หลังจากอยู่ในช่วงขาลงหลายปี หุ้นบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ฟื้นคืนสู่ความคึกคักอีกครั้ง ราคาหุ้นเดินหน้าสู่ขาขึ้นเต็มตัว จนสร้างจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทะลุขึ้นยืนเหนือ 60 บาทเป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 4 ปี
หุ้น TOP เสียขบวน เพราะโครงการพลังงานสะอาด มูลค่ากว่า 150,000 ล้านบาทเกิดสะดุด เนื่องจากผู้รับเหมาจากเกาหลีใต้มีปัญหาการก่อสร้างล่าช้า และค้างจ่ายค่าจ้างผู้รับเหมาช่วง ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาในประเทศไทยเป็นเงินจำนวนมาก ทำให้คนงานก่อสร้างในโครงการเกิดการประท้วงหยุดงานเพื่อเรียกร้องค่าจ้าง โครงการก่อสร้างจึงชะงัก
นอกจากนี้ยังทำให้โครงการต้องมีต้นทุนเพิ่ม โดย TOP เพิ่มเงินลงทุนอีกประมาณ 80,000 ล้านบาท
ราคาหุ้น TOP ดิ่งลงจนลงไปแถว 20 บาทเศษอยู่พักใหญ่ แต่เมื่อโครงการพลังงานสะอาดเริ่มเดินหน้าต่อ และจะเสร็จสิ้นโครงการในปี 2571 ซึ่งจะทำให้ TOP มีกำลังการกลั่นน้ำมันเพิ่มเป็นวันละประมาณ 400,000 บาร์เรล ราคาหุ้นจึงเริ่มกระเตื้องขึ้น โดยนับจากต้นปี 2569 เด้งขึ้นมาม้วนเดียว จนล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดที่ 60 บาท ปรับตัวขึ้นกว่า 1% เมื่อเทียบกับจุดต่ำสุดในรอบ 12 เดือนที่ราคา 29 บาท
แม้จะมีข่าวเชิงลบเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมัน ซึ่ง TOP ออกมาปฏิเสธข่าวตลอด แต่ราคาหุ้นไม่ได้สั่นไหว โดยไต่ระดับมาต่อเนื่อง และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวก็เป็นส่วนหนึ่งของแรงกระตุ้นการเก็งกำไรของนักลงทุน นอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
ค่า พี/อี เรโช TOP อยู่ที่ 4.38 เท่า อัตราเงินปันผลตอบแทน 3% ขณะที่ผลประกอบการเติบโต โดยปี 2568 มีกำไรสุทธิ 14,584.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีกำไรสุทธิ 9,958.63 ล้านบาท ส่วนไตรมาสแรกปีนี้ มีกำไรสุทธิ 19,481.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3,503.51 ล้านบาท
โบรกเกอร์ 16 แห่ง ได้ออกบทวิเคราะห์หุ้น TOP โดยทั้งหมดแนะนำให้ซื้อ ไม่มีรายใดแนะให้ขายหรือถือ ส่วนราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ 75.23 บาท บางโบรกเกอร์ให้ราคาเป้าหมายที่ 91 บาท แต่บางโบรกเกอร์ตั้งราคาเป้าหมายไว้ที่ 66 บาท ซึ่งราคาเป้าหมายของทุกโบรกเกอร์ยังสูงกว่าราคาหุ้นที่ซื้อขายบนกระดานล่าสุด
จำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อย TOP มีทั้งสิ้น 41,523 ราย หลังปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ลดลงจากวันปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งมีผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวน 55,700 ราย
โดยรอบ 1 ปีระหว่างปิดสมุดทะเบียนฯ จำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยลดลงประมาณ 14,000 ราย ซึ่งอาจเป็นผลจากราคาหุ้นที่ตกต่ำ เพราะปัญหาโครงการเพิ่มกำลังการกลั่นน้ำมันเกิดความล่าช้า และทำให้บริษัทฯ ต้องลงทุนเพิ่มอีกกว่า 80,000 ล้านบาท
นักลงทุนจึงเกิดความไม่มั่นใจในแนวโน้มผลประกอบการ จึงตัดใจยอมขาดทุนขายหุ้นออกไปก่อน
TOP กลับมาเป็นหุ้นที่ท็อปฟอร์มอีกครั้ง ปัญหาโครงการพลังงานสะอาดเพิ่มกำลังการกลั่น ซึ่งจะเสร็จสิ้นในปี 2571 ส่งผลให้แนวโน้มรายได้มีอัตราการเติบโตสูงขึ้น
ขณะที่ผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ปีนี้ ซึ่งใกล้จะประกาศ คาดว่าจะมีผลกำไรที่ดี ทำให้งบการเงินทั้งปีเติบโตอย่างโดดเด่น เพราะไตรมาสแรกเพียงไตรมาสเดียว มีกำไรสุทธิมากกว่าปี 2568 เสียอีก
แม้ TOP จะวิ่งมาไกล แต่เมื่อเทียบกับราคาเป้าหมายที่โบรกเกอร์ตั้งไว้แล้ว ยังมีพื้นที่ให้หุ้นวิ่งได้ สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ต่อไป
นักลงทุนรายย่อยที่เก็บหุ้น TOP ไว้ และไม่ถอดใจตัดขายขาดทุนไปในช่วงที่โครงการพลังงานสะอาดเกิดปัญหาการก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนดไปหลายปี โดยถือหุ้นไว้จนวันนี้ ทุกคนนอนหลับฝันดี
เพราะฟันกำไรจาก TOP โดยถ้วนหน้า แถมแนวโน้มหุ้นยังสดใส มีเสียงเชียร์สั่นหวั่นไหวจากนักวิเคราะห์โบรกเกอร์แทบทุกสำนัก


