SET ปิดที่ 1,598.11 จุด ลดลง 26.36 จุด (-1.62%) มูลค่าซื้อขาย 112,047.42 ล้านบาท นักวิเคราะห์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยปรับฐานจากแรงขาย DELTA นำกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มแบงก์ปรับลง ประกอบกับ บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอายุ 30 ปีกดดันสินทรัพย์เสี่ยง หลังประธานเฟดส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยไม่ชัดเจน แต่ตลาดเก็งขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้ง ขณะที่สงครามกลับมาขยายวงกว้างดันต้นทุนเพิ่ม ให้แนวรับสำคัญ 1,580 จุด แนวต้าน 1,600-1,610 จุด
การซื้อขายวันนี้ เปิดตลาดปรับตัวลงลึกตลอดวัน โดยทำจุดต่ำสุดที่ 1,587.29 จุด และทำจุดสูงสุดที่ 1,616.06 จุด
ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 152 หลักทรัพย์ ลดลง 307 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 193 หลักทรัพย์
โดยแบ่งเป็นการซื้อขายนักลงทุน ดังนี้คือ
สถาบัน ขายสุทธิ 10,285.02 ล้านบาท
บัญชี บล. ขายสุทธิ 3,424.73 ล้านบาท
ต่างประเทศ ขายสุทธิ 1,664.67 ล้านบาท
ในประเทศ ซื้อสุทธิ 6,355.57 ล้านบาท
สำหรับหุ้น 5 อันดับที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุดคือ
DELTA ปิดที่ 264.00 บาท ลดลง 21.00 บาท หรือ 7.37% มูลค่าซื้อขาย 11,119.73 ล้านบาท
TRUEปิดที่ 14.60 บาท เพิ่มขึ้น 0.70 บาทหรือ 5.04% มูลค่าซื้อขาย 8,388.13 ล้านบาท
KBANK ปิดที่ 242.00 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าซื้อขาย 5,884.09 ล้านบาท
KTB ปิดที่ 42.75 บาท ลดลง 0.75 บาทหรือ 1.72% มูลค่าซื้อขาย 4,879.70 ล้านบาท
GULF ปิดที่ 65.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.77% มูลค่าซื้อขาย 4,817.96 ล้านบาท
นายณรงค์เดช จันทรไพศาล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ดิ่งลงอย่างหนัก ปัจจัยหลักจากแรงเทขายหุ้น DELTA นำกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์กดดัชนีลงไปมาก ตลาดกังวลการลงทุน AI (Capex) ทำให้หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องและ Semiconductor ลงไปแรง โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกาหลีที่นักลงทุนใช้ Leverage สูงเกินไป ขณะที่บ้านเราหุ้น DELTA, HANA, KCE ลงไปมาก และกลุ่มแบงก์รับแรงขายทำกำไรหลังขึ้นมาระดับหนึ่ง ส่งผลให้ภาพรวมเป็นการปรับฐานใหญ่ ประเมินว่าตลาดน่าจะรอดูงบไตรมาส 2/69 ของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่
ส่วนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ได้แย่กว่าคาด เพราะมีมติคงดอกเบี้ย แต่สิ่งที่กดดันคือประธานเฟดแสดงท่าทีไม่ชัดเจน ขณะที่ Fed Watch Tool คาดเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) อายุ 30 ปีขึ้่นมามากว่าอายุ 10 ปี และ 2 ปี ส่งผลกดดันสินทรัพย์เสี่ยง
ด้านสงครามตะวันออกกลางยังกลับมาเป็นปัจจัยลบ แต่มองว่าเรื่องนี้ตลาดรับรู้มามากแล้ว เป็นเพียง Noise ที่เข้ามาเพิ่ม และเป็น New Normal ที่ราคาพลังงานปรับขึ้นไป ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น มาตรการทางการเงินตึงตัว Capex เร่งลงทุนต้นทุนสูงตามมา เป็นปัจจัยทำให้ upside จำกัด
แนวโน้มวันพรุ่งนี้ตลาดมีโอกาสปรับลงมากกว่า แต่อาจมีเทคนิคเคิลรีบาวด์ และยังต้องติดตามทิศทางตลาดหุ้นเกาหลีใต้
พร้อมให้แนวรับสำคัญ 1,580 จุด แนวต้าน 1,600-1,610 จุด


