น.ส.รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) คาดการณ์ว่า ตลาดการเงินโลกพยายามหันจุดสนใจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไปสู่แนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แม้ว่าข้อตกลงหยุดยิงยังคงเปราะบางตามกลยุทธ์การเจรจา และจะกระทบบรรยากาศการลงทุนอยู่เป็นระยะก็ตาม
ทั้งนี้ เฟดภายใต้การนำของประธานเควิน วอร์ช ตั้งใจปฏิรูปการสื่อสารและลดการให้สัญญาณชี้นำล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย ในภาวะเช่นนี้ ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ จะมีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้น เมื่อมีการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ หรือในช่วงที่การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ใกล้เข้ามา ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น ยังคงมีท่าทีระมัดระวัง แต่คาดว่าจะทยอยขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงินเยนต่อไป
*คาดกรอบเงินบาท Q4 อยู่ที่ 32-34 บาท/ดอลลาร์ เชื่อ กนง.ตรึงดอกเบี้ยอีกหลายไตรมาส
สำหรับการเคลื่อนไหวของเงินบาท ซึ่งอ่อนค่าลงในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนยอดนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นจากการบริหารความมั่นคงด้านพลังงาน ส่งผลให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้า มีปัจจัยประคองค่าเงินบาทอยู่บ้าง ได้แก่ ราคาน้ำมันตลาดโลกที่แม้ผันผวนสูง แต่ซื้อขายห่างจากจุดสูงสุดของรอบอยู่พอสมควร รวมถึงกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้า ขณะที่ภาวะขาดดุลแฝดของไทย อาจบรรเทาลงแม้ต้องใช้เวลา
เงินบาท มีโอกาสแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย และแกว่งตัวในกรอบ 32-34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 หากเฟดคงดอกเบี้ยตามสมมติฐานหลัก และดุลการค้าของไทยปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ ทิศทางเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อประมาณการค่าเงิน น.ส.รุ่ง ระบุ
พร้อมคาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย จะถูกตรึงไว้ที่ระดับ 1.00% ในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า ตราบใดที่แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมองว่า ในบริบทที่เงินเฟ้อด้านต้นทุนสูงขึ้นเพียงชั่วคราว คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะให้น้ำหนักกับภาวะอุปสงค์ และเสถียรภาพภายในประเทศ มากกว่าแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก


