"อนุสรณ์" เตือนรัฐบาลใช้ประชานิยมไร้หลักการ อาจฉุดเศรษฐกิจไทยพัง ถือเป็นจุดเปราะบางของฐานะการคลังของไทย โดยผลที่ตามมาจะเป็นวงจรอุบาทว์ ซึ่งจะฉุดดึงให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมจมดิ่งไปสู่หายนะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังที่เคยเกิดมาแล้วในละตินอเมริกาปี 30
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า มาตรการประชานิยมยังเป็นจุดเปราะบางของฐานะการคลังของไทย นโยบายประชานิยม
กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเอาชนะการเลือกตั้งและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการเมือง ในการพิจารณางบประมาณปี 2570 รัฐบาลก็ไม่ยอมตัดลดงบประมาณมาตรการประชานิยมแม้นจะทำให้เกิดการสะสมความเสี่ยงต่อปัญหาวิกฤติ
ทางการคลังเพิ่มมากขึ้นก็ตาม ทำให้ ประเทศมีเม็ดเงินลงทุนเพื่ออนาคตลดลง
อย่างไรก็ตาม ผลจากนโยบายและแนวทางประชานิยมทำให้สำนึกทางชนชั้นมีความแหลมคมมากขึ้น ประชานิยมและประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์ในทางบวกต่อกัน และประชานิยมส่งผลบวกมากกว่าผลลบต่อประชาธิปไตย แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนนักต่อพัฒนาการของเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democracy) หรืออาจกล่าวได้ว่า ประชานิยม สามารถปรับเปลี่ยนให้ เสรีประชาธิปไตย (Liberal Democracy) มีคุณภาพดียิ่งขึ้น หรือ เป็นภัยคุกคามต่อเสรีประชาธิปไตยก็ได้
ประชาชนที่เคยได้รับ บัตรสวัสดิการคนจน แล้ว เมื่อมีหลักเกณฑ์ในการคัดกรองใหม่ กระบวนการพิสูจน์ความจนมีปัญหา ทำให้ ประชาชน จำนวนไม่น้อยหลุดจากระบบและไม่ได้รับความช่วยเหลือ รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมจากหลักเกณฑ์ใหม่หรือกระบวนการในการคัดกรอง เกิดความไม่พอใจ ในที่สุด รัฐบาลก็ต้องหางบประมาณเพิ่มเติมเข้ามาดูแล โดยที่ยังไม่มีความพยายามมากเพียงพอว่า จะไปหารายได้มาจากไหนโดยไม่ต้องไปกู้เงินเพิ่ม
การใช้นโยบายประชานิยมอย่างไม่ระมัดระวังจะนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจได้ หากมีการใช้นโยบายประชานิยมอย่างไม่ระมัดระวังจนเกินเลยไปทำลายกรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ผลที่ตามมาจะเป็นวงจรอุบาทว์ (Vicious Circle) ซึ่งจะฉุดดึงให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมจมดิ่งไปสู่หายนะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วงจรอุบาทว์จะมีลักษณะดังนี้ เริ่มต้นจากการขาดดุลงบประมาณภาครัฐโดยการที่รัฐต้องกู้ยืมเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในโครงการประชานิยม แล้วประชาชนก็จะใช้จ่ายเกินตัวเนื่องจากการสนับสนุนของรัฐบาลเกิดการขาดดุลการค้าระหว่างประเทศ (บัญชีเดินสะพัด) เนื่องจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนใช้จ่ายบริโภคมากกว่าที่ตนผลิตได้จึงต้องนำสินค้าเข้าจากต่างประเทศ เพื่อสนองการบริโภคที่เกินตัวต้องกู้เงินจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อใช้จ่ายในการนำเข้าสินค้าเพื่อการบริโภคที่เกินตัว
การขาดดุลทั้งสามภาคส่วน (ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการค้าระหว่างประเทศ) จะสะสมและเพิ่มปริมาณจนมีขนาดทำให้ระบบเศรษฐกิจแกว่งตัวหลุดจากดุลยภาพจนเกิดวิกฤตการเงินเช่นที่เคยเกิดมาแล้วในกรณีวิกฤตหนี้สาธารณะของประเทศแถบลาตินอเมริกาในช่วงทศวรรษ 2530 วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551-2552 วิกฤตหนี้สาธารณะของกรีซ สเปน อิตาลี ปี 2552-2553
นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า โครงการประชานิยมอาจทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้เสียประโยชน์ (ผู้เสียภาษี) กับผู้รับประโยชน์
โดยผู้เสียประโยชน์จะต่อต้านโดยลดการผลิตลดการทำงานลงทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมลดลง ภาษีที่รัฐจัดเก็บได้จะลดลงตามไปด้วยทำให้รัฐบาลต้องกู้ยืมมากขึ้น หากมาตรการประชานิยมเป็นมาตรการโอนเงินหรือแจกเงินให้ประชาชนอย่างไร้หลักการ
จะนำมาสู่ปัญหาวินัยทางการคลังและประชาชนผู้รับประโยชน์จะรอรับความช่วยเหลือจากรัฐและทำงานน้อยลงเนื่องจากไม่ทำงานก็ไม่เป็นไร รอรับผลประโยชน์ฟรีจากรัฐได้ เป็นผลให้ผลผลิตโดยรวมของชาติลดลง อัตราการขยายทางเศรษฐกิจในระยะยาวจะเติบโตต่ำ รัฐบาลต้องเพิ่มผลประโยชน์ตามโครงการประชานิยมขึ้นไป เรื่อยๆ เพื่อคงไว้ (หรือเพิ่ม) ฐานคะแนนเสียงของพรรคการเมืองที่ตนสังกัดในขณะที่ประชาชนก็จะอ่อนแอลง ผลผลิตลดลง ภาษีที่จัดเก็บได้ก็ลดลงรัฐบาลจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกู้ยืมเงินจากทั้งภายในและนอกประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โครงการประชานิยมในบางลักษณะทำให้มีการจัดสรรทรัพยากรใหม่ โดยการโอนทรัพยากรจากหน่วยผลิตที่มีประสิทธิภาพไปสู่หน่วยบริโภคทำให้การบริโภคโดยรวมเพิ่มขึ้น
แต่การลงทุนโดยรวมลดลง (เนื่องจากเงินออมลดลง)ซึ่งจะทำให้การผลิตในอนาคตลดลงทำให้การจัดสรรทรัพยากรด้อยประสิทธิภาพลงกว่าสถานะเดิมและอาจนำไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจได้
ขณะเดียวกันมาตรการประชานิยมบางประเภทจะช่วยจัดสรรผลประโยชน์ใหม่และลดความเหลื่อมล้ำลง หากมีการโอนผลประโยชน์จากลุ่มมั่งคั่งในสังคมไปยังกลุ่มคนยากจนอย่างมีประสิทธิภาพ การก้าวข้ามพ้นประชานิยมแบบละตินอเมริกาจึงไม่ใช่เรื่องง่าย หากประชาชนเสพติดประชานิยมแล้ว ขณะเดียวกัน เราต้องแยกความแตกต่างระหว่าง โครงการประชานิยมที่เป็นเรื่องการช่วยเหลือเป็นครั้งคราวกับ โครงการที่เป็นสวัสดิการของรัฐดูแลกลุ่มประชาชนรายได้น้อยหรือระบบรัฐสวัสดิการที่เป็นนโยบายที่สร้างระบบขึ้นมาดูแลประชาชนที่มีความยั่งยืนกว่า
นายอนุสรณ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า การเจรจาการค้าการลงทุนไทยเมียนมาอาจไม่บรรลุเป้าหมายหากไม่มีการฟื้นฟูสันติภาพ
ประชาธิปไตยและหยุดละเมิดสิทธิมนุษยธรรม รัฐบาลและรัฐสภาต้องช่วยส่งเสริมให้เกิดกระบวนการเจรจาสันติภาพ
การฟื้นฟูประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในเมียนมา การเดินหน้าความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจทางด้านการค้า การลงทุน
และข้อตกลงทางธุรกิจแบบทวิภาคีอาจจะเกิดความเสี่ยงต่อกลุ่มทุนและธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในเมียนมา ตลอดจนเกิดความเสี่ยงต่อหน่วยงานภาครัฐของไทยที่ไปเกี่ยวข้องหรือมีธุรกรรมกับระบอบการปกครองที่ยังถูกคว่ำบาตรอย่างหนักจากนานาชาติโดยเฉพาะชาติตะวันตก ซึ่งอาจมีผลทำให้ภาคธุรกิจเอกชนและหน่วยงานของรัฐไทย ถูก มาตรการคว่ำบาตรแบบทุติยภูมิ (Secondary Sanctions)พวงไปด้วย นอกจากนี้อาจสูญเสียภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติ
นอกจากนี้ผลประโยชน์จากการลงทุนอาจไม่ตกถึงสังคมและประชาชนทั่วไปแต่กลายเป็นเม็ดเงินหล่อเลี้ยงระบอบเผด็จการทหารอำนาจนิยมให้เข้มแข็งและสามารถกดขี่ประชาชนต่อไป นอกจากนี้ยังสร้างความชอบธรรมให้กับ ระบอบสืบทอดอำนาจ
จากการเลือกตั้งจัดฉากโดยอำนาจเผด็จการทหารอีกด้วย การรับรองระบอบสืบทอดอำนาจจากเผด็จการไม่ได้ช่วยให้ปัญหาวิกฤติชายแดน สถานการณ์สงครามกลางเมือง การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การค้าอาวุธสงคราม ดีขึ้นแต่อย่างใด
การละเมิดสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมยังคงเกิดขึ้นต่อไปตราบเท่าที่การฟื้นฟูประชาธิปไตย และ กระบวนเจรจาเพื่อสันติธรรม ไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง สังคมไทยต้องร่วมกันทำให้เกิดสันติภาพและประชาธิปไตยในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทุกประเทศ รัฐบาลไทยสามารถแสดงบทบาทเป็นตัวกลางในการเปิดเวทีเจรจาเพื่อให้เกิดการหยุดยิง
เกิดสันติภาพและเกิดการเลือกตั้งที่เป็นอิสระ


