xs
xsm
sm
md
lg

TTA กำไรงวดนี้ 367ล้านบาท - EBITDA โต 17%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์




โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ โชว์กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 367.2 ล้านบาท และมีรายได้่ 5,598.3 ล้านบาท แม้จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นของธุรกิจขนส่งทางเรือ ประกอบกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรและ EBITDA ของกลุ่มปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 17 จากปี68 เป็น 804.9 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจขนส่งทางเรือ




นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTAแจ้งผลงานไตรมาส 2 ปีนี้ มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 367.2 ล้านบาทและมี EBITDA เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 จากปี 2568 เป็น 804.9 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจขนส่งทางเรือ ขณะที่ผลประกอบการตามงบการเงินมีผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของ TTA จำนวน 194.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำสุทธิ 561.9 ล้านบาท โดยหลักมาจากผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ใช่เงินสดจำนวน 564.4 ล้านบาท

ขณะที่มีรายได้ 5,598.3 ล้านบาท แม้ว่ารายได้จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นของธุรกิจขนส่งทางเรือ ประกอบกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรและ EBITDA ของกลุ่มปรับตัวดีขึ้น ผลประกอบการตามงบการเงินมีผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของ TTA จำนวน 194.8 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากรายการขาดทุนพิเศษสุทธิที่ไม่ใช่เงินสดส่วนที่เป็นของ TTA จำนวน 561.9 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากผลขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลตามราคาตลาดจำนวน 564.4 ล้านบาท

ทั้งนี้ รายการดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และ ณ วันสิ้นงวด มูลค่าตลาดรวมของพอร์ตสินทรัพย์ดิจิทัลของ TTA ยังคงสูงกว่ามูลค่าตามบัญชี เมื่อไม่รวมรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ TTA มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติจำนวน 367.2 ล้านบาท นอกจากนี้ ฐานะการเงินของ TTA ยังคงแข็งแกร่ง ด้วยเงินสดภายใต้การบริหาร จำนวน 8.4 พันล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับต่ำที่ 0.34 เท่า ขณะที่กระแสเงินสดสุทธิที่ได้มาจากกิจกรรมการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1,447.1 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งจากการดำเนินธุรกิจหลัก

สำหรับผลการดำเนินงานของแต่ละกลุ่มธุรกิจ มีดังนี้คือ กลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ คือโทรีเซน ชิปปิ้ง รายงานรายได้ค่าระวางที่ 2,061.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับปี 2568 และร้อยละ 8 จากไตรมาสที่ 1/2569 โดยทำอัตราค่าระวางเรือเทียบเท่า (TCE) ที่ 18,240 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 48 เมื่อเทียบกับปี 2568 และร้อยละ 29 จากไตรมาสที่ 1/2569 ซึ่งสูงกว่าอัตราค่าระวางเรือซุปราแมกซ์สุทธิ 16,501 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน อยู่ร้อยละ 11 ขณะที่อัตราการใช้ประโยชน์ของกองเรือที่กลุ่มธุรกิจฯ เป็นเจ้าของอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 100 ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการเดินเรือ (OPEX) อยู่ที่ 5,115 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ต่ำกว่าเกณฑ์อ้างอิงของอุตสาหกรรมร้อยละ 6 สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง จากอัตราค่าระวางเรือที่ปรับตัวดีขึ้นและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นของธุรกิจขนส่งทางเรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 53 เมื่อเทียบกับปี 2568 และร้อยละ 37 จากไตรมาสที่ 1/2569 เป็น 737.9 ล้านบาท ขณะที่ EBITDA เพิ่มขึ้นร้อยละ 54 เมื่อเทียบกับปี 2568 และร้อยละ 22 จากไตรมาสที่ 1/2569 เป็น 652.9 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส โทรีเซน ชิปปิ้ง เป็นเจ้าของเรือ จำนวน 23 ลำ (เรือซุปราแมกซ์ จำนวน 21 ลำ และเรืออัลตราแมกซ์ จำนวน 2 ลำ) มีระวางบรรทุกเฉลี่ยเท่ากับ 56,228 เดทเวทตัน (DWT) และมีอายุเฉลี่ย 17.4 ปี

กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง อย่าง บริษัท เมอร์เมด มาริไทม์ จำกัด (มหาชน) หรือ เมอร์เมด รายงานรายได้จำนวน 2,014.7 ล้านบาท โดยรายได้จากงานวิศวกรรมใต้ทะเล ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 87 ของรายได้ธุรกิจบริการนอกชายฝั่งยังคงมีทิศทางที่ดี โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับปี 2568 จากกิจกรรมของเรือที่กลุ่มธุรกิจฯ เป็นเจ้าของ และโครงการที่ใช้เรือเช่าระยะสั้นเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราการใช้ประโยชน์ของเรือวิศวกรรมใต้ทะเลอยู่ที่ร้อยละ 95 ในไตรมาสที่ 2/2569 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 87 ในไตรมาสที่ 2/2568 สำหรับการดำเนินงานนอกชายฝั่งอื่น ๆ ในภูมิภาค ยังคงดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ผลกระทบส่วนใหญ่จำกัดอยู่เพียงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานและการขนส่งในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยสรุป เมอร์เมดฯ รายงาน EBITDA เป็นบวก ที่ 16.5 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของ TTA จำนวน 93.8 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม มูลค่าสัญญาให้บริการที่รอส่งมอบยังคงแข็งแกร่งที่ 749.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นไตรมาสที่ 2/2569

กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร ดำเนินงานโดยบริษัท พีเอ็ม โทรีเซน เอเชีย โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PMTA มีรายได้อยู่ที่ 760.7 ล้านบาท รายได้จากการขายปุ๋ยลดลงร้อยละ 32 เมื่อเทียบกับปี 2568 ตามปริมาณการขายปุ๋ยที่ลดลงเป็น 33.7 พันตัน โดยหลักมาจากอุปสงค์ภายในประเทศเวียดนามที่อ่อนตัวลง โดยปริมาณขายปุ๋ยในประเทศเวียดนามคิดเป็นร้อยละ 65 ของปริมาณขายปุ๋ยทั้งหมด หรือ 21.8 พันตัน เนื่องจากอุปสงค์ที่อ่อนตัวลง ท่ามกลางราคาขายปุ๋ยที่สูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ในทางกลับกัน ปริมาณส่งออกปุ๋ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 275 เมื่อเทียบกับปี 2568 และร้อยละ 100 จากไตรมาสที่ 1/2569 เป็น 11.9 พันตัน ส่วนใหญ่มาจากปริมาณส่งออกปุ๋ยไปยังประเทศฟิลิปปินส์ที่เพิ่มขึ้น ส่วนรายได้จากการให้บริการจัดการพื้นที่โรงงานอยู่ที่ 39.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 26 เมื่อเทียบกับปี 2568 และร้อยละ 44 จากไตรมาสที่ 1/2569 เนื่องจากกิจกรรมคลังสินค้าที่เพิ่มขึ้น โดยสรุป กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร รายงานผลกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของ TTA จำนวน 0.9 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 2/2569

กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) พิซซ่า ฮัท ดำเนินงานภายใต้บริษัทย่อยที่ TTAถือหุ้นอยู่ร้อยละ 70 ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 พิซซ่า ฮัท มีสาขาทั้งหมด 212 สาขาทั่วประเทศ และ ทาโก้ เบลล์ เป็นแฟรนไชส์อาหารเม็กซิกันสไตล์ที่มีชื่อเสียงชั้นนำระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ดำเนินงานภายใต้บริษัทย่อยที่ TTA ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 70 ณ 30 มิถุนายน 2569 ทาโก้ เบลล์ มีสาขาทั้งหมด 45 สาขาทั่วประเทศ

กลุ่มการลงทุนอื่น (Investment) มุ่งเน้นธุรกิจการบริหารทรัพยากรน้ำและโลจิสติกส์อย่าง บริษัท เอเชีย อินฟราสตรักเชอร์ แมเนจเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AIM ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ TTA ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 92.50 เป็นผู้ออกแบบ ก่อสร้าง และให้บริการครบวงจรทางด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ AIM ยังได้รับสัมปทานในการจำหน่ายน้ำประปาในหลวงพระบาง ประเทศลาว ผ่านบริษัทย่อยที่ AIM ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 100