xs
xsm
sm
md
lg

ถ้ายังมั่นใจหุ้นแบงก์...ต้องช้อนเก็บ / สุนันท์ ศรีจันทรา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กลุ่มธนาคารพาณิชย์ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ออกมาครบถ้วนแล้ว ซึ่งมีทั้งธนาคารที่ผลกำไรเติบโตและผลกำไรชะลอตัวลง แต่ราคาหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ตอบรับข่าวในเชิงลบ ปรับตัวลงกันหลายช่วงราคา

หุ้นบริษัท เอสซีบี เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ปรับตัวลง 3.50 บาท ปิดที่ 155 บาท ในการซื้อขายเมื่อวันอังคารที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา หลังแจ้งงบไตรมาสที่ 2 มีกำไรสุทธิ 11,100 ล้านบาท ลดลง 13% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน

หุ้นธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ปรับตัวลง 3 บาท ปิดที่ 235 บาท โดยผลประกอบการไตรมาสที่ 2 มีกำไรสุทธิ 13,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากระยะเดียวกันปีก่อน

หุ้นธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ปรับตัวลง 3 บาท ปิดที่ 200 บาท โดยผลประกอบการไตรมาสที่ 2 มีกำไรสุทธิ 9,498 ล้านบาท ลดลง 19.78% จากระยะเดียวกันปีก่อน

หุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นนับจากต้นปี โดยมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติที่ทยอยกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ อัตราเงินปันผลสูง ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการยังสดใส และแม้หลายธนาคารผลประกอบการไตรมาสที่ 2 จะชะลอตัว แต่ผลประกอบการปี 2569 เชื่อว่ายังขยายตัวอยู่

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ส่วนใหญ่ยังมีคำแนะนำให้ซื้อหุ้นธนาคาร เพราะอัตราเงินปันผลเฉลี่ยในระดับประมาณ 6% ของกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ จะเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง

เทียบปัจจัยพื้นฐาน หุ้นธนาคารขนาดใหญ่ถือว่ามีความแข็งแกร่งมากกว่าหุ้นกลุ่มอื่น โดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB มีค่า P/E เรโช 12.14 เท่า อัตราเงินปันผลตอบแทน 6.28%

SCB มีค่า P/E เรโช 11.53 เท่า อัตราเงินปันผลตอบแทน 7.28%

KBANK มีค่า P/E เรโช 10.95 เท่า อัตราเงินปันผลตอบแทน 5.96%

BBL มีค่า P/E เรโช 8.60 เท่า อัตราเงินปันผลตอบแทน 5%

อัตราเงินปันผลหุ้นธนาคารขนาดใหญ่เฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์สูง และสามารถจ่ายเงินปันผลอัตราสูงได้อย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นหุ้นที่เหมาะสำหรับการถือเพื่อการลงทุนระยะยาว โดยให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุน

ไตรมาสที่ 2 ปี 2569 แม้ผลประกอบการหลายธนาคารจะลดลง แต่ไม่ได้กระทบต่อมุมมองของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่ยังประเมินแนวโน้มหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ในแง่ดี โดยถือเป็นหุ้นกลุ่มเป้าหมายลงทุนของต่างชาติ ราคาที่ปรับตัวลงหลังประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 2 อาจเกิดจากการขายทำกำไรระยะสั้นเท่านั้น

เพราะรอบนี้ราคาปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง จนสร้างจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 12 เดือนกันทั้งกลุ่ม

ดัชนีหุ้นพุ่งทะลุ 1650 จุดมาแล้ว เพียงแต่นักลงทุนต่างชาติที่ซื้อหุ้นสุทธิมาประมาณ 19 วันต่อเนื่อง เริ่มเทขายออกเล็กน้อยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา จำนวน 472 ล้านบาท ซึ่งจะต้องเฝ้าจับตาว่าแรงซื้อต่างชาติจะชะลอลงหรือไม่ เพราะถ้าต่างชาติหยุดซื้อ ดัชนีอาจเกิดการพักฐาน และหุ้นกลุ่มธนาคารคงย่อตัวตาม

แต่นักลงทุนที่ยังมีความเชื่อมั่นในแนวโน้มหุ้นกลุ่มธนาคาร ถ้าหากราคาหุ้นปรับฐานลงมาอีก อาจเป็นช่วงโอกาสที่ดีในการช้อนซื้อเก็บหุ้นแบงก์ถือเพื่อการลงทุนระยะยาว

หุ้นแบงก์อาจเป็นหลุมหลบภัยในยามที่ตลาดมีความไม่แน่นอน และไม่รู้จะช้อนหุ้นอะไรเก็บเข้าพอร์ตดี ยิ่งราคาลงมาลึก ๆ ยิ่งน่าช้อนไว้