หน่วยงานกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตออสเตรเลียยื่นฟ้องศาลเอาผิด Telegram ฐานละเลยปล่อยให้มีการเผยแพร่เนื้อหาสนับสนุนการก่อการร้าย ท่ามกลางกระแสกดดันจากหลายประเทศที่เล็งจัดระเบียบแพลตฟอร์มระดับโลก ประเด็นนี้นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของ พาเวล ดูรอฟ (Pavel Durov) ซีอีโอผู้ก่อตั้ง ที่กำลังเผชิญวิบากกรรมทางกฎหมายรอบด้านทั้งในรัสเซียและฝรั่งเศส
คณะกรรมาธิการความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์แห่งออสเตรเลีย (eSafety) เปิดฉากคดีแพ่งต่อ Telegram ในศาลรัฐบาลกลางเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ข้อกล่าวหาหลักมุ่งเป้าไปที่การละเมิดกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ระดับชาติ ฐานเพิกเฉยต่อการจัดการเนื้อหาที่สนับสนุนการก่อการร้าย หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง แพลตฟอร์มส่งข้อความยอดฮิตนี้อาจต้องเผชิญโทษปรับสูงสุดถึง 54.6 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 35.8 ล้านดอลลาร์
จากการสืบสวนตลอดหนึ่งปีเต็ม หน่วยงานกำกับดูแลพบว่า Telegram ปล่อยให้เนื้อหาผิดกฎหมายปรากฏบนแพลตฟอร์มนานถึงสามสัปดาห์แม้จะรับทราบข้อร้องเรียนแล้ว นอกจากนั้นระบบของบริษัทยังล้มเหลวในการตรวจจับภาพเหตุการณ์รุนแรงในอดีต เช่น เหตุกราดยิงมัสยิดในไครสต์เชิร์ชเมื่อปี 2562 และเหตุกราดยิงในบัฟฟาโลปี 2565 สะท้อนถึงช่องโหว่ร้ายแรงในระบบคัดกรองเนื้อหา
ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวัน หน่วยความมั่นคงกลางรัสเซีย (FSB) เพิ่งตั้งข้อหาเขาฐานอำนวยความสะดวกแก่กิจกรรมก่อการร้าย พร้อมเตรียมขึ้นบัญชีประกาศจับสากล ย้อนกลับไปในเดือนสิงหาคมปี 2567 ทางการฝรั่งเศสได้จับกุมตัวเขาในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกระจายเนื้อหาผิดกฎหมายผ่าน Telegram เช่นกัน
ขณะที่ฝั่ง Telegram ยังไม่มีแถลงการณ์เป็นทางการเกี่ยวกับคดีในออสเตรเลีย ทว่าบัญชีทางการบนแพลตฟอร์ม X ของบริษัทได้โพสต์วิดีโอสั้นพร้อมคำบรรยายเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงออก ท่าทีนี้สอดคล้องกับจุดยืนของ พาเวล ดูรอฟ ที่เคยเตือนเมื่อเดือนตุลาคมปี 2568 ว่ารัฐบาลทั่วโลกกำลังลิดรอนอิสรภาพบนอินเทอร์เน็ต และเปลี่ยนพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นเครื่องมือควบคุมเบ็ดเสร็จ
สัญญาณสำคัญที่นักลงทุนและภาคธุรกิจเทคโนโลยีต้องจับตาคือ ท่าทีของรัฐบาลทั่วโลกที่เริ่มหมดความอดทนกับแนวคิดเสรีภาพไร้ขอบเขตของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้นในหลายภูมิภาคกำลังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการกำกับดูแลพื้นที่ดิจิทัล สิ่งนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทเทคโนโลยี และอาจลุกลามไปถึงความเชื่อมั่นในชุมชนคริปโตที่มักพึ่งพาแอปพลิเคชันที่มีความเป็นส่วนตัวสูงเหล่านี้เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารและการทำธุรกรรมในระบบนิเวศน์กระจายศูนย์


