ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่เคยทะยานขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ร้อนแรงที่สุดจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่ หลังแรงขายหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ลุกลามเป็นการลดความเสี่ยงทั่วทั้งตลาด
ดัชนี KOSPI ร่วงลงประมาณ 40% ภายในระยะเวลาราวหนึ่งเดือน ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหายไปประมาณ 2.18 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 70 ล้านล้านบาท โดยวันที่ 28 กรกฎาคม ดัชนีร่วงเกือบ 11% ก่อนลดลงอีกประมาณ 6% ในวันที่ 29 กรกฎาคม แม้ระหว่างการซื้อขายจะเคยดิ่งลงมากกว่า 12% ก็ตาม
ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่านักลงทุนขาดทุนเป็นเงินสดรวมกันทั้งหมด 2.18 ล้านล้านดอลลาร์ แต่สะท้อนมูลค่าหุ้นทั้งตลาดที่ลดลงตามราคาซื้อขาย และแสดงให้เห็นว่าการกลับทิศของหุ้นเพียงไม่กี่กลุ่มสามารถสร้างความเสียหายทางความมั่งคั่งได้มากเพียงใด
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์หุ้นชิปตกตามวัฏจักร แต่เป็นผลจากความเสี่ยงหลายชั้นที่สะสมอยู่ในตลาดและระเบิดขึ้นพร้อมกัน
ความคาดหวังสูงแซงผลประกอบการ
จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากผลประกอบการของ SK hynix ซึ่งแม้กำไรไตรมาส 2 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 6 เท่าจากปีก่อน แต่ยังไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังที่สูงมากของตลาดได้ นักลงทุนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า การเติบโตของกำไรจากชิปหน่วยความจำสำหรับ AI จะสามารถรักษาความเร็วระดับเดิมได้นานเพียงใด
กรณีนี้สะท้อนว่า บริษัทอาจยังมีรายได้และกำไรเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ราคาหุ้นก็สามารถลดลงรุนแรงได้ หากราคาก่อนหน้านั้นสะท้อนความคาดหวังที่สูงกว่าผลลัพธ์จริงไปแล้ว
แม้ Samsung Electronics จะรายงานกำไรจากธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและมองว่าภาวะชิปขาดแคลนอาจดำเนินต่อไปถึงปี 2571 แต่ราคาหุ้นยังปรับลดลง เนื่องจากตลาดกังวลเรื่องความยั่งยืนของอัตรากำไรและต้นทุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่อยู่ในระดับสูง
จึงกล่าวได้ว่า สิ่งที่พังลงไม่ใช่พื้นฐานของธุรกิจชิปทั้งหมด แต่เป็นความเชื่อที่ว่า รายได้และกำไรจาก AI จะต้องเติบโตสูงกว่าคาดอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีช่วงสะดุด
ตลาดทั้งประเทศฝากความหวังไว้กับหุ้นสองตัว
อีกปัญหาหนึ่งคือโครงสร้างของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่กระจุกตัวสูง โดย Samsung Electronics และ SK hynix รวมกันมีน้ำหนักมากกว่าครึ่งหนึ่งของดัชนี KOSPI
เมื่อราคาหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ทั้งสองแห่งเคลื่อนไหวแรง จึงสามารถครอบงำทิศทางของดัชนีและบดบังการเคลื่อนไหวของหุ้นบริษัทอื่นได้ แม้หลายบริษัทอาจไม่ได้มีผลประกอบการหรือปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันก็ตาม
การปรับตัวลงของหุ้นชิปจึงไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะผู้ที่ถือ Samsung หรือ SK hynix แต่ยังลุกลามไปยังกองทุน ดัชนี และพอร์ตการลงทุนที่มีหุ้นทั้งสองบริษัทเป็นองค์ประกอบหลัก
นี่คือความเสี่ยงของตลาดที่ดูเหมือนแข็งแรงจากการขึ้นของดัชนี แต่การปรับขึ้นกลับพึ่งพาหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว
นักลงทุนไม่ได้ซื้อหุ้นด้วยเงินของตัวเองทั้งหมด
ปัจจัยที่เปลี่ยนการปรับฐานให้กลายเป็นความรุนแรง คือการใช้เงินกู้และผลิตภัณฑ์เลเวอเรจของนักลงทุนรายย่อย
ก่อนเกิดแรงขายครั้งใหญ่ ยอดสินเชื่อมาร์จินของนักลงทุนเกาหลีใต้เคยเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดประมาณ 38.6 ล้านล้านวอน ก่อนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 34.37 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 23,000 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางการปรับฐานของตลาด
นอกจากการซื้อหุ้นด้วยบัญชีมาร์จิน นักลงทุนจำนวนมากยังเข้าลงทุนผ่านกองทุน ETF แบบเลเวอเรจรายหุ้น ซึ่งออกแบบให้สร้างผลตอบแทนประมาณสองเท่าของการเคลื่อนไหวรายวันของหุ้นอย่าง Samsung และ SK hynix
ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้สามารถสร้างกำไรสูงในช่วงที่หุ้นขึ้น แต่เมื่อราคาหุ้นกลับทิศ ผลขาดทุนก็จะถูกขยายให้รุนแรงขึ้นเช่นกัน และหากถือเป็นเวลาหลายวันท่ามกลางความผันผวน ผลตอบแทนอาจยิ่งเบี่ยงเบนจากการเคลื่อนไหวของหุ้นอ้างอิง
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม หุ้นบางตัวในตลาดเกาหลีใต้ร่วงลงประมาณ 14% ขณะที่ ETF แบบสองเท่าที่อ้างอิงหุ้นตัวเดียวกันในฮ่องกงลดลงมากกว่า 30% สะท้อนว่าผู้ลงทุนในผลิตภัณฑ์เลเวอเรจอาจได้รับความเสียหายมากกว่าผู้ถือหุ้นปกติหลายเท่า
Margin Call เปลี่ยนแรงขายให้เป็นวงจรที่หยุดยาก
เมื่อตลาดปรับลง นักลงทุนที่กู้เงินซื้อหุ้นจะถูกเรียกให้เติมหลักประกัน หรือ Margin Call หากไม่สามารถนำเงินสดหรือสินทรัพย์เข้ามาเพิ่มได้ โบรกเกอร์จะขายหุ้นออกจากบัญชีเพื่อลดความเสี่ยงโดยอัตโนมัติ
Reuters รายงานว่า นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้มากกว่า 1 ล้านรายเผชิญการเรียกหลักประกันจากการร่วงลงของตลาดครั้งนี้ สะท้อนว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนักลงทุนรายใหญ่หรือกองทุนสถาบันเท่านั้น
กลไกดังกล่าวทำให้เกิดวงจรที่เร่งตัวเอง กล่าวคือ ราคาหุ้นลดลงทำให้เกิด Margin Call จากนั้นการบังคับขายทำให้ราคาหุ้นลดลงต่อ และนำไปสู่การเรียกหลักประกันจากนักลงทุนกลุ่มใหม่เพิ่มเติม
แรงขายในช่วงท้ายจึงไม่ได้สะท้อนเพียงความเห็นว่าหุ้นมีราคาแพงหรือกำไรบริษัทต่ำกว่าคาด แต่เป็นแรงขายจากผู้ที่ไม่มีทางเลือกและจำเป็นต้องปิดสถานะเพื่อชำระหนี้
นี่คือเหตุผลที่ตลาดสามารถร่วงลงได้อย่างรุนแรง แม้ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จำนวนหนึ่งยังอยู่ในระดับสูง
รัฐบาลเปิดทางหายนะ ปล่อยเลเวอเรจเร่งตลาดพัง
ทางการเกาหลีใต้เพิ่งอนุญาตให้มีกองทุน ETF แบบเลเวอเรจที่อ้างอิงหุ้นรายตัวภายในประเทศในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม แต่หลังตลาดเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง หน่วยงานกำกับกลับต้องเร่งระงับการจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่และออกมาตรการควบคุมเพิ่มเติม
มาตรการที่ประกาศรวมถึงการกำหนดให้บุคคลลงทุนใน ETF แบบเลเวอเรจรายหุ้นได้ไม่เกิน 20% ของสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมด เพิ่มเงินฝากขั้นต่ำสำหรับซื้อขายเป็น 30 ล้านวอน รวมถึงเพิ่มต้นทุนสำหรับการซื้อขายที่มากเกินไป
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเกาหลีใต้ยังกล่าวขอโทษต่อการนำผลิตภัณฑ์เลเวอเรจเข้าสู่ตลาดอย่างเร่งรีบ ท่ามกลางแรงกดดันจากประชาชนและฝ่ายการเมืองที่ตั้งคำถามว่า หน่วยงานกำกับประเมินความเสี่ยงต่อผู้ลงทุนรายย่อยเพียงพอหรือไม่
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่ามาตรการที่ออกมาอาจยังไม่สามารถหยุดความเสียหายได้ทั้งหมด เพราะนักลงทุนยังสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์เลเวอเรจที่จดทะเบียนในตลาดต่างประเทศ และข้อจำกัดหลายอย่างเกิดขึ้นหลังประชาชนจำนวนมากได้รับความเสียหายไปแล้ว
ถอดบทเรียนก่อนความเสียหายลุกลามถึงตลาดไทย
บทเรียนแรกคือ บริษัทที่ดีไม่ได้หมายความว่าหุ้นจะซื้อได้ในทุกราคา เพราะราคาหุ้นไม่ได้สะท้อนเพียงกำไรในปัจจุบัน แต่รวมความคาดหวังต่อกำไรในอนาคตไว้ด้วย ยิ่งนักลงทุนคาดหวังสูง พื้นที่สำหรับความผิดหวังก็ยิ่งมาก
บทเรียนที่สองคือ ดัชนีที่ปรับขึ้นไม่ได้แปลว่าหุ้นทั้งตลาดมีพื้นฐานแข็งแรง หากการปรับขึ้นเกิดจากหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท ตลาดจะมีความเปราะบางต่อการกลับทิศของหุ้นเหล่านั้นมากเป็นพิเศษ
บทเรียนสุดท้ายและสำคัญที่สุดคือ การใช้เลเวอเรจสามารถเปลี่ยนการขาดทุนจากการลงทุนให้กลายเป็นวิกฤตทางการเงินส่วนบุคคล
นักลงทุนที่ซื้อหุ้นด้วยเงินสดอาจยังมีเวลารอให้ราคาหรือผลประกอบการฟื้นตัว แต่ผู้ที่กู้เงินมาลงทุนอาจถูกบังคับขายก่อนถึงวันนั้น และอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด รวมถึงเหลือภาระหนี้ที่ต้องชำระต่อไป
ท้ายที่สุด ตลาดหุ้นเกาหลีใต้กำลังส่งคำเตือนว่า สิ่งที่อันตรายอาจไม่ใช่การมองเห็นอนาคตของ AI ผิดทั้งหมด แต่คือการเชื่อว่าอนาคตนั้นจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่มีความเสี่ยง และนำเงินที่กู้ยืมมาเดิมพันกับความเชื่อนั้นมากเกินไป ดูน้อยลง


