xs
xsm
sm
md
lg

7เดือนแรกหุ้นไทยพุ่งทะยาน ตปท.ไล่เก็บ-สถาบันโกยกำไร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์




ภาพรวมหุ้นไทยในรอบ 7 เดือนของปี 2569 ดัชนีหลักทรัพย์ทะยานขึ้นต่อเนื่อง ตามปริมาณวอลุ่มซื้อขายที่กลับมาหนาแน่น หนุนตลาดหุ้นไทยติดอันดับ Top Tier หุ้นร้อนแรงในปีนี้ ขณะที่ในภูมิภาค ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ครองแชมป์ ตามมาด้วยตลาดหุ้นไต้หวัน ส่วนไทยมาเป็นอันดับ 4 ที่มีมูลค่าซื้อขาย และดัชนีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้โบรกฯแนะนำ เปลี่ยนตัวเล่น เพื่อกระจายความเสี่ยง



สรุปข้อมูลความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย (SET Index) สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2569 (27 - 31 ก.ค. ) สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยเปิดทำการเพียง 2 วัน คือวันจันทร์ที่ 27 และวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม เนื่องจากติดวันหยุดราชการ/ธนาคารต่อเนื่องช่วงกลางสัปดาห์ โดยวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. (วันเปิดแรก) ปิดที่ 1,624.47 จุด ลดลง -19.92 จุด) จากวันศุกร์ที่ 24 ก.ค. ซึ่งปิดที่ 1,644.39 จุด ส่วนวันศุกร์ที่ 31 ก.ค. (วันสิ้นเดือน) ดัชนีหลักทรัพย์ปิดที่ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้น 25.53 จุด ทำให้ภาพรวมปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย

 

ทั้งนี้ มีการประเมินว่า ดัชนีหลักทรัพย์ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2569 มีลักษณะปรับฐานลบแล้วรีบาวด์แรงส่งท้าย โดยเปิดวันจันทร์มีแรงเทขายเพื่อลดความเสี่ยงก่อนวันหยุดยาว และแรงถ่วงจากงบ DELTA แต่พอเปิดกลับมาวันศุกร์ ตลาดได้ปัจจัยบวกจากตัวเลข Core PCE สหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด บวกกับหุ้นเทคฯ โลกฟื้นตัว ทำให้เกิดแรงซื้อคืนดันดัชนีเด้งกลับขึ้นมาบวกแรง 25.53 จุดในวันเดียว ทำให้ดัชนีไม่ให้หลุด 1,600 จุดได้สำเร็จ

ขณะที่ ภาพรวมตลอดทั้งเดือน กรกฎาคม 2569 (30 มิ.ย. - 31 ก.ค. 2569) นั้น จากข้อมูลพบว่า ดัชนี ณ สิ้นเดือน มิ.ย. (30 มิ.ย. 69) อยู่ที่ระดับ 1,591.24 จุด ขณะที่ ณ สิ้นเดือน ก.ค. (31 ก.ค. 69) ดัชนีอยู่ระดับ 1,623.64 จุด ทำให้โดยรวมดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น: 32.40 จุด หรือ 2.04%

ส่วนตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ณ วันเปิดทำการวันแรก (2 ม.ค.) ที่ระดับ 1,280.05 จุด และวันที่ 31 ก.ค. 2569 ปิดที่ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้น 343.59 จุด หรือ 26.84%

สาเหตุสำคัญที่ช่วยดัชนีปรับตัวขึ้นในเดือนที่ผ่านมานั้น หลายฝ่ายให้น้ำหนักไปที่ Fund Flow โดยพบสัญาณนักลงทุนต่างประเทศไหลเข้าหนาแน่นช่วงต้น-กลางเดือน เช่นเดียวกับตลาดหลักทรัพย์เอเชียอย่างต่อเนื่อง จากการคาดการณ์เรื่องอัตราดอกเบี้ยโลกเริ่มผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว

ปัจจัยต่อมาคือ เสถียรภาพ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และ พ.ร.ก. กู้เงิน สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้าง Sentiment บวกต่อกลุ่มอินฟราสตรัคเจอร์ ธนาคาร และการบริโภคในประเทศ และอีกปัจจัยคือ การเก็งกำไรผลประกอบการ Q2/2569 พบว่า มีแรงซื้อดักงบในหุ้นบิ๊กแคปกลุ่มแบงก์และพลังงานอย่างต่อเนื่อง

ต่างชาติซื้อ-สถาบันปล่อย

สำหรับ สรุปยอดซื้อขายแยกตามกลุ่มนักลงทุน พบว่า ยอดซื้อขายวันศุกร์ที่ 31 ก.ค. 2569 พบว่า นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิ 3,516.24 ล้านบาท ตามมาด้วย นักลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิหรือ 2,037.64 ล้านบาท โดยมีนักลงทุนทั่วไป (รอยย่อย) เข้ามาเป็นผู้ขายทำกำไร

ขณะที่ ยอดซื้อขายสะสมตั้งแต่ต้นปี 2569 อันดับ 1 ที่มีการซื้อสะสมมากที่สุด คือ นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิสะสมรวมกว่า 75,934 ล้านบาท โดยสถาบันเป็นกลุ่มที่ขายสะสมออกมามากที่สุด 89,675 ล้านบาท

วอลุ่มซื้อขายทะลัก

ส่วนภาพรวมมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย (Volume) ในรอบ 7 เดือน ของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 68,000 ล้านบาท/วัน ถือปริมาณการซื้อขายที่คึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2568 ซึ่งเคยทรุดลงไปแตะระดับ 40,000–45,000 ล้านบาท/วัน)

โดยช่วงมกราคม – กุมภาพันธ์ มีปริมาการซื้อขายเฉลี่ย 46,000 – 55,000 ล้านบาท/วัน เนื่องจากตลาดได้แรงหนุนจาก Election Rally (การเก็งกำไรเลือกตั้ง) ร่วมกับเงินทุนต่างชาติที่เริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets) ตาม Valuation ของหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ตึงตัว ดัน SET ทะลุผ่าน 1,300 จุดขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

ต่อมาช่วงมีนาคม – พฤษภาคม ปริมาณการซื้อขายพุ่งสูงทะลุ 70,000 – 85,000 ล้านบาท/วัน เกิดจากกระแส Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่อง จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสำคัญทั่วโลก บวกกับกลุ่มบิ๊กแคปของไทย เช่น ธนาคาร พลังงาน และอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA) ประกาศงบและจ่ายเงินปันผลสูง ดันดัชนีไต่ระดับจาก 1,350 จุด ขึ้นสู่ระดับ 1,550 จุด
และเมื่อช่วงมิถุนายน – กลางกรกฎาคม ปริมาณการซื้อขายย่อตัวลงมาเฉลี่ยที่ 55,000 – 65,000 ล้านบาท/วัน เนื่องจากนักลงทุนเริ่มชะลอการซื้อขายเพื่อรอความชัดเจนของผลประกอบการไตรมาส 2/2569 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก้อนใหญ่ของภาครัฐ ส่วนดัชนีแกว่งตัวออกข้าง (Sideways) ในกรอบ 1,580 - 1,620 จุด

ทำให้ภาพรวม ตลาดหุ้นไทยในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ปัจจัยหลักที่ทำให้ ปริมาณการซื้อขายและดัชนีเติบโตได้ดีกว่าปีที่แล้วอย่างมาก เกิดจาก "แรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ" (Foreign Investors) ที่กลับมาเป็นสุทธิบวกหลักหลายหมื่นล้านบาท ผสานกับการซื้อคืนหุ้น (Share Buybacks) และอัตราผลตอบแทนปันผล (Dividend Yield) ของตลาดหุ้นไทยที่ยังมีความจูงใจสูงถึงราว 3.8% – 3.9% ครับ 


ระยะสั้น หลายปัจจัยกดดันไซด์เวย์

ล่าสุด บทวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ (3 – 7 ส.ค.) ดัชนีมีลักษณะ "แกว่งตัวออกข้างอิงทางบวก (Sideways up) หลังแรงซื้อคืนสัปดาห์ก่อน" แต่ยังมีปัจจัยกดดันจากเรื่องแรงเทขายงบ บจ. รายตัว โดยมีกรอบแนวรับแนวรับ 1,610 และ 1,580 จุด และแนวต้าน: 1,635 และ 1,655 จุด

ส่วนปัจจัยสำคัญที่ติดตาม คือ การทยอยประกาศงบไตรมาส 2/2569 ของ บจ. รายใหญ่ที่เหลือ, ทิศทาง Fund Flow ต่างชาติ, สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ
ด้านบล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ประเมินแนวโน้ม ภาพระยะสั้นดัชนียังมีโอกาสทดสอบแนวต้านจากการสลับกลุ่มเล่น (Sector Rotation) เข้าสู่หุ้นบิ๊กแคปปันผล และกลุ่มได้รับอานิสงส์ดอกเบี้ย แต่ระยะกลางยังผันผวนสูงตามทิศทางงบการเงินและ Sentiment หุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศ โดยกรอบแนวรับ 1,605 และ 1,590 จุด ส่วนแนวต้าน 1,630 และ 1,645 จุด และมีกลยุทธ์คือ Stay Selective ไม่ไล่ราคา เน้นตั้งรับในกลุ่มที่กำไร Q2 มีแนวโน้มออกมาดี หรือผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว


ระยะกลางเปลี่ยนกลุ่มเข้าลงทุน
บล.เอเซีย พลัส (Asia Plus) ประเมินว่า ปัจจัยพื้นฐานกำไร บจ. แข็งแกร่งขึ้น โดยมีการปรับเป้าดัชนี SET ขึ้นแตะ 1,720 จุด จากการไหลเข้าของ Fund Flow ต่างชาติหนุนหลัง ส่วนนักลงทุนรายย่อยยังชะลอชะลอการซื้อตามจังหวะขายทำกำไร ทำให้กลยุทธ์การลงทุนรายเดือน แนะนำกลยุทธ์ "Barbell Allocation & Sector Rotation" (เน้นหมุนสลับกลุ่มเล่นระหว่างหุ้นปันผลชัวร์กับหุ้นเติบโต)

โดยมีกลุ่มที่น่าลงทุน ได้แก่ กลุ่มพลังงาน & ปิโตรเคมี เนื่องจากได้แรงหนุนราคาน้ำมันโลกยืนสูง (แนะนำ: PTTEP) ตามมาด้วยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ & ประกันภัย:ได้อานิสงส์ส่วนต่างดอกเบี้ยและ Yield พันธบัตร (แนะนำ: KTB, TTB) และกลุ่มสื่อสาร & ปันผลสูง จากกระแสเงินสดสม่ำเสมอ (แนะนำ: ADVANC) ส่วนกลุ่มที่ควรระวัง/หลีกเลี่ยง ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์: แรงกดดันด้าน ปริมาณการซื้อขายที่ตึงตัวและเสี่ยงงบไตรมาส 2 ผิดคาด

ขณะที่ บล.บัวหลวง ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Value Stock ราคาถูกที่สุดในรอบหลายปีเมื่อเทียบกับหุ้นโลก ต่างชาติกำลังย้ายเงินทุนจากหุ้น Growth สหรัฐฯ เข้าหาหุ้น Value ในเอเชีย แต่เตือนว่าสัญญาณทางเทคนิคเริ่มเข้าเขต Overbought (ซื้อมากเกินไป) ทำให้กลยุทธ์การลงทุนรายเดือน แนะนำ เน้นการสะสมเมื่อดัชนีปรับฐานลงมาที่แนวรับ (Buy on Dip)

สำหรับกลุ่มที่น่าลงทุน ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน / Data Center / Digital Transformation เกาะเทรนด์การลงทุนภาคเอกชน ตามมาด้วยกลุ่มท่องเที่ยว & การบริโภคในประเทศ: ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐและจำนวนนักท่องเที่ยวฟื้นตัว ส่วนกลุ่มที่ควรระวัง/หลีกเลี่ยง ได้แก่ กลุ่มที่มีภาระหนี้สินสูง/หุ้นกู้ครบกำหนดหนาแน่น เพราะอาจเผชิญความเสี่ยงเรื่องการรีไฟแนนซ์ในภาวะดอกเบี้ยคงตัวสูง

ภาพรวมเม็ดเงิน ตปท.ไหลเข้า

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ถือเป็นปีแห่งการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ หลังดัชนีทะยานขึ้นอย่างโดดเด่น โดยมีแรงขับเคลื่อนหลัก (Engine Drivers) มาจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่พลิกกลับเข้ามาซื้อสุทธิสะสม พร้อมยอดมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันหนาแน่นขึ้น จึงถือว่าแรงซื้อต่างชาติและปัจจัยพื้นฐานปันผลที่จูงใจยังคงเป็นฐานรองรับดัชนีได้อย่างแข็งแกร่ง

สำหรับเดือนกรกฎาคม 2569 เมื่อประมวลทิศทางทั้งหมดร่วมกับบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ชั้นนำ (กสิกรไทย, อินโนเวสท์ เอกซ์, เอเซีย พลัส และ บัวหลวง) สรุปภาพรวมและแนวทางสัปดาห์นี้ถึงตลอดเดือนสิงหาคมได้ว่า ตลาดกำลังเข้าสู่สภาวะ "Selective Buy & Sector Rotation" หรือการเลือกเล่นรายตัวและหมุนกลุ่มลงทุนตามงบการเงินโดยในทางเทคนิคมองกรอบแนวรับสำคัญอยู่ที่ 1,580 - 1,610 จุด และแนวต้านทดสอบที่ 1,635 - 1,655 จุด

นอกจากนี้สถาบันวิจัยต่างประเมินตรงกันว่าเงินทุนต่างชาติยังมองหุ้นไทยเป็น Value Stock ที่น่าสะสม แต่การเลือกหุ้นต้องเน้นความปลอดภัยสูง โดยกลุ่มน่าลงทุนคือ พลังงาน-ธนาคาร-สื่อสาร-โครงสร้างพื้นฐาน (เช่น PTTEP, KTB, ADVANC) ที่มีกระแสเงินสดและปันผลรองรับ ส่วนกลุ่มที่ต้องระมัดระวังแรงเทขายคือ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ Valuation ตึงตัว และ กลุ่มที่มีภาระหนี้สินสูง/หุ้นกู้ครบกำหนดหนาแน่น

ตลาดหุ้นไทยติด"Top Tier"

มีรายงานว่าจากปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ดัชนี ณ ปัจจุยันปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกับการซื้อขายในวันแรกของปี ทำให้ตบาดหุ้นไทยติด 1 ใน 10 - 15 ตลาดที่ทำผลงานดีที่สุดในโลก แม้จะไม่ติด Top 5 (เพราะโดนตลาดหุ้นสายชิป/AI อย่างเกาหลี-ไต้หวันแซง) แต่ถ้าตัดตลาดเกิดใหม่ขนาดเล็กมากๆ ออกไป จะพบว่าหุ้นไทยเกาะกลุ่ม Top Tier 15 ของโลกอย่างโดดเด่น และเป็น 1 ใน 4 ของตลาดหุ้นเอเชียที่มีความร้อนแรงในปีนี้

นอกจากนี้ หากพิจารณาเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียนหลัก 5 ประเทศ (ไทย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์) จะพบว่าตลาดหุ้นไทยทำผลงานโดดเด่นที่สุดเป็นอันดับที่ 1 โดยมีผลตอบแทน (YTD) +26.87% ขณะที่อันดับ 2 คือ สิงคโปร์ (STI Index) มีผลตอบแทน (YTD)บวกประมาณ +10% ถึง +12% เนื่องจากได้แรงหนุนจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ใหญ่ แต่การเติบโตจำกัดตามสไตล์ตลาด Defensive