“เมดีซ กรุ๊ป” ร่วมกับ “คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ด้านกระบวนการผลิตโปรตีนชีวภาพคุณภาพสูง เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม ATMP (Advanced Therapy Medicinal Products), Cell Therapy และ Biologics ของไทยในอนาคต ยกระดับความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพเชิงอุตสาหกรรม ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบชีวภาพจากต่างประเทศ
นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ กรรมการ บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE กล่าวว่า “ความสำเร็จครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความก้าวหน้าทางงานวิจัย แต่สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนา Deep Technology และเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงได้ด้วยตนเอง ในโลกที่อุตสาหกรรมสุขภาพกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ ATMP, Cell Therapy และ Biologics ประเทศที่สามารถพัฒนาและผลิตวัตถุดิบชีวภาพได้เอง จะมีความได้เปรียบทั้งด้านความมั่นคงทางสุขภาพ ความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา MEDEZE ได้วางรากฐานความพร้อมเพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมชีวการแพทย์ขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านมาตรฐาน เทคโนโลยี และความเป็นผู้นำในระดับภูมิภาค ได้แก่ มาตรฐานระดับสากล ISO 9001:2015 และ AABB ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกสำหรับการจัดเก็บเซลล์และเนื้อเยื่อมนุษย์ สะท้อนถึงความเข้มงวดในกระบวนการคุณภาพและความปลอดภัยของผู้บริจาคและผู้รับบริการ ความเป็นผู้นำด้านธนาคารเซลล์ต้นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยฐานลูกค้าและประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน พร้อมเครือข่ายความร่วมมือทางการแพทย์ที่ครอบคลุม เทคโนโลยีการจัดเก็บเซลล์ระดับสูง AXP AutoXpress และ Cryopreservation ซึ่งช่วยรักษาคุณภาพและความมีชีวิตของเซลล์ต้นกำเนิดให้อยู่ในระดับมาตรฐานสากล พร้อมต่อยอดสู่การประยุกต์ใช้ในเซลล์บำบัดและ ATMP ในอนาคต
โดยองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ จะช่วยต่อยอดการพัฒนา Recombinant Protein จากระดับงานวิจัย ไปสู่วัตถุดิบชีวภาพเชิงยุทธศาสตร์สำหรับอุตสาหกรรมการแพทย์แห่งอนาคต และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการผลักดันประเทศไทย จาก ‘ผู้ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ’ สู่ ‘ผู้พัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพระดับภูมิภาค’ อย่างแท้จริง”
ความสำเร็จของโครงการนี้ จึงถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชีวเทคโนโลยี (Biotech Infrastructure) ของประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมชีวการแพทย์ขั้นสูง และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระบบเศรษฐกิจสุขภาพแห่งอนาคต (Health Economy) อย่างยั่งยืน"
ทั้งนี้ MEDEZE ยืนหยัดในฐานะ ธนาคารสเต็มเซลล์รายเดียวในไทยที่ถูกกฎหมายและได้มาตรฐาน ให้บริการฝากเก็บสเต็มเซลล์และเซลล์ภูมิคุ้มกันแบบครบวงจร ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จนก้าวขึ้นเป็น ผู้นำด้านการฝากเก็บสเต็มเซลล์เฉพาะบุคคลที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังมีมาตรฐานระดับสากล ISO 9001:2015 และการรับรอง AABB พร้อมเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ทั้ง AXP AutoXpress® Platform และ Cryopreservation ซึ่งรับประกันความแม่นยำและปลอดภัยในทุกขั้นตอนของการคัดแยกและจัดเก็บเซลล์ ครอบคลุมทั้งเลือดสายสะดือ เนื้อเยื่อสายสะดือ ไขมัน รากผม และ NK Cells เพื่อรองรับแผนดูแลสุขภาพระยะยาวที่หลากหลาย
ศาสตราจารย์ ดร. อลิสา วังใน กล่าวเพิ่มเติมว่า "โครงการวิจัยนี้เป็นเส้นชัยแรกของความสำเร็จในการพัฒนากระบวนการผลิต recombinant human interleukin-2 (rhIL-2) ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงและกระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น NK cells และ T-cells อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของงานวิจัยด้านภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy), เซลล์บำบัด (Cell Therapy) และการพัฒนายาชีววัตถุสมัยใหม่
ปัจจุบัน โปรตีนชนิดนี้เป็นวัตถุดิบที่มีความจำเป็นต่อการวิจัยและการผลิตในระดับอุตสาหกรรม แต่ประเทศไทยยังคงต้องนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้มีต้นทุนสูง และมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงสำหรับงานวิจัยและการต่อยอดเชิงพาณิชย์
การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต rhIL-2 ได้สำเร็จในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงวัตถุดิบชีวภาพคุณภาพสูงสำหรับภาคการวิจัยและอุตสาหกรรมของไทย พร้อมทั้งสนับสนุนการเติบโตของระบบนิเวศด้านชีวการแพทย์สมัยใหม่ ตั้งแต่งานวิจัยต้นน้ำ ไปจนถึงการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ในอนาคต
นอกจากนี้ องค์ความรู้และกระบวนการที่เกิดขึ้นจากโครงการ ยังสามารถต่อยอดสู่การพัฒนา recombinant proteins ชนิดอื่นได้ในอนาคต ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศไทย และสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรม Biologics และ Precision Medicine
ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ เมดีซ กรุ๊ป ในการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมโปรตีน เทคโนโลยีเซลล์ และการต่อยอดสู่การใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของความร่วมมือระหว่างภาควิชาการและภาคเอกชนในการผลักดันงานวิจัยสู่การสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
โครงการนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต (SDG 3), การพัฒนาอุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน (SDG 9) ตลอดจนความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมระหว่างภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรม (SDG 17) เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศไทยอย่างยั่งยืน"


