xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อ 3 ตำนานอสังหาฯ วางมือ เปิดเบื้องลึกเกมส่งไม้ต่อ "แลนด์ฯ-แสนสิริ-พฤกษา" จากยุคเจ้าพ่ออสังหาฯ สู่ยุคขับเคลื่อนองค์กรด้วยมืออาชีพ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการออนไลน์ - คนหนึ่งคน อาจเป็นผู้เริ่มต้นสร้างธุรกิจจากสิลล้าน ก้าวไปสู้ธุรกิจแสนล้านได้ แต่ไม่มีใครสามารถอยู่บริหารองค์กรธุรกิจที่สร้างขึ้นมากับมือไปได้ตลอดชีวิต คำถามสำคัญของทุกองค์กร คือ "เมื่อถึงวันที่ผู้สร้างก้าวลงจากเวที องค์กรจะเดินต่อไปอย่างไร"

นี่คือ คำถามที่กำลังเกิดขึ้นกับหลายๆ บริษัท วงการอสังหาริมทรัพย์ไทย เมื่อผู้บริหารมือทองระดับตำนาน 3 คน ไม่ว่าจะเป็น “อนันต์ อัศวโภคิน” แห่งค่าย แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH), เศรษฐา ทวีสิน แห่งค่าย แสนสิริ (SIRI) และ ทองมา วิจิตรพงษ์พันธ์ แห่งพฤกษา โฮลดิ้ง (PSH) ต่างทยอยลดบทบาทและส่งต่ออำนาจการบริหารในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แม้เส้นทางการก้าวลงจากตำแหน่งของทั้งสามจะแตกต่างกัน ทั้งจากแรงกดดันทางคดีความ การตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเมือง หรือการดำเนินตามแผนสืบทอดตำแหน่ง แต่ปลายทางกลับเหมือนกันอย่างน่าสนใจ นั่นคือ ไม่มีใครเลือกฝากอนาคตของบริษัทไว้กับ "คนคนเดียว" อีกต่อไป

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวประธานกรรมการ หรือประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หากแต่เป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจาก "ยุคผู้ก่อตั้งนำองค์กร” ไปสู่ "ยุคที่ระบบบริหารและทีมผู้บริหารมืออาชีพ“ ซึ่งกลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนองค์กร

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชื่อของผู้ก่อตั้งแทบจะกลายเป็นภาพจำขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แสนสิริ หรือพฤกษา แต่เมื่อธุรกิจเติบโตจนกลายเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีผู้ถือหุ้น นักลงทุน และธุรกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น ความท้าทายจึงไม่ใช่การสร้างการเติบโตอีกต่อไป หากเป็นการสร้างระบบที่ทำให้องค์กรสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้ผู้ก่อตั้งจะไม่อยู่ในตำแหน่งบริหาร

ภาพดังกล่าวเริ่มชัดเจนขึ้นจากการวางมือของเจ้าพ่อวางการอสังหาฯ “อนันต์ อัศวโภคิน” ซึ่งได้วางมือจากธุรกิจในปี 2560 นับเป็นการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แจ้งข้อกล่าวหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายที่ดิน ซึ่งเชื่อมโยงกับคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น แม้ในเวลานั้นคดียังอยู่ในกระบวนการยุติธรรมและยังไม่มีคำพิพากษาสิ้นสุด แต่นายอนันต์เลือกลาออกจากทุกตำแหน่งในเครือแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อไม่ให้ประเด็นส่วนบุคคลส่งผลกระทบต่อองค์กร

การตัดสินใจครั้งนั้นถูกมองว่าเป็นการยึดหลักธรรมาภิบาลมากกว่าการถอยหนีปัญหา เพราะเป้าหมายสำคัญคือการรักษาความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้น นักลงทุน และคู่ค้า พร้อมยืนยันว่าองค์กรต้องอยู่เหนือบุคคล

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นยิ่งสะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉุกละหุก หากเป็นผลจากการเตรียมโครงสร้างผู้บริหารไว้ล่วงหน้า โดยแต่งตั้ง นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ มือขวาที่ร่วมสร้างองค์กรมาอย่างยาวนานขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ขณะที่การบริหารงานประจำถูกกระจายไปยังทีมผู้บริหารระดับสูง ทั้ง นายอาชวิณ อัศวโภคิน นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ และ นายโชคชัย วลิตวรางค์กูร สะท้อนให้เห็นว่า LH เลือกส่งต่ออำนาจให้ "ระบบ" มากกว่าผูกติดอยู่กับผู้ก่อตั้ง

หากการวางมือของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์เกิดขึ้นจากแรงกดดันภายนอก การก้าวลงจากตำแหน่งของ เศรษฐา ทวีสิน ในปี 2566 กลับเป็นการตัดสินใจที่เกิดขึ้นจากการเลือกเส้นทางชีวิตใหม่

การเข้าสู่สนามการเมืองทำให้นายเศรษฐาลาออกจากทุกตำแหน่งในแสนสิริ พร้อมโอนหุ้นทั้งหมดให้บุตรสาว เพื่อแยกบทบาทระหว่างนักธุรกิจกับนักการเมือง และลดข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

แม้ชื่อของนายเศรษฐาจะผูกพันกับแบรนด์แสนสิริมายาวนาน แต่บริษัทกลับไม่เผชิญภาวะสุญญากาศทางการบริหาร เพราะมีการวางแผนสืบทอดตำแหน่งไว้ล่วงหน้า โดย นายอภิชาติ จูตระกูล ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เข้ามาประคับประคององค์กรในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนที่ในปี 2567 จะปรับโครงสร้างผู้บริหารอีกครั้ง แต่งตั้ง นายอุทัย อุทัยแสงสุข เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมผลักดันผู้บริหารรุ่นใหม่เข้ามารับผิดชอบสายงานสำคัญ

การเปลี่ยนผ่านของแสนสิริจึงสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนจากองค์กรที่เคยถูกจดจำผ่านตัวผู้นำ ไปสู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยทีมผู้บริหารหลายเจเนอเรชัน

ขณะที่การวางมือของ ทองมา วิจิตรพงษ์พันธ์ แห่งพฤกษา โฮลดิ้ง มีลักษณะแตกต่างจากทั้งสองราย เพราะไม่ได้เกิดจากแรงกดดันหรือการเปลี่ยนเส้นทางชีวิต หากเป็นการดำเนินตามแผนสืบทอดตำแหน่งที่วางไว้ล่วงหน้าหลายปี

หลังสร้างพฤกษาจนเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของประเทศ นายทองมาตัดสินใจลดบทบาทจากผู้บริหารมาเป็นผู้กำหนดนโยบาย พร้อมเปิดทางให้ทีมผู้บริหารมืออาชีพเข้ามารับผิดชอบการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น Holding Company ที่ขยายการลงทุนไปยังธุรกิจสุขภาพและธุรกิจใหม่เพื่อสร้างรายได้ประจำ

แทนที่จะเลือกผู้สืบทอดเพียงคนเดียว พฤกษาเลือกกระจายอำนาจไปยังผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสายงาน ทั้ง นายอุเทน โลหะชิตรานนท์ นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ และทีมผู้บริหารในแต่ละกลุ่มธุรกิจ ขณะที่นายทองมายังคงทำหน้าที่กำหนดทิศทางเชิงนโยบาย และหันไปทุ่มเทเวลากับงานด้านสังคมและการกุศล

เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนผ่านของทั้งสามองค์กรร่วมกัน จะเห็นว่า แม้เหตุผลของการวางมือจะแตกต่างกัน ทั้งการรักษาธรรมาภิบาล การแยกบทบาทระหว่างธุรกิจกับการเมือง หรือการดำเนินตามแผนสืบทอดตำแหน่ง แต่ทั้งหมดกำลังสะท้อนทิศทางเดียวกัน คือการลดบทบาทของ "ผู้ก่อตั้ง" และเพิ่มบทบาทของ "องค์กร"

ในอดีต ความสำเร็จของบริษัทอสังหาริมทรัพย์มักผูกโยงอยู่กับวิสัยทัศน์และชื่อเสียงของผู้ก่อตั้ง แต่เมื่อธุรกิจมีขนาดใหญ่ขึ้น การมี Succession Plan ที่ชัดเจน การสร้างทีมผู้บริหารหลายระดับ การกระจายอำนาจ และการยึดหลักธรรมาภิบาล กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กรไม่ต่างจากผลประกอบการ

ยิ่งในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญกำลังซื้อที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรง ความสามารถในการเดินหน้าต่อได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ก่อตั้งเพียงคนเดียว จึงกลายเป็นบทพิสูจน์สำคัญขององค์กรยุคใหม่

การก้าวลงจากเวทีของ อนันต์ อัศวโภคิน, เศรษฐา ทวีสิน และทองมา วิจิตรพงษ์พันธ์ จึงไม่ใช่เพียงการปิดฉากบทบาทของผู้สร้างอาณาจักรอสังหาฯ หากแต่เป็นการเปิดฉากบทใหม่ของวงการอสังหาฯ ไทย ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุค "ผู้ก่อตั้งคือหัวใจขององค์กร" ไปสู่ยุคที่ "ระบบ ทีมผู้บริหาร และธรรมาภิบาล" คือหัวใจสำคัญที่จะกำหนดว่าองค์กรจะเติบโตและยืนหยัดต่อไปในอนาคต