง แม้ในบางช่วงเวลาในปีนี้ (2569) ตลาดหุ้นไทยจะมีบางวันที่มีมูลค่าการซื้อขาย (Volume) พุ่งทะลุ "หลักแสนล้านบาท" ให้เห็น เช่น ในช่วงวันที่มีการ Rebalance ดัชนีระดับโลกอย่าง MSCI หรือวันที่หุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่อย่าง DELTA หรือ PTTEP มีกระแสข่าวแรงๆ วอลลุ่มก็เคยสะพัดแตะระดับ 100,000 ล้านบาทต่อวันมาแล้ว
ทว่าหากมองภาพรวมในระยะยาว ตัวเลขสะท้อนความจริงกลับน่าตกใจ! ในช่วง ครึ่งปีแรกของปี 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET และ mai) หล่นลงมาวนเวียนอยู่อันดับเฉลี่ยเพียง 42,000 – 45,000 ล้านบาทต่อวันเท่านั้น เกือบหายไปครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับยุคตลาดบูมๆ ที่เคยเฉลี่ยกันวันละ 70,000 - 80,000 ล้านบาท!
เวลาเปลี่ยนยุคสมัยเปลี่ยน
คำถามที่นักลงทุนต้องตั้งข้อสงสัยทันทีก็คือ: "ทำไมวอลลุ่มเคยแตะแสนล้านตั้งหลายวัน แต่พอสรุปงบออกมา รายได้ค่านายหน้าของโบรกเกอร์กลับหดหาย? แล้วบริษัทหลักทรัพย์เอาตัวรอดกันอย่างไรในยุคที่ความหวานเหือดแห้งแบบนี้?"
ทว่าคำตอบที่ซ่อนอยู่ในงบการเงินกลับสะท้อนว่า "แม้มันจะไม่หวานเท่าเดิม แต่พวกเขาก็ยังเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง!" เพราะบรรดาค่ายหลักทรัพย์ต่างรู้ตัวเองดี และเร่งปรับโครงสร้างรายได้ไปพึ่งพิงธุรกิจอื่นแทนค่านายหน้ามาโดยตลอด อย่างที่เห็นได้ชัดจากการชี้แจง ตลท.ของหุ้นโบรกเกอร์ที่ยังซื้อขายบนกระดานหุ้น และได้แจ้งผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์ฯไปแล้ว อย่าง ASP, FSS และ BYD
เริ่มกันที่ บมจ. เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (ASP) / บล. เอเซีย พลัส ภาพรวมพบว่า ค่านายหน้าชะลอตัว แต่ได้งาน IB พอร์ตลงทุน และปันผลระหว่างกาลมาช่วยประคอง โดยเมื่อกางงบย้อนหลัง 3 ปี (2566 – 2568) ผลประกอบการชะลอตามวอลลุ่ม แต่ประคองตัวด้วย diversification
เมื่อย้อนดูผลการดำเนินงานย้อนหลังของ ASP ในปี 2566 บริษัทเคยทำรายได้รวมสูงถึง 2.17 พันล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 408 ล้านบาท จากอานิสงส์งาน IPO และค่านายหน้ายุคตลาดฟื้นตัว ต่อมาในปี 2567 รายได้รวมชะลอลงมาอยู่ที่ 2.01 พันล้านบาท (-15.3% YoY) และกำไรสุทธิลดลงมาอยู่ที่ 356 ล้านบาท (-26.0% YoY) จากแรงกดดันของวอลลุ่มตลาดที่ร่วงลงหนัก อย่างไรก็ดี ในปี 2568 ASP เริ่มผลักดันรายได้รวมฟื้นกลับมาที่ 1.89 พันล้าบาท และทำกำไรสุทธิ 195 ล้านบาท ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าบริษัทไม่ได้นิ่งเฉย แต่ปรับตัวด้วยการเร่งงานบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และพอร์ตลงทุนมาทดแทน
ถัดมา บมจ. เอฟเอ็นเอส โฮลดิ้งส์ (FNS) เมื่อย้อนกลับไปปี 2566 มีรายได้รวม 1.66 พันล้านบาท และกำไรสุทธิ 685 ล้านบาท จากฐานลูกค้ารายย่อยที่แน่นหนา พอเข้าสู่ปี 2567 บริษัทเผชิญมรสุมสงครามตัดราคาค่าคอมฯ และวอลลุ่มรายย่อยหาย ดันรายได้ลดลงเหลือ 305 ล้านบาท YoY และกำไรสุทธิร่วงลงและพลิกกลับไปเป็นขาดทุน แต่ FNS ใช้เวลาไม่นานในการแก้เกม โดยในปี 2568 สามารถพลิกฟื้นเป็นรายได้ พร้อมกับขาดทุนสุทธิลดลงเหลือ 691 ล้านบาท
โดย FNS ชี้แจงถึงผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 บริษัทสามารถทำรายได้ค่านายหน้าใน Q2 ได้ถึง 215.30 ล้านบาท (+8.2% QoQ, +11.4% YoY) ซึ่งเป็นการเติบโตสวนทางภาพรวมตลาด ผลจากการรุกแอปพลิเคชัน "Finansia HERO" ที่ดึง Market Share รายย่อยยุคใหม่ได้ต่อเนื่อง ควบคู่กับรายได้ค่าธรรมเนียมงานที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) และ IPO อีก 65.40 ล้านบาท
ส่วนบมจ. บียอนด์ (BYD) / บล. บียอนด์ ในอดีตปี 2566 BYD เผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากจากการปรับโครงสร้างองค์กร ทำรายได้รวมได้ 714.10 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 491.52 ล้านบาท ต่อมาในปี 2567 บริษัทเริ่มลดผลขาดทุน บนรายได้ 1.05 พันล้านบาท แต่ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2568 จากการสลัดภาพโบรกเกอร์รายย่อย หันไปรุกงาน IB ตราสารหนี้ และรับรู้กำไรจากการลงทุนในธุรกิจขนส่งเชิงพาณิชย์
ทำไม Volume แสนล้าน ถึงไม่ช่วย?
เมื่อดูตัวเลขงบการเงินแล้ว เหตุผลเชิงลึกที่ว่า "ทำไมวอลลุ่มแสนล้านถึงไม่ดันกำไรโบรกเกอร์ให้พุ่งทะลุฟ้า?" สามารถแยกแยะได้เป็น 4 ข้อหลักๆ ได้แก่ 1. สงครามตัดราคาค่าคอมมิชชั่น (Commission Rate War) จากยุคก่อนที่เคยล็อกขั้นต่ำ 0.25% ปัจจุบันการแข่งขันเสรีทำให้อัตราค่าคอมฯ แคชบาลานซ์อินเทอร์เน็ตถูกหั่นเหลือเพียง 0.05% – 0.08% ขณะที่ลูกค้ารายใหญ่ได้อัตราพิเศษบางเจี๊ยบ 0.01% – 0.02% ทำให้รายได้ต่อธุรกรรมลดลงเกิน 60-70%
ประเด็นที่ 2 คือ วอลลุ่มส่วนใหญ่มาจาก "โรบอทเทรด" (HFT) คำสั่งซื้อขายระดับแสนล้านในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มาจากระบบ Algo/Robot Trade ของต่างชาติ ซึ่งถูกคิดค่าคอมฯ อัตราพิเศษที่ต่ำมาก โบรกเกอร์แทบไม่ได้มาร์จิ้นจากวอลลุ่มก้อนนี้
ประเด็นถัดมาคือ ต้นทุนไอทีและการกำกับดูแล (Compliance Cost) พุ่งสูง ด้วยการรองรับออเดอร์แสนล้านบาท จำเป็นต้องอัปเกรดระบบ Infrastructure มหาศาลเพื่อไม่ให้พอร์ตล่ม บวกกับเกณฑ์ใหม่ของ ก.ล.ต./ตลท. ที่คุมเข้มบัญชีม้าและคัดกรองออเดอร์ ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานพุ่งสูงขึ้นมาบีบมาร์จิ้น
และส่วนแบ่งให้ตัวแทน (IBA / Agent Fees) โดยค่านายหน้าก้อนรวมที่เก็บได้ ต้องถูกหักแบ่งให้ผู้แนะนำการลงทุนหรือเอเจนซี่ในสัดส่วนที่สูง รายได้ค่านายหน้าสุทธิที่ตกมาถึงบริษัทจริงจึงไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ที่ผ่านมวงการโบรกเกอร์ "รู้ตัวดี" และเร่งปรับตัว!
ความจริงแล้ว ปรากฏการณ์ "วอลลุ่มแสนล้านที่ไม่หวานเจี๊ยบ" ไม่ใช่สิ่งที่ค่ายหลักทรัพย์เพิ่งตื่นตระหนก แต่ถ้าหากย้อนไปสแกนเอกสาร คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการที่นำส่งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2566, 2567 จนถึง 2568 รวมถึงคำให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารระดับท็อปในวงการ ต่างระบุตรงกันมาตลอดว่าโมเดลธุรกิจสไตล์เสือนอนกินค่านายหน้าได้หายจากไปนานแล้ว
ก่อนหน้า “พิเชษฐ สิทธิอำนวย” นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เคยชี้ทัศนะว่า โบรกเกอร์ที่พึ่งพิงค่านายหน้าเพียงอย่างเดียวจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ทางรอดเดียวคือต้องกระจายโครงสร้างรายได้ไปฝั่ง วาณิชธนกิจ (IB) และการออกสินค้าทางการเงินใหม่อย่าง DR และ DW เข้ามาทดแทน
เช่นเดียวกับ ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ (ประธานกรรมการบริหาร ASP) เคยย้ำชัดเจนว่า โบรกเกอร์ที่ปรับตัวไม่ทันส่อเค้าจะสูญพันธุ์ ซึ่ง ASP ได้รายงานมาอย่างต่อเนื่องถึงการทยอยลดสัดส่วนรายได้ค่านายหน้าลง แล้วหันไปเพิ่มน้ำหนักงาน IB, การจัดจำหน่ายตราสารหนี้ และการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) เพื่อสร้างความสมดุล
รวมถึง “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. ทิสโก้ สะท้อนภาพตรงกันว่า ในวันที่โครงสร้างตลาดถูกแทนที่ด้วย Robot Trade ที่คิดค่าคอมฯ บางเฉียบ โบรกเกอร์ต้องย้ายตำแหน่งทางธุรกิจจากการแข่งราคา มาเป็นที่ปรึกษาการเงินครบวงจรและเน้นขายกองทุนรวมแทน
สิ่งเหล่านี้ สะท้อนภาพรวมงบการเงินและยุทธศาสตร์ของกลุ่มโบรกเกอว่า "แม้ความหวานจากค่านายหน้าหน้ากระดานจะลดลง แต่วันนี้ธุรกิจโบรกเกอร์ไทยไม่ได้จมกองทุกข์ แต่กำลังเดินหน้าต่ออย่างมีทิศทาง"
การปรับตัวไปหารายได้ฝั่ง IB, ตราสารหนี้, บริหารความมั่งคั่ง, และเทคโนโลยีทางการเงิน คือเครื่องพ่นพลังงานใหม่ที่เข้ามาทดแทนค่าคอมมิชชั่นที่ขมหม้อ ซึ่งช่วยให้บริษัทหลักทรัพย์ไทยยังคงรักษาฐานกำไร มีกระแสเงินสด และสามารถจ่ายปันผลตอบแทนผู้ถือหุ้นได้ในยุคตลาดทุนเปลี่ยนผ่าน
บทเรียนจากเพื่อนบ้าน : ไม่ใช่แค่ไทย
ปรากฏการณ์ "วอลลุ่มแสนล้านที่ไม่หวานเจี๊ยบ" และการอวสานของโมเดลเสือนอนกินค่านายหน้า ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะในตลาดหุ้นไทยเท่านั้น แต่มันคือ Disruption Wave ระดับภูมิภาค ที่เกิดจากการทะลักเข้ามาของ "โปรแกรมเทรดดิ้ง (Algo/HFT)" และแพลตฟอร์มโบรกเกอร์ยุคใหม่
เช่น ฮ่องกง (Hang Seng) ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โบรกเกอร์ท้องถิ่นขนาดเล็กที่พึ่งพาเฉพาะค่านายหน้ารายย่อย ต้องยอมแพ้ปิดกิจการและคืนใบอนุญาตไปเกือบ 100 แห่ง หลังถูกแอปพลิเคชันเทรดรุ่นใหม่และโปรแกรมเทรดต่างชาติเข้าแย่งหัวหาด จนโบรกเกอร์ที่เหลือต้องดิ้นรนปรับตัวไปหารายได้จากงานวาณิชธนกิจ (IB) และการเปิดบริการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto ETFs)
ตามมาด้วย ญี่ปุ่น (Nikkei) ยักษ์ใหญ่หลักทรัพย์อย่าง SBI Securities และ Rakuten เปิดศึก "Zero Commission" หั่นค่าคอมฯ เทรดหุ้นเหลือ 0 เยน บีบให้ธุรกิจโบรกเกอร์ญี่ปุ่นต้องละทิ้งรายได้ค่านายหน้า แล้วหันไปขุดทองจากดอกเบี้ยมาร์จิ้น รายได้ค่าธรรมเนียมการบริหารกองทุนประหยัดภาษี (NISA) และงาน Wealth Management บริหารสินทรัพย์คนร่ำรวยแทน
ขณะที่ สิงคโปร์และมาเลเซีย โบรกเกอร์ชั้นนำอย่าง CGS International หรือ Kenanga ต่างเจอสภาวะเดียวกัน เมื่อคำสั่งซื้อขายส่วนใหญ่ในตลาดกลายเป็นออเดอร์จากระบบ AI/Robot ที่ได้ค่าธรรมเนียมบางเจี๊ยบ โบรกเกอร์จึงต้องถอยจากการพึ่งพาหุ้นในประเทศ หันไปรุกการให้บริการเทรดหุ้นต่างประเทศ (Cross-Border) และการออกตราสารการเงินซับซ้อนเข้ามาประคองพอร์ต 🇸🇬🇲🇾
เมื่อขมกลายเป็นเกราะชั้นเยี่ยม
แม้ในวันนี้ รายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ (Brokerage Fee) ที่เคยเป็นบ่อเงินบ่อทองหลักจะหดหายลงไปจากสงครามตัดราคาและอิทธิพลของโปรแกรมเทรดดิ้ง แต่การที่บริษัทหลักทรัพย์ไทยไม่ยอมจำนน และเร่งปรับตัวไปขุดทองจากธุรกิจใหม่ๆ กำลังกลายเป็น "เกราะป้องกันความเสี่ยงชั้นดี" ที่ทำให้องค์กรเหล่านี้ทรงพลังขึ้นกว่าในอดีต และจะเป็นตัวจุดชนวนสำคัญ ที่ทำให้วันหนึ่งหุ้นกลุ่มโบรกเกอร์จะปรับฐานโครงสร้างรายได้สำเร็จ และกลับมาได้รับความสนใจจากตลาดอีกครั้ง
โดยเฉพาะหุ้นโบรกเกอร์ที่มีวินัยทางการเงินสูง สามารถรักษาสภาพคล่องและมีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ การที่ราคาหุ้นปรับตัวลงมารับข่าววอลลุ่มตลาดซบเซาจนทำให้ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) พุ่งสูงขึ้นในระดับที่น่าจูงใจ ยิ่งกลายเป็นจังหวะสำหรับนักลงทุนที่มองหา "หุ้นปันผลมั่นคง" ในยามตลาดผันผวน นี่แหละคือ "ของจริง" ที่พร้อมจะกลับมาส่องประกายหวานเจี๊ยบอีกครั้งในอนาคต


