xs
xsm
sm
md
lg

วอร์เรนฟาด "ทรัมป์" จี้เปิดพอร์ตคริปโต 1.4 พันล้านดอลลาร์ หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนก่อนโหวตร่างกฎหมาย CLARITY

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เอลิซาเบธ วอร์เรน สว.สหรัฐ (ซ้าย)  โดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐ (ขวา) : ที่มาภาพ bloomberg
เอลิซาเบธ วอร์เรน (Elizabeth Warren) วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ เปิดฉากฟาดยับ กดดัน โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้เร่งเปิดเผยรายงานผลประกอบการจากการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีประจำปี 2569 ก่อนกำหนดการจริงในปี 2570 สืบเนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลก่อนหน้านี้ที่ชี้ว่าทรัมป์อาศัยผลประโยชน์การดำรงค์ตำแหน่งกวาดกำไรไปกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์จากโปรเจกต์ส่วนตัว ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่วุฒิสภากำลังจะลงมติร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดดิจิทัล หรือ CLARITY Act ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าอาจกลายเป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลให้แก่ตระกูลทรัมป์ ท่ามกลางกระแสเงินทุนสถาบันที่กำลังจับตาความชัดเจนทางเกณฑ์ข้อบังคับนี้อย่างใกล้ชิด

เปิดแฟ้มตรวจสอบพอร์ตระดับพันล้าน ความท้าทายของผู้นำสหรัฐฯ

ความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจทางการเมืองและอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลเดินทางมาถึงจุดเดือดอีกครั้ง เมื่อ เอลิซาเบธ วอร์เรน หนึ่งในวุฒิสมาชิกที่มีจุดยืนต่อต้านคริปโตอย่างชัดเจน ได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการเมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อเรียกร้องให้ โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 15 กรกฎาคม 2569 โดยสมัครใจ ภายในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 แม้ตามหลักการของสำนักงานจริยธรรมรัฐบาลสหรัฐฯ (US Office of Government Ethics) กำหนดการยื่นรายงานประจำปี 2569 ของประธานาธิบดีจะตกอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2570 ก็ตาม

สาเหตุสำคัญที่นำมาสู่การตรวจสอบอย่างเข้มข้นนี้ เป็นผลมาจากการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินในปี 2568 ที่ระบุชัดเจนว่า ทรัมป์สามารถสร้างผลกำไรมหาศาลถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์จากกิจการที่เกี่ยวข้องกับคริปโต ไม่ว่าจะเป็นเหรียญมีม (Memecoin) ประจำตัวอย่าง Official Trump (TRUMP) และบริษัทในเครือข่ายครอบครัวอย่าง World Liberty Financial

ในมุมมองของวอร์เรน เน้นย้ำว่าการถือครองสินทรัพย์เหล่านี้ก่อให้เกิดคำถามตัวโตๆถึงความเหมาะสมและจริยธรรมของบุคลากรระดับสูงในรัฐบาล เนื่องจากวุฒิสภากำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมาย Digital Asset Market Clarity หรือ CLARITY Act ซึ่งหากผ่านการรับรอง กฎหมายฉบับนี้มีศักยภาพในการเป็นตัวเร่ง (Catalyst) ที่จะดันมูลค่าการถือครองคริปโตของครอบครัวทรัมป์ให้พุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปฏิกิริยาของตลาดและความผันผวนของราคาสินทรัพย์ (Market Reaction and Price Action)

ทันทีที่ข่าวการตรวจสอบพอร์ตลงทุนของผู้นำสหรัฐฯ ถูกเผยแพร่ออกไป ตลาดคริปโตโดยภาพรวมยังคงรักษาระดับการทรงตัว ทว่าสินทรัพย์ในกลุ่ม PolitiFi (Political Finance) โดยเฉพาะโทเคน $TRUMP กลับแสดงให้เห็นถึงความผันผวนระยะสั้น (Short-term Volatility) ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนในตลาดยังคงประเมินความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ (Regulatory Risk) ว่าแรงกดดันจากฝั่งเดโมแครตจะส่งผลให้ร่างกฎหมาย CLARITY Act ต้องเผชิญกับอุปสรรคหรือไม่

สิ่งที่น่าจับตาคือ แม้จะมีกระแสข่าวเชิงลบด้านจริยธรรม แต่นักลงทุนสายเก็งกำไรยังคงมองว่าจุดยืนที่เป็นมิตรต่ออุตสาหกรรมของทรัมป์ เป็นปัจจัยบวก (Bullish Factor) ต่อแนวโน้มราคาบิทคอยน์และตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในภาพใหญ่ ส่งผลให้แรงเทขายในตลาดยังอยู่ในวงจำกัด และมีการรักษาระดับแนวรับสำคัญทางจิตวิทยาไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง

เจาะลึกข้อมูลออนเชนของกลุ่มสินทรัพย์เชื่อมโยงการเมือง (On-Chain Analysis)

เมื่อวิเคราะห์ผ่านดัชนีชี้วัดบนบล็อกเชน (On-chain Metrics) พบว่าการเคลื่อนไหวของกระแสเงินทุนในกลุ่มโทเคนการเมืองเริ่มมีการปรับฐาน โครงสร้างของกระเป๋าเงินขนาดใหญ่ (Whale Activity) ที่เชื่อมโยงกับโปรเจกต์ World Liberty Financial และ TRUMP แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการกระจายตัว (Distribution) ในระดับปานกลาง ซึ่งอาจตีความได้ว่ากลุ่มผู้ถือครองระยะยาว (Long-term Holders) กำลังบริหารความเสี่ยงเพื่อลดผลกระทบหากมีการตรวจสอบที่รุนแรงขึ้นจากหน่วยงานกำกับดูแล

อย่างไรก็ดี สภาพคล่องโดยรวมที่ไหลเข้าสู่ศูนย์ซื้อขาย (Exchange Inflows) ของสินทรัพย์กลุ่มนี้ยังไม่ได้พุ่งสูงถึงระดับที่น่ากังวล นั่นหมายความว่านักลงทุนระดับสถาบัน หรือ Smart Money ยังคงใช้กลยุทธ์เฝ้าระวังใกล้ชิด (Wait-and-see) เพื่อประเมินท่าทีของการลงมติในวุฒิสภาก่อนตัดสินใจปรับเปลี่ยนพอร์ตโฟลิโอครั้งใหญ่

ผลกระทบต่อกระแสเงินทุนสถาบัน (Institutional and Capital Flow Impact)

สำหรับนักลงทุนสถาบันและกองทุนเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) ประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของทรัมป์เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะสิ่งที่ขับเคลื่อนกระแสเงินทุน (Capital Flows) อย่างแท้จริงคือชะตากรรมของร่างกฎหมาย CLARITY Act หากร่างกฎหมายนี้ถูกตีตกหรือถูกชะลอการพิจารณาออกไป อาจส่งผลให้เงินทุนก้อนใหม่จากสถาบันการเงินดั้งเดิม (Traditional Finance) ชะลอการไหลเข้าสู่ตลาดคริปโต

ตรงกันข้าม หากรัฐบาลสามารถแยกแยะเส้นแบ่งระหว่างการถือครองสินทรัพย์ส่วนบุคคลกับนโยบายระดับชาติได้ชัดเจน และผลักดัน CLARITY Act ให้มีผลบังคับใช้ จะถือเป็นการปลดล็อกโครงสร้างตลาดระดับสถาบันครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งจะดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ทั้งบิทคอยน์ และโครงสร้างพื้นฐานของระบบนิเวศคริปโต

บริบทเชิงโครงสร้างระดับมหภาค (Macro and Structural Context)

ในมิติของเศรษฐกิจการเมือง การปะทะกันครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวลึกระหว่างสองพรรคการเมืองใหญ่ ฝั่งรีพับลิกันที่นำโดย เฟรนช์ ฮิลล์ (French Hill) ประธานคณะกรรมาธิการบริการการเงินสภาผู้แทนราษฎร มองว่าร่างกฎหมาย CLARITY Act เป็นวาระแห่งชาติที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองฝ่าย และได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาล่างไปแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568

ทว่าในอีกด้านหนึ่ง สมาชิกพรรคเดโมแครตหลายรายตั้งแง่ว่า จะไม่ให้การสนับสนุนร่างกฎหมายใดๆ หากปราศจากข้อกำหนดด้านจริยธรรมที่รัดกุม โดยยกกรณีของทรัมป์ขึ้นมาเป็นเหตุผลหลัก ขณะที่ทำเนียบขาว โดยการนำของ แอนนา เคลลี (Anna Kelly) โฆษกประจำทำเนียบขาว ได้ออกมาชี้แจงว่า สินทรัพย์ทั้งหมดของประธานาธิบดีถูกบริหารจัดการโดยสถาบันการเงินบุคคลที่สามผ่านบัญชีที่ให้สิทธิขาดแก่ผู้จัดการกองทุน (Fully Discretionary Accounts) จึงไม่มีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนตามที่ถูกกล่าวหา สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของทรัมป์เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ระบุว่าการทำกำไรจากการลงทุนคริปโตของเขาไม่มีสิ่งใดผิดกฎหมาย

แนวโน้มและภาพทัศน์ในอนาคต (Forward-Looking Outlook)

ขณะนี้ ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่ จอห์น ทูน (John Thune) ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา ซึ่งยืนยันว่าสภาสูงจะจัดการลงมติเกี่ยวกับร่างกฎหมายคริปโตฉบับนี้ก่อนที่จะปิดสมัยประชุมเพื่อกลับไปปฏิบัติงานในพื้นที่ช่วงเดือนสิงหาคม 2569

ประเด็นสำคัญคือ หากร่างกฎหมาย CLARITY Act สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้ถึง 60 เสียงตามเกณฑ์ของวุฒิสภา ตลาดคริปโตอาจเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้น (Bull Run) รอบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความชัดเจนทางกฎหมาย (Regulatory Clarity) ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนสถาบันรอคอยมานานนับทศวรรษ

แต่ในทางกลับกัน หากประเด็นด้านผลประโยชน์ทับซ้อนของ โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองจนทำให้ร่างกฎหมายต้องหยุดชะงัก ตลาดอาจต้องเผชิญกับสภาวะการปรับฐาน (Correction) จากความผิดหวังของนักลงทุน และทำให้สหรัฐอเมริกาสูญเสียความได้เปรียบในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมทางการเงินดิจิทัลระดับโลกไปอย่างน่าเสียดาย