แรงขายหุ้นเทคโนโลยีในตลาดหุ้นเกาหลีใต้กำลังส่งสัญญาณเตือนมายังตลาดหุ้นไทย หลังหุ้นชิปขนาดใหญ่อย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ปรับตัวลงอย่างรุนแรง จนกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อดัชนี KOSPI ซึ่งหุ้นทั้งสองบริษัทมีน้ำหนักรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของดัชนี
ปัญหาของหุ้นเทคโนโลยีเกาหลีรอบนี้ไม่ได้เกิดจากผลประกอบการ แต่เกิดจากความกังวลว่า ราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังต่อการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไว้สูงมาก เมื่อผลประกอบการและแนวโน้มธุรกิจไม่สามารถเอาชนะความคาดหวังดังกล่าว นักลงทุนจึงเร่งลดความเสี่ยง โดยเฉพาะกรณี SK Hynix ซึ่งแม้รายงานกำไรระดับสูง แต่ยังต่ำกว่าประมาณการของตลาดบางส่วน
เลเวอเรจและการบังคับขายซ้ำเติมตลาด
ไม่เท่านั้นแรงร่วงยังถูกขยายจากการลงทุนด้วยเงินกู้และกองทุน ETF แบบอัตราทด ซึ่งเชื่อมโยงกับ Samsung Electronics และ SK Hynix หลังราคาหุ้นเริ่มลดลง นักลงทุนบางส่วนถูกเรียกหลักประกันหรือปิดสถานะ ขณะที่กองทุนอัตราทดต้องลดการถือครองเพื่อปรับสมดุลพอร์ต ส่งผลให้เกิดแรงขายต่อเนื่องและทำให้ตลาดผันผวนรุนแรงกว่าปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว
ข้อมูลที่ Goldman Sachs ประเมินและ Reuters รายงานระบุว่า จนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม มีบัญชีซื้อขายแบบมีเลเวอเรจในเกาหลีใต้ถูกเรียกหลักประกันมากกว่า 1.2 ล้านบัญชี และมีบัญชีประมาณ 320,000–360,000 บัญชีถูกปิดสถานะทั้งหมด สะท้อนว่าแรงลดหนี้และการบังคับขายเป็นหนึ่งในตัวเร่งการปรับฐาน แต่ไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดของการลดลง
กำไรดีอาจยังไม่พอ เมื่อราคาสะท้อนอนาคตไว้สูง
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนความแตกต่างระหว่างคำว่า “ผลประกอบการดี” กับ “ผลประกอบการดีกว่าที่ตลาดคาด” เพราะสำหรับหุ้นที่ราคาปรับขึ้นมามาก นักลงทุนไม่ได้พิจารณาเพียงว่ากำไรเติบโตหรือไม่ แต่พิจารณาว่าการเติบโตนั้นสูงและยาวนานเพียงพอที่จะรองรับราคาหุ้นหรือไม่
กรณี SK Hynix แม้กำไรจากการดำเนินงานไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นอย่างมากและทำสถิติสูง แต่ตัวเลขยังต่ำกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์บางส่วน หุ้นจึงถูกขายเพิ่มเติม ท่ามกลางความกังวลเรื่องการแข่งขันจากผู้ผลิตชิปจีน ความคุ้มค่าของเงินลงทุนด้าน AI และความสามารถในการรักษาอัตราการเติบโตในอนาคต
ส่วน Samsung Electronics ถูกแรงขายไปพร้อมกับหุ้นชิปและตลาดเกาหลีโดยรวม ท่ามกลางการลดสถานะในหุ้นที่เชื่อมโยงกับกระแส AI และการคลายสถานะลงทุนแบบมีเลเวอเรจ แม้ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทไม่ได้เปลี่ยนแปลงรุนแรงเท่ากับการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น
จากหุ้นชิปเกาหลีถึง DELTA
เหตุการณ์ในเกาหลีทำให้ตลาดหุ้นไทยต้องหันกลับมามอง DELTA แม้ลักษณะธุรกิจของทั้งสามบริษัทจะไม่เหมือนกันโดยตรง
Samsung Electronics และ SK Hynix อยู่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และชิปหน่วยความจำ ขณะที่ DELTA ดำเนินธุรกิจระบบจัดการพลังงาน อุปกรณ์จ่ายไฟ และโซลูชันอิเล็กทรอนิกส์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า และภาคอุตสาหกรรม
ทั้งสามบริษัทจึงอยู่คนละตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทาน แต่มีจุดร่วมคือได้รับความคาดหวังจากการเติบโตของ AI ดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เมื่อความคาดหวังเหล่านี้ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นมากขึ้น ตลาดก็ยิ่งต้องการเห็นผลประกอบการที่แข็งแกร่งต่อเนื่องเพื่อรองรับมูลค่า
บทเรียนจากเกาหลีจึงไม่ได้หมายความว่า DELTA จะต้องร่วงตาม Samsung Electronics หรือ SK Hynix แต่สะท้อนว่า แม้บริษัทยังมีกำไรและธุรกิจเติบโต ราคาหุ้นก็สามารถปรับลงแรงได้ หากผลประกอบการต่ำกว่าความคาดหวัง หรือมีการลดสถานะลงทุนพร้อมกัน
เมื่อหุ้นไม่กี่ตัวกำหนดภาพทั้งตลาด
อีกประเด็นสำคัญคือความกระจุกตัวของดัชนี เมื่อ Samsung Electronics และ SK Hynix มีน้ำหนักรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของ KOSPI การเปลี่ยนแปลงของหุ้นเพียงสองตัวจึงสามารถทำให้ภาพตลาดเกาหลีทั้งตลาดเปลี่ยนไป แม้หุ้นบริษัทอื่นอาจไม่ได้เผชิญปัญหาเดียวกัน
เมื่อDELTA มีมูลค่าตลาดสูงและมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของ SET อย่างมีนัยสำคัญ ในช่วงที่หุ้นปรับขึ้น ดัชนีอาจดูแข็งแกร่งกว่าหุ้นส่วนใหญ่ แต่เมื่อ DELTA ถูกขาย ดัชนีก็อาจลดลงมากกว่าภาพพื้นฐานของบริษัทอื่นในตลาด
นักลงทุนจึงต้องแยกให้ออกระหว่าง “ทิศทางของดัชนี” กับ “ภาวะของหุ้นส่วนใหญ่ในตลาด” เพราะดัชนีที่ปรับขึ้นอาจเกิดจากหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว และดัชนีที่ปรับลงก็อาจไม่ได้หมายความว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดทรุดตัวพร้อมกัน ดูน้อยลง


