เมื่อความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่เพียงราคาหุ้นที่ร่วงลง แต่ลุกลามไปถึงเงินเก็บและหนี้สินของประชาชนจำนวนมาก วิกฤตหุ้นเกาหลีครั้งนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงความโลภหรือความผิดพลาดของนักลงทุนรายย่อยเท่านั้น
แต่ยังเปิดคำถามถึงนโยบายของรัฐที่เร่งเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงมาร์จินและผลิตภัณฑ์เลเวอเรจความเสี่ยงสูง ในช่วงที่ตลาดกำลังร้อนแรง ก่อนจะเร่งออกมาตรการควบคุมเมื่อความเสียหายลุกลามไปแล้ว
เบื้องหลังบัญชีที่ถูก Margin Call มากกว่า 1.2 ล้านบัญชี จึงเต็มไปด้วยเรื่องราว และคำถามว่า
เหตุใดจึงเปิดประตูรับความเสี่ยงก่อน แล้วค่อยสร้างรั้วหลังประชาชนได้รับความเสียหาย?
เหตุการณ์ในครั้งนี้นักลงทุนที่ได้รับผลกระทบหนักไม่ได้มีเฉพาะนักเก็งกำไรมืออาชีพ แต่รวมถึงคนหนุ่มสาว ผู้เกษียณ พ่อแม่ และครอบครัวทั่วไปที่กู้เงินเข้าตลาด ขณะที่ความไม่พอใจลุกลามจากชุมชนออนไลน์ไปสู่การนำพวงหรีดประมาณ 40 พวงไปวางหน้ารัฐสภา พร้อมข้อความกล่าวหารัฐบาลว่า “สังหารนักลงทุนรายย่อย”
ดราม่าเม่าเกาหลี ฝันรวยสู่พอร์ตแตกหมดตัว
ท่ามกลางความเสียหายที่กระจายไปยังบัญชีลงทุนมากกว่า 1.2 ล้านบัญชี เรื่องราวของนักลงทุนหลายรายถูกเผยแพร่และส่งต่ออย่างกว้างขวางในชุมชนออนไลน์ของเกาหลีใต้
เงินเก็บ 40 ปีสูญเกือบหมด
หนึ่งในกรณีที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์เกาหลี เป็นเรื่องของนักลงทุนรายหนึ่งที่อ้างว่า นำเงินเก็บที่สะสมมาตลอด 40 ปี รวมถึงเงินที่ได้จากการขายบ้าน เข้าลงทุนในกองทุน ETF แบบเลเวอเรจที่อ้างอิงหุ้น SK Hynix หลังเชื่อมั่นต่อทิศทางอุตสาหกรรมชิปและผลิตภัณฑ์การลงทุนที่รัฐบาลเปิดทางให้ซื้อขาย
จากภาพบัญชีที่เจ้าตัวเผยแพร่ ระบุว่ามีต้นทุนลงทุนรวมประมาณ 2.798 พันล้านวอน แต่เมื่อขายออกได้รับเงินคืนเพียงประมาณ 594 ล้านวอน ส่งผลให้ขาดทุนกว่า 2.204 พันล้านวอน หรือประมาณ 78.7%
เจ้าของโพสต์ระบุว่า “ผมไม่รู้ว่าทุกอย่างเริ่มผิดพลาดตั้งแต่ตรงไหน เพราะเชื่อรัฐบาล ผมจึงซื้อผลิตภัณฑ์เลเวอเรจที่อ้างอิงหุ้น SK Hynix ทันทีที่เปิดตัว”
“ผมถึงขั้นขายบ้าน เพื่อนำเงินมาลงทุน”
“ตอนนี้ผมมีแต่ความรู้สึกเสียใจ และโทษตัวเองอย่างที่สุด”
“ผมควรทำอย่างไรดี มันไม่มีหนทางเหลือแล้วจริง ๆ หรือ”
“แทบหายใจไม่ออก” นักศึกษาวัย 24 ปี จากพอร์ต 300 ล้านวอน สู่วันพอร์ตแตก
อี ซึงโฮ นักศึกษามหาวิทยาลัยวัย 24 ปีในกรุงโซล เล่าว่า เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินประมาณ 20 ล้านวอน ซึ่งเก็บสะสมไว้ระหว่างรับราชการทหาร
เพียงแตะปุ่มเล็ก ๆ บนแอปซื้อขาย เขาก็สามารถเปิดวงเงินมาร์จิน เพิ่มกำลังซื้อได้ถึง 5 เท่าของเงินทุน ก่อนเปลี่ยนเงินเก็บก้อนนั้นให้กลายเป็นพอร์ตมูลค่าเกือบ 300 ล้านวอน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 15 เท่า
“ช่วงประมาณเดือนมีนาคม 2026 ผมเปลี่ยนเงิน 20 ล้านวอนให้กลายเป็นเกือบ 300 ล้านวอน เพิ่มขึ้นประมาณ 15 เท่า ในช่วงที่มันเติบโตอย่างรุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ”
“สุดท้าย เงิน 300 ล้านวอนนั้นลดกลับลงไปเป็นศูนย์ ทำให้ผมไม่เหลืออะไรเลย มันร่วงลงอย่างรุนแรงพอ ๆ กับตอนที่มันเพิ่มขึ้น”
“ผมหายใจไม่ออกจริง ๆ”
“แต่ผมยังจะใช้เงินกู้มาร์จินต่อไป”
เหตุผลสำคัญคือ เขายังเชื่อว่าการใช้เลเวอเรจเป็นเส้นทางที่ช่วยให้คนหนุ่มสาวสร้างทรัพย์สินได้เร็วกว่าการออมตามปกติ
“หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวน และถ้าความผันผวนนั้นเคลื่อนไปในทิศทางขาขึ้น มันก็ช่วยให้เราสร้างความมั่งคั่งได้อย่างรวดเร็ว”
“ถ้าผมใช้เลเวอเรจห้าเท่า ผมก็สามารถสร้างความมั่งคั่งได้เร็วกว่าคนอื่นห้าเท่า”
เขายังเปรียบเทียบการลงทุนด้วยเลเวอเรจกับเกมโป๊กเกอร์ว่า
“ถ้าคุณทุ่มหมดหน้าตักทุกครั้ง สุดท้ายคุณก็ต้องแพ้”
“แต่ถ้าคุณมีวินัย และนำเงินลงไปเฉพาะตอนที่โอกาสทางคณิตศาสตร์เป็นประโยชน์กับคุณอย่างมาก การถูกล้างพอร์ตซ้ำ ๆ ในการเดิมพันครั้งเดียวก็เกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก”
จากเรื่องส่วนบุคคลสู่ความโกรธแค้นรัฐบาล
ความไม่พอใจจึงลุกลามออกจากหน้าจอซื้อขายไปสู่พื้นที่สาธารณะ นักลงทุนส่งพวงหรีดประมาณ 40 ีพวงไปวางหน้ารัฐสภา พร้อมข้อความโจมตีว่ารัฐบาล “สังหารนักลงทุนรายย่อย” เพื่อสื่อว่า นโยบายของรัฐไม่ได้เพียงล้มเหลวในการควบคุมความเสี่ยง แต่ยังปล่อยให้ประชาชนจำนวนมากเข้าไปอยู่ในผลิตภัณฑ์เสี่ยงก่อนเปลี่ยนกติกาอย่างกะทันหัน
เมื่อหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้น ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สร้างภาพว่าความมั่งคั่งสามารถเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อทิศทางตลาดกลับตัว กลไกเลเวอเรจ การเรียกหลักประกัน และการขายบังคับกลับทำให้ความเสียหายลุกลามเร็วกว่าการลงทุนในหุ้นตามปกติหลายเท่า
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ความไม่พอใจพุ่งตรงไปยังรัฐบาลและหน่วยงานกำกับ นักลงทุนมองว่า รัฐเป็นผู้อนุญาตผลิตภัณฑ์เลเวอเรจหุ้นรายตัวเข้าสู่ตลาด และเคยสนับสนุนบรรยากาศตลาดขาขึ้น แต่กลับเร่งออกข้อจำกัดหลังประชาชนจำนวนมากติดอยู่ในสถานะขาดทุนแล้ว


