xs
xsm
sm
md
lg

'อมรเทพ'มอง5ปัจจัยตามติดเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3-จับตาสงครามการค้ารอบใหม่-แนะแก้ไขปัญหาโครงสร้าง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ซีไอเอ็มบี ไทยมองเศรษฐกิจไตรมาส 3 เริ่มขยับฟื้นหลังอ่อนแรงสุดในไตรมาส2 แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างโดยรวมยังอยู่และยังกดดันจีดีพีเติบโตต่ำต่อเนื่องที่ 2-2.5%ไปอีก 3-5ปี ขณะที่ภาคการบริโภคเริ่มอ่อนแรงชัดเจน หนุนภาคการลงทุนขึ้นขับเคลื่อนแทน พร้อมฝากโจทย์รัฐบาลไทยแก้ไขปัญหาโครงสร้าง เน้นผลลัพธ์สร้างงาน-สร้างรายได้ระยะยาว มากกว่าแจกเงินระยะสั้น ด้านเฟด-กนง.คาดการณ์คงดอกเบี้ยตลอดปี เงินเฟ้อเพิ่มจากปัจจัยชั่วคราว

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)(CIMBT)
เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2569 เริ่มเห็นแสงสว่างมากขึ้น หลังผ่านช่วงอ่อนแรงสุดของปีในไตรมาส 2 โดยปัจจัยบวกมาจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาก สหรัฐ-อิหร่านลงนามสัญญาพักรบชั่วคราวแม้จะมีโอกาสกลับมาสู้รบกันใหม่ การส่งออกของไทยเป็นแรงหนุนสำคัญ และมาตรการภาครัฐช่วยประคองกำลังซื้อ

ทั้งนี้ 5 ปัจจัยติดตามเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3
-ราคาน้ำมันเฉลี่ย 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว โดยสำนักวิจัยฯ คาดว่าไตรมาส 3 ราคาจะเฉลี่ยราว 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แม้ยังมีความเสี่ยงจากหลายปัจจัย แต่ถือว่าอยู่ในระดับที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้

"เรามองแนวโน้มราคาน้ำมันชะลอลง โดยคาดการณ์ราคาน้ำมันเฉลี่ยไตรมาส 3 ที่ 80 เหรียญต่อบาร์เรล และไตรมาส 4 ที่ 70 เหรียญต่อบาร์เรล"

-เฟดคงดอกเบี้ยทั้งปี ที่ 3.75% ธปท.ตรึงดอกเบี้ย 1% โดยสำนักวิจัยฯ มองว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ จะทยอยชะลอลงตามราคาพลังงาน และเงินเฟ้อฝั่งสหรัฐไม่ได้มาจากด้านอุปสงค์มากนัก จึงคาดการณ์ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากฝั่งต้นทุนมากกว่าอุปสงค์

"เราค่อนข้างเห็นต่างจากที่อื่น ว่าเฟดจะคงดอกเบี้ย เพราะมองว่าราคาน้ำมันน่าจะอ่อนตัวลงแล้ว ขณะที่โอกาสที่ธปท.จะคงดอกเบี้ย 1% ตลอดทั้งปีเป็นไปได้สูงเช่นกัน ส่วนค่าเงินบาที่อ่อนค่าราวๆ 33-34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ช่วงที่ผ่านมา น่าจะเป็นผลกระทบระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสูง และการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่สำนักวิจัยฯมองว่า ไตรมาส 3 โอกาสที่ค่าเงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าที่ 33.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐตลอดทั้งปีมีโอกาสเป็นไปได้ มีเงินไหลเข้า และการคาดการณ์ว่าสหรัฐจะยังไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยตอนนี้"

-สงครามการค้ารอบใหม่คือความเสี่ยงใหญ่ของครึ่งปีหลัง โดยจับตาการใช้มาตรการ 301 ของสหรัฐฯที่เคยบังคับใช้กับจีน อาจกลับมากดดันประเทศคู่ค้าและสร้างความผันผวนต่อบรรยากาศการค้าโลกอีกครั้ง อาจกระทบการส่งออกของไทยระยะต่อไป ต้องติดตามผลดี-ผลเสียอีกครั้ง

"ในปีนี้เราน่าจะเห็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอันเนื่องมาจาก2-3ปัจจัยหลักๆ ราคาน้ำมันที่สูง และภาคการลงทุนที่เพิ่มขึ้นนำพาซึ่งการนำเข้าสินค้าทุนที่สูง ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยชั่วคราว คาดการณ์ว่าปีหน้าจะสามารถกลับมาเกินดุลได้"

-ค่าบาทแข็งค่าที่ 33.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
GDP ปี 2569 มีโอกาสโตได้ 2% ปัจจัยสำคัญ มาจากการลงทุนภาคเอกชน ไม่ได้มาจากการบริโภคอีกต่อไป และจะเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตได้ดีกว่า GDP พร้อมประเมินว่าค่าบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าที่ประมาณ 33.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐช่วงไตรมาส 3 จากเงินทุนไหลเข้าและแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ทรงตัว

-รัฐบาลเร่งนโยบายสร้างความเชื่อมั่น โดยรัฐบาลจะหาทางสร้างความเชื่อมั่น หารายได้ ลดการขาดดุลงบประมาณ มีวินัยการคลัง และไม่น่าชนเพดานหนึ้ที่ 70% ต่อ GDP ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อรักษาเครดิตของประเทศ

"ที่สำคัญหวังว่ารัฐบาลจะ เน้นการลงทุน ภาครัฐร่วมกับเอกชน หรือการลงทุนใหม่ จะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ เกิดการลงทุนระยะยาวกับประเทศ มากกว่ามาตรการแจกเงินระยะสั้น เพราะจากข้อมูลที่ผ่านมา หลังมาตรการจบ การบริโภคมักกลับมาทรุดตัว จึงอยากเห็นตัวขับเคลื่อนหลักที่มาจากมาตรการ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชน"

นายอมรเทพกล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงเติบโตระดับ 2-2.5% แบบนี้ไปอีก 3-5 ปี มีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาโตได้เหนือ 3% ยกเว้นจะมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากกว่านี้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นปัญหาสำหรับเศรษฐกิจไทยที่ยังโตต่ำในระยะยาวหากไม่ได้รับการแก้ไข

สำหรับเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ที่ผ่านมา คาดว่า GDP ขยายตัว 1.8% YoY แม้เป็นบวก แต่หดตัว 0.5% QOQ,SA (เทียบไตรมาสก่อนหน้า หลังปรับฤดูกาล) จากเหตุการณ์พิเศษคือสงครามอิหร่าน และคงไม่เกิดการถดถอยทางเทคนิคติดลบต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 3 สำหรับไตรมาส 2 ราคาน้ำมันพุ่งสูงทะลุ 100 เหรียญ/บาร์เรลทำให้เกิดการนำเข้าค่อนข้างมาก เศรษฐกิจไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดช่วงที่ผ่านมา การบริโภคชะลอจากราคาน้ำมันค่อนข้างสูง ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น แม้จะมีมาตรการภาครัฐมากระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายไตรมาส 2 แต่ไม่เพียงพอ การบริโภคภาคเอกชนยังเป็นบวก

"ในระยะต่อไปเราอาจจะคาดหวังให้การบริโภคเป็นหนึ่งในตัวหลักขับเคลื่อนจีดีพีได้ยาก เพราะหนี้ครัวเรือนที่สูงขณะที่ฝั่งรายได้ก็ไม่ดีขึ้น ดังนั้น ภาคการลงทุนน่าจะขึ้นมาเป็นตัวขับเคลื่อนแทน ดังนั้น เราจึงต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ต และเลือกว่าการลงทุนในธุรกิจไหนที่จะช่วยสนับสนุนภาคเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ-ทั่วถึง เพราะอย่างภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ยังน่าเป็นห่วง ขณะที่ในภาคการบริโภคต้องมีการปรับโครงสร้าง ดึงให้ภาคการบริโภคเติบโตสูงกว่าจีดีพี จึงจะทำให้คนรู้สึกถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ไม่ใช่การใช้มาตรการกระตุ้นระยะสั้นไปเรื่อยๆเนื่องจากเม็ดเงินงบปมระมาณก็จะมีจำกัดขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน"