xs
xsm
sm
md
lg

ทุนเทามีสะดุ้ง! รู้จักยาแรงเลิกแบงก์พัน บีบ1.4แสนล้านออกจากรู

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หลังจาก นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า มีธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท จำนวน 2 รุ่น ซึ่งมีอายุราว 20–30 ปี มูลค่ารวมประมาณ 140,000 ล้านบาทหายไป และไม่ไหลกลับเข้าสู่ระบบการเงินตามปกติ

มาตรการหนึ่งที่น่าสนใจ และคาดว่าจะสามารถนำมาดัดหลังทุนเท่า เงินคอร์รัปชัน และธุรกิจผิดกฎหมายได้ คือ การยกเลิกธนบัตร หรือ“Demonetization” มาตรการที่รัฐบาลหรือธนาคารกลางอาจนำมาใช้ โดยประกาศให้ธนบัตรบางชนิดหรือบางมูลค่า “สิ้นสภาพการเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตามอาจกำหนดระยะเวลาให้ประชาชนนำธนบัตรเดิมไปแลกเป็นธนบัตรใหม่ หรือนำเข้าฝากผ่านระบบธนาคาร

มุ่งเป้าล้างเงินนอกระบบ ทุนเทา คอร์รัปชัน

มาตรการนี้ต่างจากการออกธนบัตรรุ่นใหม่ตามปกติ เพราะDemonetization มุ่งทำให้ธนบัตรเดิมที่ประชาชนถืออยู่มีวันหมดอายุในการใช้งาน หากไม่นำมาแลกหรือฝากภายในเงื่อนไขที่กำหนด เงินดังกล่าวจะไม่สามารถนำไปใช้ซื้อสินค้า ชำระหนี้ หรือหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อีก

ในเชิงนโยบาย Demonetization สามารถใช้เป็นเครื่องมือจัดการ “เงินนอกระบบ” ได้ โดยเฉพาะเงินสดจำนวนมากที่ซ่อนอยู่นอกระบบธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นเงินจากการคอร์รัปชัน ทุนเทาธุรกิจผิดกฎหมาย เงินที่หลบเลี่ยงภาษี เงินฟอก หรือแม้แต่ธนบัตรปลอม

บีบเงินเทา-ผิดกฎหมาย“ออกจากที่ซ่อน”ก่อนตรวจ

กลไกสำคัญคือ เมื่อรัฐประกาศยกเลิกธนบัตรเดิม ผู้ที่ถือเงินสดจำนวนมากจะเหลือทางเลือกไม่มากนัก
ระหว่างปล่อยให้เงินดังกล่าวหมดมูลค่า หรือนำเงินเข้าสู่ระบบธนาคารเพื่อแลกหรือฝาก

จุดนี้เองที่กระบวนการตรวจสอบเริ่มขึ้น เพราะการนำเงินก้อนใหญ่เข้าระบบย่อมทำให้เกิดร่องรอยทางการเงิน และอาจนำไปสู่การตรวจสอบตัวตน แหล่งที่มาของเงิน ภาระภาษี หรือความเชื่อมโยงกับธุรกรรมผิดกฎหมาย

ส่วนธนบัตรปลอม ผลกระทบจะตรงไปตรงมายิ่งกว่า เพราะทันทีที่ธนบัตรรุ่นเดิมถูกยกเลิก ธนบัตรปลอมที่เลียนแบบรุ่นนั้นจะหมดช่องทางการนำกลับมาใช้หมุนเวียน ขณะที่การนำไปแลกผ่านธนาคารก็มีโอกาสถูกตรวจพบได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม Demonetization ไม่ได้หมายความว่า “เงินผิดกฎหมายจะหายไปทั้งหมด” เพราะผู้ถือเงินอาจพยายามกระจายเงินผ่านบุคคลอื่น ซื้อสินทรัพย์ เปลี่ยนเป็นทองคำ เงินตราต่างประเทศ หรือหาวิธีนำเงินเข้าระบบผ่านช่องทางต่าง ๆ ก่อนมาตรการมีผลเต็มที่

“ยาแรง” ที่รัฐต้องมีแนวทางรองรับ

อย่างไรก็ตาม Demonetization เปรียบเสมือน “ยาแรง” ที่สามารถบังคับให้เงินสดจำนวนมหาศาลกลับเข้าสู่สายตาของรัฐได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่แลกมาด้วยต้นทุนทางเศรษฐกิจสูง รัฐบาลต้องมีมาตรการรับมืออย่างรัดกุม โดยไม่ทำให้เงินในมือประชาชนทั่วไปขาดสภาพคล่องได้

นอกจากนี้ยังต้องมีระบบธนาคาร ระบบพิสูจน์ตัวตน รวมถึงมาตรการตรวจสอบธุรกรรมที่แข็งแรงเพียงพอ มิฉะนั้นเงินผิดกฎหมายอาจเพียงเปลี่ยนช่องทางแทนที่จะถูกกำจัด

อินเดียเคยใช้ยกเลิกแบงก์ใหญ่ข้ามคืน

ตัวอย่างสำคัญเกิดขึ้นในอินเดียเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2016 เมื่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ประกาศให้ธนบัตร 500 และ 1,000 รูปีรุ่นเดิมสิ้นสภาพการเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย โดยธนบัตรสองชนิดดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนสูงมากของเงินสดที่หมุนเวียนอยู่ในระบบในขณะนั้น

รัฐบาลอินเดียให้เหตุผลว่าต้องการจัดการกับเงินดำ การหลบเลี่ยงภาษี ธนบัตรปลอม และเงินที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายและการสนับสนุนการก่อการร้าย พร้อมเปิดทางให้ประชาชนนำธนบัตรเก่าไปฝากหรือแลกผ่านระบบธนาคารภายในช่วงเวลาที่กำหนด

บทเรียนอินเดีย ไม่ใช่แค่เรียกเงินกลับ แต่ต้องตามให้ถึงเจ้าของ

หลักคิดคือ ผู้ที่ถือเงินสุจริตสามารถนำเงินเข้าธนาคารได้ตามปกติ ขณะที่ผู้ซ่อนเงินสดจำนวนมากที่ไม่สามารถอธิบายที่มาได้จะต้องตัดสินใจว่า จะยอมเสียเงินก้อนนั้น หรือยอมนำเข้าสู่ระบบจนเกิดร่องรอยให้รัฐตรวจสอบ

กรณีอินเดียก็กลายเป็นบทเรียนสำคัญของโลก ที่สะท้อนว่า Demonetization สามารถใช้เป็นเครื่องมือ “บังคับเปิดหน้าเงินสด” ได้จริง แต่การจะดัดหลังอาชญากร เงินเทา หรือขบวนการเงินปลอมให้ได้ผล รัฐก็เตรียมพร้อมการตรวจสอบ “เงินที่กลับเข้าระบบด้วยว่ามาจากไหน และเป็นของใคร”