ตลาดหุ้นสหรัฐปิดตลาดในคืนวันที่ 5 สิงหาคม 2569 โดยดัชนี Dow Jones ทำสถิติปิดสูงสุดใหม่ จากแรงซื้อหุ้นสุขภาพและหุ้นเศรษฐกิจเก่า ขณะที่ Nasdaq ถูกแรงขายหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์กดดัน ส่วนทองคำทะยานขึ้นแรงจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ด้านราคาน้ำมันเคลื่อนไหวต่างทิศทาง ท่ามกลางความหวังต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ปิดการซื้อขายแบบผสม โดยดัชนี Dow Jones ปรับตัวขึ้นทำสถิติปิดสูงสุดใหม่ ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq อ่อนตัวลงจากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
ดัชนี Dow Jones ปิดที่ 54,349.12 จุด เพิ่มขึ้น 263.24 จุด หรือ 0.49% ส่วนดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,723.55 จุด ลดลง 12.97 จุด หรือ 0.17% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,363.44 จุด ลดลง 221.55 จุด หรือ 0.83% นับเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบ 5 วัน
แรงหนุนสำคัญของ Dow Jones มาจากหุ้นกลุ่มสุขภาพและหุ้นในกลุ่มเศรษฐกิจดั้งเดิม โดยหุ้น Amgen เพิ่มขึ้น 4.6% ขณะที่ Eli Lilly เพิ่มขึ้น 4.9% หลังบริษัทปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้ ส่วนหุ้น Disney ปรับตัวขึ้น 3.6% หลังเปิดเผยผลกำไรดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์
ในทางกลับกัน Nasdaq ถูกกดดันจากแรงขายหุ้นเทคโนโลยี หลังหุ้น SpaceX ลดลง 13.6% จากความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูล ขณะที่หุ้น AMD ลดลงประมาณ 7% แม้รายได้และแนวโน้มธุรกิจ AI ยังขยายตัว แต่ผลประกอบการยังไม่สูงเพียงพอต่อความคาดหวังของนักลงทุน ส่งผลให้ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ลดลงประมาณ 1.4%
ตลาดยังติดตามข้อมูลแรงงานสหรัฐอย่างใกล้ชิด หลังตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP เดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นเพียง 44,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 4.615%
ขณะเดียวกัน นักลงทุนปรับลดน้ำหนักความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน เหลือประมาณ 55%
ทองคำพุ่งแรงรับแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย
ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง โดยราคาทองคำตลาด Spot เพิ่มขึ้นประมาณ 4.16% มาอยู่ที่ 4,245.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงท้ายตลาด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 7 สัปดาห์
ส่วนสัญญาทองคำที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุดปรับขึ้นเหนือระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่งผลให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นรวมมากกว่า 5% ภายในช่วงเวลาเพียง 2 วันทำการ
ปัจจัยหนุนราคาทองคำมาจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ลดลง รวมถึงข้อมูลที่ระบุว่า ธนาคารกลางหลายประเทศกลับมาเพิ่มการถือครองทองคำในช่วงไตรมาส 2
สำหรับราคาทองคำในประเทศไทย แม้ราคาทองคำโลกจะปรับตัวขึ้นแรง แต่การแข็งค่าของเงินบาทตามทิศทางการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์อาจลดทอนการปรับขึ้นของราคาทองคำในประเทศบางส่วน อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยังเป็นปัจจัยบวกต่อทิศทางราคาทองคำไทย
น้ำมันปิดต่างทิศทาง จับตาเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่าน
ด้านราคาน้ำมันดิบปิดการซื้อขายแบบผสม โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส หรือ WTI ลดลง 0.55 ดอลลาร์ หรือ 0.73% มาอยู่ที่ 75.22 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.09 ดอลลาร์ หรือ 0.11% ปิดที่ 79.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันในช่วงแรกเผชิญแรงขาย หลังตลาดมีความหวังว่าการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจมีความคืบหน้า ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะฟื้นตัวกลับมาปิดบวกเล็กน้อย
เงินหมุนออกหุ้นเทคฯ จับตาผลกระทบตลาดหุ้นไทย
ภาพรวมการซื้อขายสะท้อนว่า นักลงทุนเริ่มหมุนเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีที่มีระดับราคาสูง ไปยังหุ้นกลุ่มสุขภาพและบริษัทที่มีผลประกอบการแข็งแกร่งมากขึ้น
ขณะที่ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่โดดเด่นที่สุดในคืนที่ผ่านมา จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ส่วนทิศทางราคาน้ำมันยังขึ้นอยู่กับพัฒนาการของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอย่างใกล้ชิด
สำหรับตลาดหุ้นไทย ปัจจัยบวกมาจากราคาน้ำมันที่ไม่ได้เร่งตัวขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปรับลดลง อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนเทคโนโลยีอาจเผชิญแรงกดดันตามการอ่อนตัวของ Nasdaq และหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดสหรัฐ


