นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(14ก.ค.69)ที่ระดับ 33.53 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.37 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.35-33.70 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ได้อีกครั้ง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นกว่า +10% (ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นสู่ระดับ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) สร้างความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อให้กับบรรดาผู้เล่นในตลาดและส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มโอกาสการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินโอกาสราว 70% ที่บรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง FED, ECB และ BOE จะสามารถขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อทั้ง หุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth รวมถึงราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ล่าสุด ปรับตัวลงหลุดโซนแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินในช่วงนี้ ท่ามกลางความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อาจสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทไปก่อน ผ่านแรงหนุนเงินดอลลาร์ และแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ซึ่งต้องจับตาทั้งแรงขายหุ้นไทยที่อาจได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลงแรงของหุ้นธีม AI/Semiconductor ทว่า นักลงทุนต่างชาติอาจกลับเข้าซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานของไทยบ้าง ซึ่งอาจช่วยลดทอนแรงขายหุ้นไทยโดยรวม และแรงขายบอนด์ไทย โดยเฉพาะบอนด์ระยะยาว หลังบอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลกต่างปรับตัวขึ้นพอควรในช่วงนี้ ทำให้ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทเสี่ยงเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่าลงบ้าง Sideways Up เหนือโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกจำกัดลงบ้าง (*หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ) ตามโฟลว์ธุรกรรมขายเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน
อีกทั้ง เรามองว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองเงินดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ จนกว่าจะรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในคืนนี้ ช่วงราว 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย นอกจากนี้ เรามองว่า ควรจับตา การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อย่างใกล้ชิดเช่นกัน เนื่องจาก เงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงสู่โซน 162.50 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ซึ่งมักจะเป็นบริเวณที่เงินเยนญี่ปุ่นมีจังหวะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในช่วงระยะสั้น (แม้จะยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ เนื่องจากภาพ Macro อย่าง แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังไม่เปลี่ยนในมุมมองของตลาด) จนอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้ ดังจะเห็นได้จากในช่วงที่ผ่านๆ มา ที่การพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในระยะสั้นของเงินเยนญี่ปุ่น ได้ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทบ้าง
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เป็นโอกาสราว 70% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ซึ่งทุกๆ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้ม การขึ้น หรือ ลด ดอกเบี้ยของ FED ราว 50% อาจส่งผลกระทบให้เงินบาท อ่อนค่าลง หรือ แข็งค่าขึ้น ได้อย่างน้อย 25 สตางค์ โดยประมาณ
เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ควรมีทิศทางดีขึ้น


