“CZ” ผู้ก่อตั้ง Binance เตือนผู้ถือคริปโตไม่ควรเชื่อมั่นเต็มร้อยกับฮาร์ดแวร์วอลเล็ต หลัง Coldcard ถูกโจมตีและถูกขโมยบิตคอยน์ออกไป 3 ระลอกจนถึงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมมูลค่าประมาณ 88.6 ล้านดอลลาร์ จาก 4,585 บัญชี ขณะที่อารี พอล ผู้ก่อตั้ง BlockTower Capital เห็นด้วยว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า แทบไม่มีวิธีใดที่สามารถปกป้องคริปโตให้ปลอดภัยได้อย่างสมบูรณ์
ฉางเผิง จ้าว หรือ “CZ” ผู้ก่อตั้ง Binance โพสต์บน X เมื่อวันเสาร์ (1 ส.ค.) เตือนผู้ถือคริปโตว่า ไม่ควรเชื่อมั่นแบบไร้ข้อสงสัยในฮาร์ดแวร์วอลเล็ต หลังเกิดเหตุโจมตีที่ทำให้บิตคอยน์มูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์ถูกขโมยออกจาก Coldcard ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์วอลเล็ตสำหรับบิตคอยน์ที่ผลิตโดย Coinkite โดยจนถึงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Galaxy Research ประเมินว่า การโจมตีต้องสงสัย 3 ระลอกขโมยบิตคอยน์ไปแล้ว 1,367.05 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 88.6 ล้านดอลลาร์ จากวอลเล็ต 4,585 บัญชี
ล่าสุดในวันจันทร์ (3 ส.ค.) Galaxy Research ตรวจพบการโจมตีที่เชื่อมโยงกับกระเป๋า Coldcard ระลอกที่ 4 โดยมีบิตคอยน์ถูกขโมยรวมนับจากระลอกแรกประมาณ 1,756 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 110 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากการโจมตีระลอกล่าสุดยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
จ้าวเสริมว่า ไม่มีอะไรปลอดภัย 100%
แม้แต่ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตก็อาจมีข้อบกพร่องได้ ขณะที่วอลเล็ตรุ่นเก่าที่มีประวัติการใช้งานยาวนานไม่ได้หมายความว่า ปลอดภัยไร้ความเสี่ยง
เขาแนะนำให้ผู้ถือคริปโตพิจารณากระจายสินทรัพย์ไว้ในวอลเล็ตหลายใบ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเก็บเงินทั้งหมดไว้ในที่เดียว อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า วิธีดังกล่าวอาจมีข้อดีข้อเสียและความยุ่งยากเช่นกัน และย้ำว่า ไม่มีระบบใดที่สามารถป้องกันความเสี่ยงได้เต็มร้อย
จุดอ่อนคริปโต
อารี พอล ผู้ก่อตั้ง BlockTower Capital เห็นด้วยว่า กรณี Coldcard สะท้อนว่า แทบไม่มีวิธีใดที่สามารถปกป้องคริปโตให้ปลอดภัยได้อย่างสมบูรณ์
ความคิดเห็นดังกล่าวมีขึ้นหลังมีรายงานว่า ช่องโหว่ในเฟิร์มแวร์ซึ่งส่งผลกระทบต่อฮาร์ดแวร์วอลเล็ต Coldcard หลายรุ่น เปิดช่องให้ผู้โจมตีขโมยบิตคอยน์ประมาณ 1,082.65 BTC หรือราว 70.2 ล้านดอลลาร์ ภายในเวลาเพียง 41 นาที ระหว่างการโจมตีระลอกแรกเมื่อวันที่ 30 ก.ค.
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการคนหนึ่ง โพสต์บน X ว่า ถูกขโมยบิตคอยน์มูลค่า 1.6 ล้านดอลลาร์ ทั้งที่เก็บกุญแจส่วนตัวในอุปกรณ์ Coldcard ซึ่งเก็บไว้ในตู้นิรภัยธนาคาร และไม่เคยเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเลย
พอลมองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ
Coldcard ตอกย้ำความจริงที่น่ากังวลซึ่งอยู่กับอุตสาหกรรมคริปโตมาโดยตลอด นั่นคือ แทบไม่มีทางใดที่จะรักษาความปลอดภัยคริปโตได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสินทรัพย์ด้วยตนเอง หรือการฝากให้บุคคลที่สามดูแล ซึ่งที่ผ่านมามีข่าวว่า บริษัทเหล่านั้นถูกแฮ็กอยู่บ่อยๆ โดยที่ลูกค้าอาจไม่ได้รับการชดเชย ขณะที่การดูแลสินทรัพย์ด้วยตัวเองอย่างรัดกุมที่สุดก็อาจเจอปัญหาแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นกับ Coldcard
พอลชี้ว่า ช่องโหว่พื้นฐานเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์วอลเล็ตรายใดรายหนึ่ง เพราะท้ายที่สุดแล้วระบบรับฝากหรือจัดเก็บสินทรัพย์ทุกประเภทล้วนต้องพึ่งพาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ซึ่งอาจมีช่องโหว่ได้เสมอ
เขาสำทับว่า ความจริงที่น่าเศร้าคือ ในประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ ระบบกฎหมายยังคงเป็นเครื่องมือคุ้มครองสินทรัพย์ทางการเงินที่น่าเชื่อถือกว่าระบบการเข้ารหัสในปัจจุบัน กระนั้น พอลตั้งข้อสังเกตว่า คริปโตอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในประเทศที่ระบบกฎหมายและสิทธิในทรัพย์สินไม่มีความน่าเชื่อถือมากนัก
ทว่า สำหรับพอล เอริก วูร์ฮีส์ ผู้ก่อตั้ง ShapeShift กลับมองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Coldcard ไม่ได้พิสูจน์ว่า สกุลเงินดิจิทัลไม่สามารถรักษาความปลอดภัยได้ แต่ก็ยอมรับว่า ไม่มีระบบจัดเก็บสินทรัพย์ใดที่ปราศจากความเสี่ยงอย่างสมบูรณ์
วูร์ฮีส์ชี้ว่า วิธีเก็บรักษาความมั่งคั่งแต่ละรูปแบบต่างมีข้อดี ข้อเสีย และความเสี่ยงของตัวเอง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า สินทรัพย์คริปโตนับแสนล้านดอลลาร์ถูกจัดเก็บไว้อย่างปลอดภัยมานานหลายปี
กระทบความเชื่อมั่น Self-custody
เบนจามิน โคเวน นักวิเคราะห์บิตคอยน์ ระบุว่า คริปโตยังคงประสบปัญหาในการสร้างความเชื่อมั่นจากประชาชนทั่วไป เนื่องจากตลาดถูกครอบงำด้วยเหรียญมีมที่เน้นการเก็งกำไร การหลอกระดมทุนแล้วทิ้งโครงการ หรือ Rug Pull รวมถึงช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับกรณีล่าสุดนั้นสร้างความกังวลเป็นพิเศษ เนื่องจาก Coldcard ถูกมองว่า เป็นหนึ่งในฮาร์ดแวร์วอลเล็ตที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการเก็บรักษาบิตคอยน์ด้วยตนเอง
U.Today ระบุว่า ผู้โจมตีใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการสร้าง Seed Phrase ของวอลเล็ต
ทั้งนี้ เฟิร์มแวร์บางเวอร์ชันที่มีช่องโหว่อาจสร้าง Seed Phrase โดยใช้ข้อมูลตั้งต้นที่สามารถคาดเดาได้ แทนที่จะพึ่งพาค่าความสุ่มคุณภาพสูงจากฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถสร้างกุญแจส่วนตัวขึ้นมาใหม่ และถอนสินทรัพย์ออกจากกระเป๋า
เหตุการณ์นี้สั่นคลอนความเชื่อมั่นในหลักการเก็บรักษาสินทรัพย์ด้วยตนเอง หรือ Self-custody สำหรับผู้ใช้บิตคอยน์จำนวนมาก เนื่องจากจุดประสงค์ของฮาร์ดแวร์วอลเล็ตคือการลดการพึ่งพาบริการออนไลน์และแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต แต่เมื่อหนึ่งในผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดในตลาดกลับมีช่องโหว่ในกระบวนการสร้างกุญแจส่วนตัว ความน่าเชื่อถือของระบบนี้ย่อมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
โคเวนทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีจะได้รับการออกแบบมาให้ปลอดภัยเพียงใด ทุกครั้งที่มีการเจาะระบบครั้งใหญ่ก็ยิ่งตอกย้ำว่า การลงทุนในคริปโตยังคงมีความเสี่ยงสูงเกินไปสำหรับคนธรรมดาทั่วไป


