ศึกภายใน ธ.ก.ส. ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน เบื้องหลังการรวมตัวของพนักงานและการยื่นข้อเรียกร้องถึงฝ่ายนโยบาย มีความไม่พอใจสะสมต่อแนวทางบริหารมาตลอดช่วง3 ปี ขณะที่ผลประชามติสมาชิกสหภาพกว่า 9,000 คนสะท้อนแรงไม่พอใจในหลายประเด็นอย่างชัดเจน
แรงสั่นสะเทือนภายในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. กำลังขยายวงจากปัญหาภายในองค์กรไปสู่ระดับนโยบาย หลังสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ธ.ก.ส. เดินหน้ายื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการบริหารงานของผู้บริหารระดับสูง และขอให้ นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. หยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมให้พิจารณาไม่ต่อสัญญาการเป็นผู้จัดการ ธ.ก.ส. สมัยที่ 2
จนล่าสุดเมื่อวันที่11 สิงหาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการ ธ.ก.ส.ต้องเรียกประชุมคณะกรรมการ ธ.ก.ส. นัดพิเศษภายในสัปดาห์นี้ เพื่อพิจารณาข้อร้องเรียนที่สหภาพฯ ยื่นเข้ามา และถือเป็นการประชุมนัดพิเศษ หลังจากการประชุมบอร์ด ประจำเดือนสิงหาคมผ่านพ้นไปแล้ว
เรื่องนี้คนนอกอาจไม่รู้ แต่พนักงาน ธ.ก.ส. ต่างรู้กันดีว่าความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นแต่มันสะสมมาตลอด 3 ปีจากการบริหารงานของผู้จัดการชุดปัจจุบัน
จุดแตกหักปรับ Check & Balance รวบการตัดสินใจเข้าส่วนกลาง
หนึ่งในข้อวิพากษ์วิจารณ์สำคัญที่สุด คือการปรับโครงสร้างกระบวนการ Check & Balance ในการวิเคราะห์และอนุมัติสินเชื่อ
ฝ่ายพนักงานและสหภาพตั้งข้อสังเกตว่า การปรับระบบดังกล่าวทำให้อำนาจในการพิจารณาสินเชื่อหลายส่วนถูกดึงเข้าสู่ส่วนกลางมากขึ้น จนกระบวนการทำงานในพื้นที่ขาดความคล่องตัว และไม่สอดคล้องกับสภาพจริงของเกษตรกรแต่ละพื้นที่
ผลที่ตามมาคือ เกษตรกรบางส่วนที่นำเงินมาชำระหนี้แล้ว เมื่อต้องการขอสินเชื่อกลับไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการทำการเกษตร กลับไม่สามารถได้รับเงินกู้ใหม่ตามที่คาดหวัง
พนักงานที่ทำงานใกล้ชิดลูกค้ามองว่านี่คือปัญหาใหญ่ เพราะหัวใจของ ธ.ก.ส. คือการเป็นแหล่งเงินทุนให้เกษตรกรและประชาชนฐานราก หากกระบวนการสินเชื่อเข้มงวดหรือใช้เวลานานเกินไป ลูกค้าอาจต้องหันไปพึ่ง Non-bank หรือหนี้นอกระบบ ซึ่งมีต้นทุนทางการเงินสูงกว่า
ฝ่ายสหภาพยังระบุด้วยว่า ในช่วงเกือบ3ปีมี่ผ่านมาปัญหานี้เห็นชัดจากการที่ พอร์ตสินเชื่อลูกค้ารายย่อยลดลงกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ควรได้รับการชี้แจงจากฝ่ายบริหารว่าเกิดจากสาเหตุใด
รายได้สะดุด แต่ภูมิภาคกลับถูกบีบค่าใช้จ่าย
เมื่อการปล่อยสินเชื่อและรายได้จากลูกค้าบางกลุ่มเผชิญแรงกดดัน อีกประเด็นที่สร้างความไม่พอใจภายในองค์กรคือ นโยบายควบคุมค่าใช้จ่าย
พนักงานในพื้นที่ตั้งคำถามว่า หน่วยงานภูมิภาคและสาขา ซึ่งเป็นด่านหน้าที่ต้องออกไปพบและให้บริการลูกค้า กลับต้องเผชิญการจำกัดงบประมาณอย่างเข้มงวด ทั้งที่เป็นหน่วยงานสร้างรายได้และรับภาระการให้บริการประชาชนโดยตรง
แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับพบว่า ส่วนกลางกลับอู้ฟู่มีเงินใช้จ่ายไม่ขาดมือ และดูได้จากงบส่วนกลางและโครงการจัดซื้อจัดจ้างหลายรายการ ซึ่งมีวงเงินรวมระดับกว่า 200 ล้านบาท
ประเด็นนี้จึงกลายเป็นคำถามภายในว่า เหตุใดการลดค่าใช้จ่ายจึงถูกเน้นหนักในระดับภูมิภาค ขณะที่ค่าใช้จ่ายของส่วนกลางกลับถูกมองว่าไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดในระดับเดียวกัน
ดูงานต่างประเทศผลาญงบ 90 ล้านบาท?
อีกประเด็นที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวางในกลุ่มพนักงาน คือ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ พร้อมระบุว่ามีค่าใช้จ่ายในการดูงานต่างประเทศตลอด 3 ปีไปถึง90.49 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นเชิงตั้งข้อสังเกตด้วยว่า
เคยมีการเสนอเรื่องให้ส่งหนังสือแจ้งหนี้แก่ลูกค้าผ่านระบบจดหมายปิดผนึก โดยอ้างว่ามีค่าใช้จ่ายประมาณ 80 ล้านบาท แต่ไม่ได้รับการอนุมัติเพราะสำคัญน้อยกว่าการดูงานต่างประเทศ
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังรอการเปิดเผยรายละเอียดจากฝ่ายบริหาร ทั้งจำนวนครั้ง ผู้เดินทาง วัตถุประสงค์ ผลลัพธ์จากการเดินทาง และงบประมาณที่ใช้จริง
ประชามติ 9,233 เสียง สะท้อนแรงต้านฝ่ายบริหาร
สุดท้ายผลลัพธ์การประชามติที่เผยแพร่โดยสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ธ.ก.ส. ยิ่งสะท้อนให้เห็นระดับความไม่พอใจภายในองค์กรได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ทั้งนี้มีข้อมูลระบุว่า มีสมาชิกตอบแบบประชามติ ณ วันที่ 5 สิงหาคม 2569 จำนวน 9,233 คน จากสมาชิกทั้งหมด 17,327 คน หรือคิดเป็น 53.29%
มีการสอบถามความคิดเห็นทั้งหมด 16 ข้อ และในหลายประเด็นเสียง “เห็นด้วย” สูงเกิน 85-90%
หนึ่งในข้อที่ได้รับเสียงเห็นด้วยสูงที่สุดคือข้อที่เกี่ยวข้องกับการ ดูงานต่างประเทศ โดยมีผู้เห็นด้วยกับข้อความเชิงวิพากษ์ว่าเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างชัดเจนถึง 92.18% หรือ 8,514 คน
ขณะที่ข้อที่ระบุว่า ‘ผู้จัดการ ธ.ก.ส. หมดความน่าเชื่อถือ และไม่ควรบริหารงานต่ออีกต่อไป’ มีผู้เห็นด้วย 88.70% หรือ 8,188 ราย
ส่วนข้อเสนอให้มีการเปิดประชุมใหญ่สามัญของสหภาพฯ โดยผู้บริหารระดับสูงโดยตรง มีผู้เห็นด้วย 92.26% หรือ 8,524 ราย”
ผลประชามติยังสะท้อนความไม่พอใจต่อประเด็นอื่นอีกหลายด้าน ตั้งแต่นโยบายที่ถูกมองว่าทำลายความสัมพันธ์กับลูกค้า การบริหารสินเชื่อจน NPL เพิ่มขึ้น การออกผลิตภัณฑ์ที่สร้างภาระ ระบบ Check & Balance งบประมาณปรับปรุงสาขา การรวมอำนาจจัดซื้อจัดจ้าง การลดขนาดกำลังคน ตลอดจนสวัสดิการและค่ารักษาพยาบาลพนักงาน
จากปัญหาสินเชื่อ กลายเป็น “วิกฤตความเชื่อมั่น”
เมื่อประกอบทุกประเด็นเข้าด้วยกัน ความขัดแย้งรอบนี้จึงลึกกว่าความไม่พอใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ปัญหาที่ฝ่ายสหภาพกำลังส่งสัญญาณ คือคำถามว่า ทิศทางการบริหาร ธ.ก.ส. ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ยังตอบโจทย์ภารกิจหลักในการดูแลเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานรากหรือไม่
เพราะหากระบบสินเชื่อที่ต้องการควบคุมความเสี่ยง กลับทำให้ลูกค้าเกษตรกรเข้าถึงเงินทุนยากขึ้น หากสาขาที่อยู่ใกล้ประชาชนถูกจำกัดทรัพยากรมากขึ้น ขณะที่การตัดสินใจและงบประมาณจำนวนหนึ่งถูกรวมเข้าสู่ส่วนกลาง ความขัดแย้งระหว่าง “แนวคิดการบริหารแบบธนาคารพาณิชย์” กับ “ภารกิจของธนาคารเพื่อเกษตรกร” ก็ย่อมรุนแรงขึ้น
และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าเหตุใดความไม่พอใจที่สะสมอยู่ภายในมาตลอดหลายปี จึงระเบิดออกมาเป็นการรวมตัวของพนักงาน การลงประชามติ และการยื่นข้อเรียกร้องถึงระดับรัฐมนตรีในที่สุด


