xs
xsm
sm
md
lg

ไทม์ไลน์บิทคับ "ความลับ 1,700 ล้าน กับ 5 ปีแห่งการปกปิด" สู่วันที่ ก.ล.ต. ลงดาบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เดือนพฤษภาคม 2564 ขณะที่ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีไทยกำลังร้อนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ที่สุดของประเทศถูกแฮ็กจนสูญเสียสินทรัพย์มูลค่าราว 1,700 ล้านบาท แต่โลกภายนอกแทบไม่มีใครรู้ เพราะภายในไม่กี่วันหลังเกิดเหตุ ผู้บริหารได้ตัดสินใจอุดช่องโหว่ด้วยเงินส่วนตัวและปิดปากเรื่องราวทั้งหมดไว้ กว่าความจริงจะปรากฏต่อสาธารณะในรูปแบบของคดีอาญา ก็ต้องรอถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 หรือกว่า 5 ปีให้หลัง นี่คือไทม์ไลน์ฉบับเต็มของเรื่องราวที่เชื่อมโยงตั้งแต่ปัญหาระบบล่ม การตัดสินใจปกปิดข้อมูล ไปจนถึงดีลประวัติศาสตร์กับกลุ่ม SCBX ที่ล่มไม่เป็นท่า

จุดเริ่มต้นของวิกฤติ ก่อนวันแฮ็กหลายเดือน

ย้อนกลับไปต้นปี 2564 Bitkub ในฐานะศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ที่สุดของไทยกำลังเผชิญกับการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ราคาบิทคอยน์ที่พุ่งทะยานในช่วงปลายปี 2563 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2564 ทำให้มีนักลงทุนหน้าใหม่แห่เปิดบัญชีและเข้ามาซื้อขายบนแพลตฟอร์มเป็นจำนวนมหาศาลในเวลาอันสั้น รายได้ของบริษัทซึ่งอยู่ที่ราว 3 ล้านบาทในปี 2561 ขยับเป็น 30 ล้านบาทในปี 2562 และ 300 ล้านบาทในปี 2563 ก่อนจะพุ่งไปแตะระดับ 3,280 ล้านบาทในช่วงสามไตรมาสแรกของปี 2564 เพียงปีเดียว

แต่การเติบโตที่รวดเร็วเกินกว่าโครงสร้างพื้นฐานจะรองรับได้ ก็นำมาซึ่งปัญหาทันที ระบบซื้อขายของ Bitkub เกิดการหยุดชะงักถึงสามครั้งในเดือนมกราคม 2564 คือวันที่ 2 วันที่ 3 และวันที่ 16 มกราคม ทำให้ลูกค้าจำนวนมากไม่สามารถทำธุรกรรมได้ตามปกติในช่วงเวลาสำคัญของตลาด และมีเรื่องร้องเรียนหลั่งไหลเข้าสู่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นจำนวนมาก

คณะกรรมการ ก.ล.ต. ในการประชุมครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 มีมติให้ Bitkub ส่งแผนการแก้ไขและดำเนินการแก้ไขระบบงานที่เป็นปัญหาให้แล้วเสร็จภายใน 5 วันนับจากวันดังกล่าว พร้อมกับมีคำสั่งระงับการรับลูกค้าใหม่ชั่วคราว จนกว่า Bitkub จะพิสูจน์ได้ว่าระบบมีความเสถียรเพียงพอ ซึ่งข้อจำกัดนี้ถูกยกเลิกในเดือนเมษายน 2564 หลังบริษัทยื่นแผนแก้ไขและดำเนินการตามที่ ก.ล.ต. กำหนด

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้นเอง ก.ล.ต. ยังได้สั่งปรับ Bitkub รวม 3.9 ล้านบาทจากความผิด 8 กรณี ครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาระบบหยุดชะงัก การให้บริการลูกค้าที่ไม่เพียงพอ การไม่ปฏิบัติตามกฎการซื้อขาย ไปจนถึงการจัดการทรัพย์สินลูกค้าที่ไม่เหมาะสม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของบริษัทไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องเทคนิคของระบบซื้อขายเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึงกระบวนการกำกับดูแลภายในที่ตามไม่ทันการเติบโตของธุรกิจ

กล่าวได้ว่า ณ ช่วงเวลาไม่กี่เดือนก่อนเหตุการณ์แฮ็กครั้งใหญ่ในเดือนพฤษภาคม Bitkub อยู่ในสภาวะที่ระบบงานภายในถูกจับตาอย่างเข้มข้นจากผู้กำกับดูแลอยู่แล้ว และนี่คือบริบทสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนจะไปถึงเหตุการณ์ใหญ่ที่กำลังจะตามมา

วันที่สินทรัพย์ 1,700 ล้านบาทหายไป

วันที่ 10 พฤษภาคม 2564 กลายเป็นวันที่มีนัยสำคัญที่สุดวันหนึ่งในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เมื่อศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของ Bitkub ถูกโจมตีทางไซเบอร์ (Cyberattack) จนเป็นเหตุให้สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าจำนวน 16 สกุลเงินถูกโจรกรรมออกจากระบบ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากพอจะสั่นสะเทือนความเชื่อมั่นทั้งอุตสาหกรรม หากมีการเปิดเผยต่อสาธารณะในเวลานั้น

ตามคำชี้แจงของนายสกลกรย์ สระกวี ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีตกรรมการ Bitkub ที่ออกมาให้ข้อมูลผ่านช่องทางส่วนตัวหลังเหตุการณ์ดังกล่าวถูก ก.ล.ต.เปิดโปงในปี 2569 ระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงตามวันที่กล่าวมา และภายหลังจากนั้นผู้ร่วมก่อตั้งได้นำเงินส่วนตัวไปจัดหาสินทรัพย์ดิจิทัลมาทดแทนให้ลูกค้าจนครบถ้วน โดยเริ่มกระบวนการจัดหาคืนตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2564 ซึ่งเป็นเหตุผลที่ Bitkub ยืนกรานมาตลอดว่าไม่มีลูกค้ารายใดได้รับความเสียหายทางการเงินจากเหตุการณ์นี้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นคดีความในอีกห้าปีต่อมา ไม่ใช่ตัวเหตุการณ์แฮ็กเองที่แม้จะรุนแรงแต่ก็อาจเกิดขึ้นได้กับทุกแพลตฟอร์ม หากแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น นั่นคือกระบวนการรายงานข้อมูลต่อผู้กำกับดูแลในช่วงเวลาที่เหตุการณ์เกิดขึ้นและดำเนินไป

ต้องบันทึกไว้ตรงนี้ว่า รายละเอียดทางเทคนิคของช่องทางที่ผู้โจมตีใช้เจาะเข้าระบบ Hot Wallet ของ Bitkub นั้น ยังไม่ปรากฏการเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการจากบริษัทหรือหน่วยงานกำกับดูแลในรายละเอียดเชิงลึก สิ่งที่ยืนยันได้จากเอกสารของ ก.ล.ต. และคำชี้แจงของอดีตผู้บริหารคือ ผลลัพธ์ของเหตุการณ์ ทั้งจำนวนสกุลเงินดิจิทัลที่ถูกนำออกไปและมูลค่าความเสียหาย มากกว่าจะเป็นกลไกทางเทคนิคเบื้องหลังการโจมตี

ทำไมลูกค้าแทบไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

หัวใจของคดีนี้อยู่ที่การตัดสินใจของผู้บริหาร Bitkub ในขณะนั้น ที่เลือกจะไม่เปิดเผยเหตุการณ์แฮ็กต่อสาธารณะและต่อ ก.ล.ต. อย่างตรงไปตรงมา นายสกลกรย์ยอมรับในภายหลังว่า เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจปกปิดข่าวในครั้งนั้นคือความกังวลว่าหากข่าวการถูกแฮ็กแพร่ออกไปในช่วงเวลาที่ตลาดคริปโตกำลังอยู่ในภาวะอ่อนไหวสูง อาจนำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Bank Run หรือการที่ลูกค้าจำนวนมากแห่ถอนสินทรัพย์ออกจากแพลตฟอร์มพร้อมกันในเวลาอันสั้น ซึ่งอาจสร้างความเสียหายที่ลุกลามใหญ่โตกว่าความเสียหายจากการแฮ็กเดิมเสียอีก

ด้วยตรรกะดังกล่าว ผู้บริหารจึงเลือกเส้นทางที่ต่างออกไป นั่นคือการจัดหาสินทรัพย์มาทดแทนส่วนที่สูญหายไปด้วยเงินทุนส่วนตัวอย่างเงียบๆ โดยไม่รอให้กระบวนการตรวจสอบหรือการรายงานต่อสาธารณะเกิดขึ้นก่อน เป้าหมายคือทำให้บัญชีของลูกค้าทุกคนกลับสู่สภาพปกติเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผลลัพธ์คือ ลูกค้าของ Bitkub ที่มีอยู่กว่า 8 แสนบัญชีในขณะนั้น แทบไม่มีใครรับรู้ว่าแพลตฟอร์มที่ตนฝากสินทรัพย์ไว้เพิ่งประสบเหตุโจรกรรมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ตลาดคริปโทไทย ภาพลักษณ์ภายนอกของ Bitkub ในเวลานั้นยังคงเป็นศูนย์ซื้อขายที่กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เตรียมตัวเข้าสู่ดีลประวัติศาสตร์กับกลุ่มทุนธนาคารรายใหญ่ในอีกไม่กี่เดือนถัดมา

สิ่งที่ Bitkub ทำเบื้องหลังเพื่อกู้คืนสถานการณ์

ตามคำชี้แจงของอดีตกรรมการ กระบวนการกู้คืนความเสียหายเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังนับตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2564 โดยมีการจัดหาสินทรัพย์ดิจิทัลทั้ง 16 สกุลที่สูญหายไปมาทดแทนให้ครบถ้วน ซึ่งกินเวลาต่อเนื่องไปจนถึงปลายเดือนตุลาคมปีเดียวกัน กล่าวคือใช้เวลาราวห้าเดือนครึ่งนับจากวันเกิดเหตุ กว่ากระบวนการฟื้นฟูสินทรัพย์ลูกค้าจะเสร็จสมบูรณ์

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง Bitkub ยังคงต้องนำส่งรายงานทางการเงินตามรอบปกติต่อ ก.ล.ต. อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแบบรายงานเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิรายวัน หรือที่เรียกกันในวงการว่าแบบรายงาน "ดจ.1" ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลทุกรายต้องนำส่งเพื่อยืนยันสถานะทางการเงินและสภาพคล่องของกิจการให้ผู้กำกับดูแลรับทราบอย่างต่อเนื่อง

จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. ในภายหลังพบว่า แบบรายงาน ดจ.1 ที่ Bitkub นำส่งในช่วงระหว่างวันที่ 10 พฤษภาคม ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2564 ซึ่งเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวโดยตรงกับเหตุการณ์แฮ็กและกระบวนการจัดหาสินทรัพย์ทดแทน กลับไม่ปรากฏว่ายอดทรัพย์สินของบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากเหตุการณ์โจรกรรมดังกล่าวแต่อย่างใด ตัวเลขในรายงานยังคงแสดงผลราวกับว่าทุกอย่างเป็นปกติ และทรัพย์สินลูกค้ายังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างครบถ้วนตลอดมา ทั้งที่ในความเป็นจริง เงินมูลค่า 1,700 ล้านบาทได้หายไปจากระบบตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมแล้ว

นี่คือรอยต่อสำคัญที่เปลี่ยนเรื่องราวจาก "เหตุการณ์ความปลอดภัยไซเบอร์ที่ถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว" ให้กลายเป็น "การรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จต่อหน่วยงานกำกับดูแล" ซึ่งมีน้ำหนักทางกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ก.ล.ต. พบอะไรจากเอกสารภายใน


แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2564 ในสมัยของ นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล (วาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 สิ้นสุดวาระ 30 เมษายน 2566) แต่กระบวนการตรวจสอบเชิงลึกของ ก.ล.ต. ที่นำไปสู่การกล่าวโทษในปี 2569 นั้น อาศัยการไล่เรียงเอกสารย้อนหลังในแบบรายงาน ดจ.1 ทุกฉบับที่ Bitkub นำส่งในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงของเหตุการณ์โจรกรรมที่เกิดขึ้นจริง

ผลการตรวจสอบชี้ชัดว่า ในช่วงเวลาที่ครอบคลุมตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม ถึง 30 ตุลาคม 2564 Bitkub ไม่ได้แจ้งข้อมูลผลกระทบจากเหตุโจรกรรมในแบบรายงาน ดจ.1 ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ก.ล.ต. ระบุว่า "พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานลงข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารของนิติบุคคลเพื่อลวงบุคคลอื่น ตามมาตรา 88 (2) แห่งพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561" ซึ่งมีบทกำหนดโทษทางอาญาตามมาตรา 88 วรรคท้าย และยังเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 76 ของกฎหมายฉบับเดียวกันในส่วนของการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต. อีกด้วย

ที่สำคัญ ก.ล.ต. ยังระบุด้วยว่า นายสกลกรย์ สระกวี และนายทวีทรัพย์ ราวรรณ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการของ Bitkub ในขณะนั้น เป็นบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการนำส่งแบบรายงาน ดจ.1 ในช่วงเกิดเหตุ ทั้งสองจึงต้องร่วมรับผิดในฐานะเดียวกับตัวบริษัทตามมาตรา 94 ประกอบมาตรา 76 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว นอกจากนี้ยังพบว่าทั้งสองคนเป็นผู้ลงข้อความเท็จในแบบรายงาน ดจ.1 ด้วยตนเองอีกด้วย

ด้านนายสกลกรย์ได้ออกมาชี้แจงผ่านช่องทางส่วนตัวยอมรับว่าตนเองมีความผิดในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ ณ ขณะนั้น ในฐานะผู้ลงนามและแก้ไขรายงาน ดจ.1 หรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกปิดเหตุการณ์ต่อทั้งสาธารณชนและหน่วยงานกำกับดูแล พร้อมย้ำว่าเจตนาเบื้องหลังคือการป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์ Bank Run ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว

ปมแบบรายงาน ดจ.1 ที่กลายเป็นคดีอาญา

เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมประเด็นเรื่องแบบรายงาน ดจ.1 จึงมีน้ำหนักมากพอจะกลายเป็นคดีอาญา จำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของเอกสารฉบับนี้เสียก่อน เพราะแบบรายงานเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิรายวัน หรือ ดจ.1 คือกลไกสำคัญที่ ก.ล.ต. ใช้ในการติดตามสถานะทางการเงินของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลแบบเรียลไทม์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจลุกลามไปกระทบผู้ลงทุนในวงกว้าง หากศูนย์ซื้อขายรายใดรายหนึ่งประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างฉับพลัน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แบบรายงาน ดจ.1 คือ "เครื่องเตือนภัยล่วงหน้า" ที่ผู้กำกับดูแลใช้เฝ้าระวังความเสี่ยงของอุตสาหกรรม การที่ตัวเลขในรายงานฉบับนี้ไม่สะท้อนความเป็นจริงในช่วงเวลาที่มีการสูญเสียสินทรัพย์มูลค่าถึง 1,700 ล้านบาท จึงเท่ากับเป็นการทำให้กลไกเตือนภัยทั้งระบบล้มเหลวไปโดยปริยาย เพราะ ก.ล.ต. ไม่มีทางล่วงรู้ถึงความเสี่ยงที่แท้จริงที่กำลังเกิดขึ้นกับศูนย์ซื้อขายรายใหญ่ที่สุดของประเทศได้เลย หากไม่ได้รับข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริง

นี่คือเหตุผลที่ ก.ล.ต. เลือกใช้ถ้อยคำว่า ประเด็นสำคัญของคดีนี้ไม่ใช่เรื่อง "การถูกแฮ็ก" ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยที่อาจเกิดขึ้นได้กับผู้ประกอบธุรกิจทุกราย หากแต่เป็นเรื่อง "การรายงานข้อมูลต่อ ก.ล.ต." ในเวลาต่อมาที่ถูกกล่าวหาว่าไม่สะท้อนข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นการกระทำที่มีเจตนาและมีผู้รับผิดชอบที่ระบุตัวได้ชัดเจนกว่าการถูกโจมตีทางไซเบอร์มาก


ทำไมคดีใช้เวลานานกว่า 5 ปี

คำถามที่หลายฝ่ายตั้งขึ้นเมื่อข่าวนี้ฉาวโฉ่ปรากฏขึ้นมาคือ เหตุใดกระบวนการกล่าวโทษทางอาญาจึงเพิ่งเกิดขึ้นในปี 2569 ทั้งที่เหตุการณ์ต้นตอเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2564 หรือกว่าห้าปีก่อนหน้านั้น

คำอธิบายที่ปรากฏจากรายงานข่าวและถ้อยแถลงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้ให้เห็นลักษณะการทำงานของกระบวนการกำกับดูแลตลาดทุนโดยทั่วไป ซึ่งการตรวจสอบเอกสารย้อนหลังในลักษณะนี้มักต้องอาศัยกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐาน การเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่ง และการประสานงานระหว่างหน่วยงานหลายฝ่ายก่อนจะสามารถสรุปเป็นสำนวนกล่าวโทษที่มีน้ำหนักเพียงพอสำหรับการดำเนินคดีอาญาได้ ยิ่งเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับเอกสารทางการเงินจำนวนมากที่ต้องนำมาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์จริงในอดีต ยิ่งต้องใช้เวลาในการตรวจสอบมากขึ้นตามไปด้วย

ในอีกมุมหนึ่ง ต้องไม่ลืมว่าในช่วงเวลาระหว่างปี 2564 ถึง 2569 นั้น ก.ล.ต. เองก็มีการดำเนินการกับ Bitkub ในหลายกรณีคู่ขนานกันไป ทั้งกรณีการสร้างปริมาณเทียมในการซื้อขาย (Wash Trading) ที่ถูกดำเนินการลงโทษไปแล้วในปี 2565 และกรณีการคัดเลือกเหรียญ KUB เข้าซื้อขายที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทรัพยากรการตรวจสอบของหน่วยงานต้องกระจายไปดูแลหลายคดีในเวลาเดียวกัน

ไม่ว่าเหตุผลเชิงกระบวนการจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ระยะเวลาห้าปีที่ผ่านไปนี้ ได้กลายเป็นช่วงเวลาที่ Bitkub เดินหน้าธุรกิจต่อไปตามปกติ รวมถึงเข้าสู่การเจรจาดีลใหญ่กับกลุ่มทุนธนาคาร โดยที่สาธารณชนและนักลงทุนจำนวนมากไม่เคยล่วงรู้ถึงเหตุการณ์แฮ็กครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นเลย

ผลสะเทือนต่อดีล SCBX และภาพลักษณ์บริษัท


หนึ่งในเหตุการณ์คู่ขนานที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลาเดียวกันนี้ คือดีลประวัติศาสตร์ระหว่าง Bitkub กับกลุ่มทุนธนาคารไทยพาณิชย์ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 คณะกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของกลุ่ม SCBX มีมติอนุมัติให้เข้าทำสัญญาซื้อหุ้นในบริษัท Bitkub Online จากบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ในสัดส่วน 51% ของหุ้นทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 17,850 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ Bitkub มีมูลค่ากิจการทะลุระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลายเป็นยูนิคอร์นตัวใหม่ของวงการเทคโนโลยีไทย

ที่น่าสนใจคือ วันที่มีการอนุมัติดีลนี้คือเพียงไม่กี่เดือนหลังจากเหตุการณ์แฮ็กในเดือนพฤษภาคม (ซึ่งเวลานั้นยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลการโดนแฮ็ก) และคาบเกี่ยวโดยตรงกับช่วงเวลาที่ Bitkub กำลังนำส่งแบบรายงาน ดจ.1 ที่ถูกกล่าวหาว่าไม่สะท้อนความเป็นจริงต่อ ก.ล.ต. อยู่พอดี กล่าวคือ ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งของบริษัทกำลังเจรจาดีลการเงินที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตนกับสถาบันการเงินรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ อีกฝ่ายหนึ่งกลับกำลังปกปิดความเสียหายมูลค่า 1,700 ล้านบาทจากผู้กำกับดูแลอยู่เงียบๆ

ดีลนี้ใช้เวลาเจรจาและตรวจสอบยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก จากกำหนดเดิมที่คาดว่าจะปิดดีลได้ภายในไตรมาสแรกของปี 2565 กลับต้องเลื่อนออกไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนดชัดเจน ท่ามกลางความเข้มงวดที่เพิ่มขึ้นของ ก.ล.ต. ต่อ Bitkub ในหลายด้าน ทั้งกรณี Wash Trading ที่ ก.ล.ต. สั่งปรับรวม 24.16 ล้านบาทและสั่งห้ามนายสกลกรย์ดำรงตำแหน่งผู้บริหารเป็นเวลา 12 เดือนในช่วงกลางปี 2565 รวมถึงประเด็นการคัดเลือกเหรียญ KUB เข้าซื้อขายที่ ก.ล.ต. สั่งให้แก้ไข

ในที่สุด วันที่ 25 สิงหาคม 2565 คณะกรรมการ SCBS ในการประชุมครั้งที่ 15/2565 มีมติให้ยกเลิกธุรกรรมการซื้อขายหุ้นทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า Bitkub ยังมีประเด็นคงค้างที่ต้องดำเนินการแก้ไขตามคำสั่งของ ก.ล.ต. ซึ่งมีความไม่แน่นอนด้านระยะเวลาที่จะได้ข้อสรุป กลุ่ม SCBX จึงตัดสินใจยุติดีลมูลค่า 17,850 ล้านบาทนี้ไปในที่สุด ทำให้ Bitkub หลุดจากโอกาสที่จะก้าวขึ้นเป็น "ยูนิคอร์น" อย่างเป็นทางการ กลับสู่สถานะ "ม้าแกลบ" ดังเดิม

นักวิเคราะห์ในตลาดหลักทรัพย์ในเวลานั้นมองว่าการล้มดีลครั้งนี้เป็นผลดีต่อ SCB มากกว่า เนื่องจากช่วยให้ธนาคารหลุดพ้นจากประเด็นความเสี่ยงด้านกฎระเบียบที่อาจกระทบชื่อเสียงของกลุ่มธนาคารเอง หากเดินหน้าเข้าซื้อกิจการที่ยังมีปัญหาด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ค้างคาอยู่กับผู้กำกับดูแล คำถามที่น่าสนใจคือ หาก ณ เวลานั้น SCBX และสาธารณชนได้รับรู้ถึงเหตุการณ์แฮ็กและการรายงานเท็จที่แท้จริงก่อนหน้านี้ ดีลนี้จะยังคงเดินหน้ามาถึงจุดที่เกือบจะปิดดีลได้หรือไม่ เป็นคำถามที่ไม่มีใครสามารถตอบได้อย่างชัดเจนอีกต่อไปแล้วในวันนี้

ย้อนคดี Wash Trading ปี 2565 เงาสะท้อนของปัญหาเชิงระบบ


การกล่าวโทษคดีรายงานเท็จในปี 2569 ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชื่อของนายสกลกรย์ สระกวี ปรากฏในสำนวนของ ก.ล.ต. ย้อนกลับไปวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 ก.ล.ต. ได้เปิดเผยว่าได้ดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 3 ราย ได้แก่ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด นายอนุรักษ์ เชื้อชัย และนายสกลกรย์ สระกวี ในฐานความผิดสร้างปริมาณเทียมในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือที่รู้จักกันในชื่อ Wash Trading

จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 4 มกราคม ถึง 5 กันยายน 2562 นายอนุรักษ์ เชื้อชัยได้ทำสัญญากับนายสกลกรย์เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลสภาพคล่อง หรือ Market Maker ให้กับศูนย์ซื้อขาย Bitkub โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากนายสกลกรย์เพื่อดำเนินการดังกล่าว แต่กลับใช้วิธีการส่งคำสั่งจับคู่ซื้อขายเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีหลายสกุล เช่น ABT ,ADA, BSV, CVC, GNT, IOST, JFIN ,KNC ,LINK ,LTC ,MANA ,OMG ,SNT, USDT และ WAN ในลักษณะที่สร้างปริมาณการซื้อขายเทียมขึ้นมา ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามพระราชกำหนดสินทรัพย์ดิจิทัลและประมวลกฎหมายอาญา

ผลจากคดีนี้ คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่งมีมติให้ผู้กระทำความผิดทั้งสามราย ชำระค่าปรับทางแพ่งรวมกว่า 24.16 ล้านบาท (กรณีสร้างปริมาณเทียมหรือปั่นวอลุ่มเทียม 18 เหรียญ) และสั่งห้ามนายสกลกรย์ดำรงตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเวลา 12 เดือน พร้อมห้ามซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเวลา 6 เดือน โดยบริษัท บิทคับ ออนไลน์ ยินยอมชำระค่าปรับทางแพ่งตามที่คณะกรรมการกำหนด

นายสกลกรย์ในเวลานั้นออกมาชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นธุรกิจเมื่อสามปีก่อนหน้า ซึ่งยังไม่มีความเข้าใจอย่างถี่ถ้วนในกฎเกณฑ์ที่เพิ่งเริ่มบังคับใช้ และมองว่าการลงโทษครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลของอุตสาหกรรมโดยรวม ไม่ได้เจาะจงเฉพาะ Bitkub เพียงรายเดียว

หากพิจารณาย้อนหลังไปทั้งหมด นับตั้งแต่ปี 2564 ถึงปัจจุบัน "Bitkub ถูก ก.ล.ต. สั่งลงโทษปรับมาแล้วไม่ต่ำกว่า 11 ครั้ง" รวมมูลค่าความเสียหายทางการเงินไม่น้อยกว่า 40 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาระบบซื้อขาย การสร้างปริมาณเทียม ไปจนถึงการคัดเลือกเหรียญเข้าซื้อขายที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ก่อนจะมาถึงคดีรายงานเท็จมูลค่า 1,700 ล้านบาท ซึ่งถือเป็น "คดีที่มีน้ำหนักทางอาญาสูงที่สุด" ในบรรดาคดีทั้งหมดที่ผ่านมา และการที่ชื่อของนายสกลกรย์ปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสำนวนของผู้กำกับดูแลตลอดหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นรูปแบบปัญหาเชิงธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลภายในที่เกิดขึ้นซ้ำในหลายมิติของธุรกิจ มากกว่าจะเป็นเหตุการณ์โดดเดี่ยวเพียงครั้งเดียว

สถานะของ Bitkub และคำชี้แจงล่าสุด


หลังข่าวการกล่าวโทษแพร่สะพัดในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการชี้แจงว่า เหตุการณ์ที่ถูกกล่าวถึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม 2564 หรือกว่า 5 ปีก่อนหน้านี้แล้ว บริษัทยืนยันว่าทรัพย์สินของลูกค้าทุกรายในปัจจุบันมีความปลอดภัยและครบถ้วนตามปกติ พร้อมย้ำว่าปัจจุบันบริษัทได้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์จนติดอันดับ Top 20 ของโลกด้านความปลอดภัยของศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจากการจัดอันดับของ Cer.Live ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลอย่าง ISO 27001 ISO 27701 และ SOC 2 รวมถึงมีการฝากสินทรัพย์บางส่วนไว้กับผู้ให้บริการ Custody ระดับโลกอย่าง BitGo และ Coinbase Custody

บริษัทยังระบุด้วยว่าได้มีการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุแฮ็กมาตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2564 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ แม้จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดความคืบหน้าของคดีดังกล่าวต่อสาธารณะมากนัก

ด้านนายสกลกรย์ สระกวี ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจงในรายละเอียดเพิ่มเติม "ยอมรับว่าตนเองมีส่วนในการแก้ไขเอกสารและปกปิดข่าวการถูกแฮ็กในปี 2564 จริง" โดยให้เหตุผลเรื่องการป้องกัน Bank Run เป็นสำคัญ พร้อมยืนยันอีกครั้งว่าได้ใช้เงินส่วนตัวชดเชยความเสียหายให้ลูกค้าจนครบถ้วนแล้วตั้งแต่ปีดังกล่าว

ทั้งนี้ ในทางกฎหมาย การที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ยังเป็นเพียงขั้นตอนเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเท่านั้น คดีจะต้องผ่านกระบวนการสอบสวนของตำรวจ การพิจารณาของอัยการ และการพิจารณาคดีของศาลต่อไป ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดว่าบริษัทและบุคคลที่ถูกกล่าวโทษมีความผิดตามข้อกล่าวหาจริงหรือไม่ ทั้ง Bitkub และอดีตกรรมการทั้งสองรายจึงยังคงมีสิทธิในการต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่

ไทม์ไลน์หายนะ!! เงินหาย 1700 ล้านบาท ดีลล่ม SCB เด็ดปีกยูนิคอร์น


มกราคม 2564 - ระบบซื้อขายของ Bitkub หยุดชะงักสามครั้งในวันที่ 2 วันที่ 3 และวันที่ 16 มกราคม ก.ล.ต. สั่งให้แก้ไขระบบภายใน 5 วันนับจากวันที่ 18 มกราคม พร้อมระงับการรับลูกค้าใหม่ชั่วคราว

เมษายน 2564 - ก.ล.ต. ยกเลิกคำสั่งระงับการรับลูกค้าใหม่ หลัง Bitkub ดำเนินการแก้ไขระบบตามแผนที่กำหนด

10 พฤษภาคม 2564 - Bitkub ถูกโจมตีทางไซเบอร์ สินทรัพย์ดิจิทัล 16 สกุล มูลค่าราว 1,700 ล้านบาทถูกโจรกรรมออกจากระบบ

พฤษภาคม ถึง ตุลาคม 2564 - Bitkub นำส่งแบบรายงาน ดจ.1 ต่อ ก.ล.ต. โดยไม่ปรากฏการเปลี่ยนแปลงของยอดทรัพย์สินอย่างมีนัยสำคัญจากเหตุการณ์โจรกรรม

2 พฤศจิกายน 2564 - คณะกรรมการ SCBS มีมติอนุมัติเข้าทำสัญญาซื้อหุ้น Bitkub Online 51% มูลค่า 17,850 ล้านบาท

31 ตุลาคม 2564 - Bitkub เริ่มกระบวนการจัดหาสินทรัพย์ดิจิทัลมาทดแทนส่วนที่ถูกโจรกรรมให้ลูกค้าจนครบถ้วน

ธันวาคม 2564 - ก.ล.ต. สั่งปรับ Bitkub รวม 3,923,500 ล้านบาทจากความผิด 8 กรณีเกี่ยวกับระบบงานและการบริการลูกค้า

1 กรกฎาคม 2565 - ก.ล.ต. เปิดเผยมาตรการลงโทษทางแพ่งกรณี Wash Trading ปรับ Bitkub นายอนุรักษ์ และนายสกลกรย์ รวมกว่า 24,161,292 ล้านบาท สั่งห้ามนายสกลกรย์เป็นผู้บริหาร 12 เดือน

25 สิงหาคม 2565 - คณะกรรมการ SCBS มีมติยกเลิกดีลซื้อหุ้น Bitkub มูลค่า 17,850 ล้านบาท

23 กรกฎาคม 2569 - ก.ล.ต. กล่าวโทษ Bitkub นายสกลกรย์ สระกวี และนายทวีทรัพย์ ราวรรณ์ ต่อ บก.ปอศ. ฐานรายงานข้อมูลเท็จปกปิดเหตุแฮ็ก 1,700 ล้านบาท

24 กรกฎาคม 2569 - Bitkub และนายสกลกรย์ออกแถลงการณ์ชี้แจงต่อสาธารณะ ยืนยันทรัพย์สินลูกค้าปลอดภัย พร้อมยอมรับการปกปิดข้อมูลในอดีตเพื่อป้องกัน Bank Run

บทเรียนของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย และสิ่งที่อาจเกิดขึ้นต่อจากนี้


กรณีของ Bitkub ในครั้งนี้ทิ้งบทเรียนสำคัญหลายชั้นให้กับอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ชั้นแรกคือคำถามพื้นฐานที่สุดเรื่องความโปร่งใสในการเปิดเผยเหตุการณ์ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ แม้เจตนาของผู้บริหารในขณะนั้นอาจไม่ใช่การฉ้อโกงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวโดยตรง แต่การเลือกปกปิดข้อมูลจากทั้งลูกค้าและผู้กำกับดูแลด้วยเหตุผลเรื่องการป้องกันความตื่นตระหนกของตลาด ก็สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างเชิงโครงสร้างในกฎเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลที่บังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องรายงานเหตุการณ์สำคัญต่อผู้กำกับดูแลและสาธารณะภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน ไม่ปล่อยให้เป็นดุลยพินิจของบริษัทเพียงฝ่ายเดียว

ชั้นที่สองคือคำถามเรื่องประสิทธิภาพของกระบวนการกำกับดูแล
แม้ ก.ล.ต. จะมีกลไกอย่างแบบรายงาน ดจ.1 เพื่อติดตามความเสี่ยงของอุตสาหกรรมแบบต่อเนื่อง แต่กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า กลไกดังกล่าวสามารถถูกทำให้ล้มเหลวได้ง่ายเพียงแค่ผู้รายงานเลือกที่จะไม่รายงานข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริง คำถามที่ตามมาคือ ก.ล.ต. ควรมีกลไกตรวจสอบไขว้ (Cross-verification) จากแหล่งข้อมูลอื่น เช่น การวิเคราะห์ธุรกรรมบนบล็อกเชนโดยตรง เพื่อลดการพึ่งพาข้อมูลที่ผู้ประกอบธุรกิจรายงานเข้ามาเพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ในอนาคต

ชั้นที่สามคือผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยโดยรวม
ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติและสถาบันการเงินที่กำลังจับตาความเป็นไปได้ในการเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย กรณีนี้อาจถูกตีความเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลของผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาด แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แต่จังหวะเวลาที่เรื่องราวถูกเปิดเผยในปี 2569 ก็เกิดขึ้นในช่วงที่หน่วยงานกำกับดูแลไทยกำลังพยายามผลักดันมาตรฐานความโปร่งใสของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลให้ทัดเทียมระดับสากลมากขึ้น

สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ คดีจะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนของ บก.ปอศ. ก่อนส่งสำนวนต่อพนักงานอัยการเพื่อพิจารณา "สั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง" หากมีการสั่งฟ้อง คดีจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาต่อไป ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้อาจใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะได้ข้อสรุปสุดท้าย ระหว่างนี้ Bitkub ในฐานะศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ที่สุดของไทยยังคงเปิดให้บริการตามปกติ และคดีนี้จะเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่นักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้กำกับดูแลในภูมิภาคอาเซียนจะจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าท้ายที่สุดแล้ว มาตรฐานความรับผิดชอบและความโปร่งใสของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลจะถูกยกระดับขึ้นได้มากน้อยเพียงใดจากบทเรียนครั้งนี้

หมายเหตุกองบรรณาธิการ : 
รายงานฉบับนี้เรียบเรียงจากเอกสารเผยแพร่ของสำนักงาน ก.ล.ต. คำชี้แจงต่อสาธารณะของบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด และนายสกลกรย์ สระกวี ตลอดจนรายงานข่าวจากสำนักข่าวต่างๆ ที่ติดตามประเด็นนี้ ข้อกล่าวหาทั้งหมดที่ปรากฏในรายงานฉบับนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการกล่าวโทษทางอาญาโดย ก.ล.ต. ซึ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม บุคคลและนิติบุคคลที่ถูกกล่าวถึงยังคงมีสิทธิตามกฎหมายในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด