กรณีสำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวโทษ Bitkub Online จากการปกปิดเหตุแฮ็กเมื่อกว่า 5 ปีก่อน กลายเป็นประเด็นร้อนที่จุดคำถามเรื่องธรรมาภิบาลของธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทยอีกครั้ง "ธนานนท์ ปฏิญญาศักดิกุล" หรือ 9arm มองว่า Bitkub ไม่ใช่ตัวอย่างที่เลวร้ายที่สุด แต่ก็ห่างไกลจากมาตรฐานการบริหารวิกฤตระดับโลก พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความย้อนแย้งของคำชี้แจง การสื่อสารองค์กร และคำถามสำคัญว่า "ความเชื่อมั่น" ที่สูญเสียไป จะสามารถเรียกคืนได้จริงหรือไม่
คดีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด และอดีตกรรมการในข้อหายื่นข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อปกปิดเหตุการณ์ถูกแฮ็กเมื่อกว่า 5 ปีก่อน ยังคงสร้างแรงกระเพื่อมต่อวงการสินทรัพย์ดิจิทัลไทยอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด "ธนานนท์ ปฏิญญาศักดิกุล" หรือ 9arm ครีเอเตอร์ด้านเทคโนโลยี เจ้าของช่อง YouTube ที่มีผู้ติดตามกว่า 1.25 ล้านราย ได้นำประเด็นดังกล่าวมาวิเคราะห์ผ่านการไลฟ์สตรีม หลัง ก.ล.ต. ยื่นกล่าวโทษทางอาญาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ข้อสรุปของเขาไม่ได้ตัดสินว่า Bitkub เป็น "ผู้ร้าย" ของวงการ แต่ก็ไม่ได้ยกให้เป็น "ต้นแบบ" ของการบริหารวิกฤตเช่นกัน
"ถ้าจะจัดลำดับ Bitkub ผมมองว่าอยู่ตรงกลาง ระหว่าง ByBit ที่รับมือวิกฤตได้ระดับ Masterclass กับ Zipmex ที่สุดท้ายล้มเหลวจนแทบไม่เหลืออะไร"
ประโยคดังกล่าวสะท้อนมุมมองที่พยายามแยกแยะระหว่าง "การบริหารวิกฤต" กับ "ความรับผิดชอบต่อกฎระเบียบ" ซึ่งแม้จะเกี่ยวพันกัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ย้อนเหตุการณ์ 5 ปีที่ถูกซ่อนจากสายตาสาธารณะ
ต้นตอของคดีเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2564 เมื่อ Bitkub ถูกแฮ็กจนสูญเสียสินทรัพย์ดิจิทัล 16 ประเภท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,700 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม รายงานเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิรายวัน (แบบ ดจ.1) ที่บริษัทจัดส่งให้ ก.ล.ต. ระหว่างวันที่ 10 พฤษภาคม ถึง 30 ตุลาคม พ.ศ. 2564 กลับไม่สะท้อนความเสียหายดังกล่าว
Bitkub ใช้เวลาประมาณ 6 เดือนในการจัดหาสินทรัพย์กลับมาเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย และสามารถชดเชยได้ครบภายในวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ทำให้ลูกค้าไม่ได้รับผลกระทบทางการเงินโดยตรง
แต่การที่ลูกค้าไม่สูญเสียเงิน ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการดำเนินงานจะไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย
ประเด็นที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษ จึงไม่ใช่เรื่อง "ถูกแฮ็ก" หากแต่เป็นข้อกล่าวหาว่าบริษัทและผู้บริหารยื่นข้อมูลอันเป็นเท็จต่อหน่วยงานกำกับ เพื่อปกปิดเหตุการณ์ดังกล่าว
ผู้ที่ถูกกล่าวโทษประกอบด้วย บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด พร้อมอดีตกรรมการ 2 ราย ได้แก่ สกลกรย์ สระกวี และทวีทรัพย์ ราวรรณ์
เหตุผลของการปกปิดข้อมูลการถูกแฮ็กอ้างว่าป้องกัน "Bank Run"
คำอธิบายจากฝั่ง Bitkub ระบุว่า การไม่เปิดเผยเหตุการณ์ในทันที มีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตื่นตระหนกในหมู่ลูกค้า
หากประกาศว่าบริษัทถูกแฮ็กในช่วงที่ยังจัดหาสินทรัพย์มาทดแทนไม่ครบ อาจเกิดการแห่ถอนสินทรัพย์พร้อมกัน หรือภาวะ "Bank Run" จนทำให้สถานการณ์ลุกลามและส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานทั้งหมด
มุมมองดังกล่าวสะท้อนการตัดสินใจที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพคล่องของระบบเป็นอันดับแรก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็แลกมาด้วยการละเลยหลักการเปิดเผยข้อมูลต่อหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของธรรมาภิบาลในภาคการเงิน
9arm ชี้สารสื่อสาร "สอบผ่าน" แต่ต้นเหตุของปัญหา "สอบตก"
9arm แยกการประเมินออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน
ในด้านการสื่อสาร เขามองว่าคำชี้แจงของ "สกลกรย์ สระกวี" หลังเรื่องถูกเปิดเผย ถือว่าทำได้ดีในระดับหนึ่ง เพราะอธิบายเหตุผลอย่างตรงไปตรงมา ยอมรับว่าตัดสินใจเก็บเรื่องไว้เพื่อปกป้องลูกค้า พนักงาน และบริษัท
อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าหัวใจของปัญหาไม่ได้อยู่ที่การชี้แจงภายหลัง
แต่คือการที่ระบบรักษาความปลอดภัยปล่อยให้เกิดเหตุแฮ็กขึ้นตั้งแต่แรก
"ประเด็นที่ควรถูกตั้งคำถามจริง ๆ คือ เหตุใดระบบจึงถูกเจาะได้ และองค์กรมีการบริหารความเสี่ยงเพียงพอหรือไม่ มากกว่าจะถกเถียงกันเฉพาะเรื่องการแถลงข่าว"
อีกจุดที่เขาตั้งข้อสังเกต คือความไม่สอดคล้องกันของการสื่อสารองค์กร
ในขณะที่สกลกรย์ใช้ท่าทีสุภาพ ยอมรับความผิดพลาด และแสดงความรับผิดชอบ แต่บัญชี X (เดิมคือ Twitter) อย่างเป็นทางการของ Bitkub กลับตอบโต้เสียงวิจารณ์ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวในหลายกรณี
9arm มองว่าความแตกต่างของโทนการสื่อสารเช่นนี้ อาจสะท้อนถึงการขาดเอกภาพในการบริหารภาพลักษณ์องค์กร และเป็นสิ่งที่ทีมสื่อสารควรทบทวนอย่างจริงจัง
คำชี้แจงที่ยังมี "ช่องว่าง"
อีกประเด็นที่ 9arm มองว่าน่าสนใจ คือรายละเอียดบางส่วนในคำชี้แจงที่ดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกัน
ด้านหนึ่ง Bitkub ระบุว่า ผู้ร่วมก่อตั้งหลายคนมีบทบาทในการจัดหาสินทรัพย์เข้ามาชดเชยความเสียหายของลูกค้า
แต่อีกด้านหนึ่ง สกลกรย์กลับระบุว่า การตัดสินใจปกปิดเหตุการณ์เป็นการตัดสินใจของตนเองเพียงคนเดียว และไม่มีผู้ใดรับรู้หรือมีส่วนร่วม
9arm ระบุว่าสองข้อความนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า หากมีการระดมทรัพยากรจากผู้ร่วมก่อตั้งหลายคนเพื่อชดเชยความเสียหาย จะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดที่ไม่มีผู้ใดรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่านี่เป็นเพียง "ข้อสังเกต" ไม่ใช่ข้อสรุป และยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจดังกล่าว
เปรียบเทียบกับ ByBit วิกฤตที่กลายเป็นบทเรียนระดับโลก
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น 9arm ยกกรณีของ ByBit มาเปรียบเทียบ
ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ByBit ถูกโจมตีผ่านช่องโหว่ Blind Signing สูญเสียสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าความเสียหายของ Bitkub หลายเท่าตัว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างคือ ByBit เปิดเผยเหตุการณ์ทันทีหลังตรวจพบความผิดปกติ พร้อมประสานความร่วมมือกับผู้ให้บริการรายอื่นเพื่อเสริมสภาพคล่อง และเร่งดำเนินมาตรการคุ้มครองลูกค้า
สุดท้ายบริษัทสามารถคืนสินทรัพย์ให้ผู้ใช้งานได้ครบถ้วน พร้อมรักษาความเชื่อมั่นของตลาดไว้ได้
9arm จึงยกกรณีนี้เป็น "Masterclass" ของการบริหารวิกฤตในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะแสดงให้เห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลอย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความล่มสลายขององค์กร หากมีแผนรับมือที่รัดกุมและมีสภาพคล่องเพียงพอ
อีกด้านหนึ่งคือ Zipmex บทเรียนของความล้มเหลว
ในอีกฟากของสมการ 9arm ยกกรณี Zipmex ซึ่งประสบปัญหาทางการเงินจนล้มเหลวในปี พ.ศ. 2565
ความเสียหายมีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับเป็นคดีพิเศษ และแม้เวลาจะผ่านมาหลายปี ผู้เสียหายจำนวนมากยังไม่สามารถเรียกคืนทรัพย์สินได้ครบ
ล่าสุด เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้เสียหายดำเนินคดีแบบกลุ่ม ส่งผลให้เส้นทางการเรียกร้องสิทธิยังเต็มไปด้วยอุปสรรค
สำหรับ 9arm กรณีของ Zipmex จึงเป็นตัวอย่างของวิกฤตที่ไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งในมิติของสภาพคล่อง การบริหารจัดการ และการฟื้นฟูความเชื่อมั่น
คำถามที่ไม่มีใครตอบแทนลูกค้าได้
ช่วงท้ายของการวิเคราะห์ 9arm ไม่ได้ฟันธงว่า Bitkub ตัดสินใจถูกหรือผิดทั้งหมด แต่เลือกที่จะไม่ตอบคำถาม พร้อมกันโยนคำถามกลับไปยังสังคม เพื่อให้แต่ละคนชั่งน้ำหนักด้วยตนเอง
คำถามแรก หากบริษัทถูกแฮ็ก ลูกค้าควรได้รับการแจ้งความจริงทันที แม้จะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแห่ถอนสินทรัพย์หรือไม่
คำถามที่สอง หากบริษัทเลือกเก็บข้อมูลไว้ชั่วคราว เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและปกป้องผลประโยชน์ของลูกค้า ก่อนออกมายอมรับความจริงในภายหลัง แนวทางเช่นนี้สามารถยอมรับได้เพียงใด
และคำถามสุดท้าย เมื่อรับรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว ลูกค้าจะยังคงไว้วางใจและใช้บริการแพลตฟอร์มเดิมต่อไปหรือไม่
คำถามทั้งสามอาจไม่มีคำตอบที่เป็นเอกฉันท์ แต่สะท้อนโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล นั่นคือ ในวันที่เทคโนโลยีสามารถเยียวยาความเสียหายทางการเงินได้ ความเสียหายต่อ "ความเชื่อมั่น" อาจเป็นต้นทุนที่ฟื้นคืนได้ยากยิ่งกว่า
ก่อนจบการไลฟ์ 9arm ทิ้งท้ายด้วยอารมณ์ขันว่า เขาหวังว่าหลังจากคลิปนี้เผยแพร่ออกไป ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขา คุณท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้ง Bitkub และสกลกรย์ สระกวี จะยังคงเป็นไปตามปกติ แม้การวิเคราะห์ครั้งนี้จะตั้งคำถามกับหลายประเด็นที่สังคมกำลังจับตาอย่างเข้มข้นก็ตาม


