xs
xsm
sm
md
lg

BIS เตือนสเตเบิลคอยน์เป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้าง สั่นคลอนระบบการเงินโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ออกโรงเตือนถึงภัยคุกคามเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ เมื่อสเตเบิลคอยน์ที่ตรึงมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐสามารถเล็ดรอดช่องตรวจสอบผ่านกลไกการควบคุมเงินทุนของรัฐได้อย่างเบ็ดเสร็จ การศึกษาล่าสุดชี้ให้เห็นว่าเครื่องมือจำกัดการไหลเวียนของเงินตราต่างประเทศที่ธนาคารกลางเคยใช้ได้ผล กลับกลายเป็นสิ่งไร้ประสิทธิภาพเมื่อเผชิญกับเครือข่ายบล็อกเชนที่ทำงานอยู่นอกอาณาเขตการกำกับดูแล ซึ่งสถานการณ์นี้กำลังเปิดช่องทางระบายสภาพคล่องดอลลาร์เข้าสู่ตลาดเกิดใหม่โดยตรง อันเป็นตัวเร่งปรากฏการณ์ที่ประชาชนหันไปถือครองดอลลาร์เสมือนแทนเงินท้องถิ่น ซึ่งเป็นภาวะที่ยากจะแก้ไขเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ท่ามกลางอุปทานสเตเบิลคอยน์ในระบบที่พุ่งทะยานเฉียด 3 แสนล้านดอลลาร์

ปรากฏการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของระบบธนาคารดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง รายงานการศึกษาฉบับล่าสุดจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements หรือ BIS) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 ได้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของเครื่องมือทางนโยบายการเงินโลกในยุคปัจจุบัน รายงานฉบับดังกล่าวซึ่งครอบคลุมการวิเคราะห์กระแสเงินทุนในกว่า 130 ระบบเศรษฐกิจ ระบุชัดเจนว่าสเตเบิลคอยน์ที่อ้างอิงมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐแทบไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการไหลเวียนของเงินทุน ทั้งในระดับมหภาคและระดับเฉพาะเจาะจง

ทิมมี เชน (Timmy Shen) นักวิเคราะห์จาก The Block เผยแพร่ข้อมูลที่ตอกย้ำภาพความน่ากังวลนี้ โดยตัวเลขมูลค่าตลาดรวมของสเตเบิลคอยน์สกุลดอลลาร์สหรัฐได้พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 2.92 แสนล้านดอลลาร์ ณ วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ 2.53 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า เม็ดเงินมหาศาลนี้กำลังสะท้อนภาพของระบบการเงินเงาที่ซ้อนทับอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานเดิม ท้าทายอำนาจอธิปไตยทางการเงินของรัฐบาลทั่วโลก

แม้สเตเบิลคอยน์จะไม่มีความผันผวนด้านราคาเฉกเช่น บิทคอยน์ หรือสินทรัพย์จำพวก คริปโทเคอร์เรนซี อื่นๆ ทว่าการเคลื่อนไหวของอุปทาน (Supply Action) กลับเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนปฏิกิริยาของตลาดได้อย่างทรงพลัง การที่อุปทานรวมเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตึงตัว บ่งชี้ถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากนักลงทุนและผู้ใช้งานที่ต้องการหลบภัยจากความผันผวนของค่าเงินท้องถิ่น

กระแสการยอมรับที่เพิ่มสูงขึ้นนี้สร้างช่องทางใหม่ในการเข้าถึงสภาพคล่องของดอลลาร์สหรัฐอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ผู้เล่นในตลาดสามารถโยกย้ายความมั่งคั่งข้ามพรมแดนได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับข้อจำกัดของระบบธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิมที่ต้องผ่านตัวกลางและกระบวนการตรวจสอบที่ซับซ้อน

เมื่อเจาะลึกข้อมูลเชิงโครงสร้างบนบล็อกเชน (On-Chain Analysis) จะพบพฤติกรรมการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินที่น่าจับตา ข้อมูลจากปริมาณเงินทุนไหลเข้าและออกจากกระดานเทรด (Exchange Inflows and Outflows) รวมถึงเส้นทางการทำธุรกรรมแบบ Peer-to-peer ชี้ให้เห็นว่า สเตเบิลคอยน์ถูกนำมาใช้เป็นสะพานเชื่อมสภาพคล่องข้ามเครือข่าย มากกว่าจะเป็นเพียงแหล่งพักเงินชั่วคราว การหมุนเวียนของสินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้เกิดขึ้นภายนอกขอบเขตการกำกับดูแล (Regulatory Perimeter) เป็นเหตุให้ธนาคารกลางไม่สามารถติดตามหรือสกัดกั้นเส้นทางการเงินได้อย่างทันท่วงที

นักวิจัยของ BIS เน้นย้ำว่า มาตรการจำกัดการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและการควบคุมเงินทุน ซึ่งเป็นเครื่องมือดั้งเดิมที่รัฐบาลใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจนั้น มีประสิทธิภาพลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อนำมาใช้ประยุกต์กับสเตเบิลคอยน์ เมื่อเปรียบเทียบกับเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศในระบบธนาคารปกติ เครือข่ายกระจายศูนย์ได้สร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อการหลบหลีกการตรวจสอบจากส่วนกลางอย่างแนบเนียน
 
ขณะที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อพฤติกรรมของนักลงทุนสถาบันและกระแสเงินทุนโลกมีความลึกซึ้งอย่างยิ่ง การไหลเข้าของสเตเบิลคอยน์สู่ระบบเศรษฐกิจที่เปราะบาง กำลังเร่งให้เกิดภาวะ Dollarization หรือการที่ประชาชนหันมาใช้ดอลลาร์สหรัฐแทนเงินสกุลท้องถิ่นในการทำธุรกรรมและเก็บรักษามูลค่า BIS เตือนอย่างหนักแน่นว่า ภาวะดอลลาร์ไร้การควบคุมนั้นเป็นกระบวนการที่ยากจะย้อนกลับได้ เมื่อได้รับการสถาปนาขึ้นในระบบเศรษฐกิจแล้ว

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้กำหนดนโยบายในตลาดเกิดใหม่จึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเร่งทบทวนยุทธศาสตร์การรับมืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เม็ดเงินจากนักลงทุนรายใหญ่ (Smart Money) และกองทุนระดับสถาบันเริ่มมองเห็นช่องว่างนี้ และประยุกต์ใช้สเตเบิลคอยน์เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนหลบหลีกผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการเงิน ส่งผลให้ดุลอำนาจในการควบคุมสภาพคล่องเริ่มหลุดมือจากธนาคารกลาง ไปสู่สถาบันและโปรโตคอลผู้ออกสเตเบิลคอยน์ระดับโลกมากขึ้น

ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์มหภาค การเติบโตของอุตสาหกรรมสเตเบิลคอยน์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ทิศทาง หากแต่สอดรับกับการเคลื่อนไหวเชิงโครงสร้างของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ล่าสุดหน่วยงานกำกับดูแลในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป หรือแม้แต่ประเทศญี่ปุ่น กำลังเร่งบังคับใช้กรอบกฎหมายเฉพาะทางเพื่อดึงสเตเบิลคอยน์เข้าสู่ระบบการเงินในร่ม (Regulated Financial System) อย่างเต็มรูปแบบ อาทิ การขับเคลื่อนกฎหมาย MiCA ของฝั่งยุโรป

ในทางตรงกันข้าม BIS ยังคงรักษาจุดยืนที่ระมัดระวังและตั้งข้อกังขาต่อหลักการพื้นฐานของสเตเบิลคอยน์ โดยในรายงานประจำปีเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 สถาบันการเงินโลกแห่งนี้ตอกย้ำว่า สเตเบิลคอยน์ยังคงสอบตกในคุณสมบัติพื้นฐานของการเป็นเงินที่สมบูรณ์ ขาดทั้งความเป็นเอกภาพ (Singleness) ความยืดหยุ่น (Elasticity) ความสามารถในการทำงานร่วมกัน (Interoperability) และความน่าเชื่อถือทางโครงสร้าง (Integrity) ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานสำคัญที่ระบบการเงินใดๆ จำเป็นต้องยึดถือเพื่อต้านทานวิกฤตเศรษฐกิจ

ขณะที่เมื่อประเมินทิศทางไปข้างหน้า แนวโน้มของตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเสี่ยงที่เปราะบาง การงัดข้อระหว่างนวัตกรรมเครือข่ายบล็อกเชนที่ไร้พรมแดนและกลไกป้องกันทางเศรษฐกิจของรัฐ จะทวีความเข้มข้นขึ้นในระยะถัดไป สำหรับความเป็นไปได้ในระดับพื้นฐาน (Base Case) เราอาจเห็นธนาคารกลางในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่พยายามออกมาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อจำกัดจุดเชื่อมต่อทางสภาพคล่อง (On-ramps และ Off-ramps) ระหว่างสกุลเงินเฟียตกับคริปโต ควบคู่ไปกับการเร่งเครื่องพัฒนาระบบสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ของตนเองเพื่อดึงสภาพคล่องกลับเข้าสู่ระบบที่ควบคุมได้

กระนั้นสิ่งที่น่าจับตาคือตราบใดที่โครงสร้างระบบการเงินดั้งเดิมยังมีจุดอ่อนด้านความเร็วและต้นทุนการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน สเตเบิลคอยน์จะยังคงยึดครองสถานะการเป็นโครงสร้างพื้นฐานคู่ขนานที่ทรงอิทธิพลที่สุดต่อไป การเพิกเฉยต่อพลวัตการเคลื่อนย้ายเงินทุนผ่านบล็อกเชน หรือการประเมินท่าทีของ BIS ในครั้งนี้ต่ำเกินไป อาจหมายถึงการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน และนำไปสู่การจัดระเบียบขั้วอำนาจทางการเงินโลกใหม่ ที่ซึ่งพรมแดนทางภูมิศาสตร์ไม่สามารถควบคุมเม็ดเงินทุนได้อีกต่อไป