รายงานข่าวจาก บริษัท โชติธนวัฒน์ จำกัด ในเครือกลุ่มวัธนเวคิน เปิดเผยว่า กลุ่มวัธนเวคิน ได้ประกาศแผนลงทุนพัฒนามิกซ์ยูสบนที่ดินผืนใหญ่กว่า 400 ไร่ บนทำเลย่านบางนา โดยมีเป้าหมายในการสร้างระบบนิเวศเมือง (Urban Ecosystem) เชื่อมโยงที่อยู่อาศัย การศึกษา พื้นที่พาณิชยกรรม และพื้นที่สาธารณะ รองรับการเติบโตของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก
โดยจะประเดิมการพัฒนาในเฟสแรกด้วยการลงทุนกว่า 700 ล้านบาท เพื่อพัฒนา "PADDIO" (แพดดิโอ) โครงการ Neighborhood Hub บนพื้นที่ประมาณ 45 ไร่ ซึ่งเตรียมเปิดให้บริการปลายปี 2569
การประกาศแผนครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณรุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของ บริษัท โชติธนวัฒน์ จำกัด หลังได้สะสมแลนด์แบงก์ในย่านบางนามาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าพัฒนาพื้นที่ทั้ง 400 ไร่แบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินและรองรับการขยายตัวของเมืองในระยะยาว
นายสุพัชร วัธนเวคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โชติธนวัฒน์ จำกัด กล่าวว่า แผนพัฒนาที่ดิน400 ไร่
ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์ แต่ต้องการสร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงการอยู่อาศัย สถานศึกษา พื้นที่ค้าปลีก และพื้นที่สาธารณะ ให้เติบโตไปพร้อมกับชุมชน พร้อมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนในย่านบางนา
บริษัทประเมินว่าบางนาเป็นหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูงที่สุดของกรุงเทพฯ จากการขยายตัวของโครงการที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกันการเปิดดำเนินงานของDulwich College International School และ Raintree International School ยังช่วยดึงดูดกลุ่มครอบครัวไทยและต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูงเข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่มากขึ้นส่งผลให้ความต้องการใช้บริการด้านค้าปลีกและไลฟ์สไตล์ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันพื้นที่ในรัศมี 5-10 กิโลเมตรรอบโครงการมีประชากรมากกว่า200,000 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่และคนทำงาน ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสในการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันมากกว่าศูนย์การค้ารูปแบบดั้งเดิม
สำหรับการพัฒนาเฟสแรก บริษัทเลือก เปิดตัว PADDIO ในรูปแบบNeighborhood Hub ด้วยงบลงทุนกว่า 700 ล้านบาท บนพื้นที่ประมาณ45 ไร่ ห่างจากถนนบางนา-ตราด ฝั่งขาออกเพียง360 เมตร มีพื้นที่ให้เช่ารวมกว่า10,000 ตารางเมตร โดยพัฒนาภายใต้แนวคิด "Everyday Living Made Easy" มุ่งเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของคนในย่านบางนา กม.8 รวมถึงพื้นที่ประเวศและสวนหลวง
โครงการจะรวบรวมร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านเพื่อสุขภาพ ความงาม และบริการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างการกลับมาใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ แตกต่างจากศูนย์การค้าที่เน้นการเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการเดินเที่ยวหรือจับจ่ายเพียงช่วงวันหยุด
นอกจากนี้ PADDIO ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่สีเขียว โดยจัดสรรพื้นที่เปิดโล่งกว่า40% ของโครงการ ซึ่งสูงกว่าศูนย์การค้าทั่วไป พร้อมพื้นที่ส่วนกลางสำหรับครอบครัว ทางเดินเชื่อมต่อทุกโซน และที่จอดรถภายนอกอาคารกว่า500 คัน
เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน
นายสุพัชรกล่าวว่า บริษัทไม่ได้ตั้งเป้าสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของบางนา แต่ต้องการสร้าง "สถานที่ประจำวัน" ที่ผู้คนเลือกกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าพื้นที่ที่มีคุณค่าที่สุด คือพื้นที่ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนในชุมชน ซึ่งPADDIO จะเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดการพัฒนาที่ดินกว่า400 ไร่ของบริษัทในอนาคต


