นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดงานสัมมนาประจำปี 2569 ธปท. ภาคใต้ ในหัวข้อ ธุรกิจใต้ ปรับตัวอย่างไร ในโลกที่ไม่แน่นอน โดยกล่าวว่า ในอดีต วิกฤติเศรษฐกิจโลก (Global Shock) มักจะเกิดขึ้นทุก 6-10 ปี เช่น สงครามอ่าวเปอร์เซีย, วิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 หรือวิกฤติการเงินโลก แต่ในปัจจุบัน ความไม่แน่นอน (Uncertainty) ได้กลายเป็น New Normal ที่เกิดขึ้นแทบจะเป็นรายปี ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ในยุคทรัมป์ 1, การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19, สงครามรัสเซีย-ยูเครน จนมาถึงความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ในปัจจุบัน
เราหนีความจริงไม่ได้ เราต้องปรับตัว เราอยู่แบบเดิมไม่ได้ ต้องสร้างความยืดหยุ่น และทำให้ภาคธุรกิจมีความเป็น Resilience มากขึ้น และยุคของโลกาภิวัตน์ (Globalization) แบบเดิม ที่เปิดเสรีการค้าไร้พรมแดนได้จบลงแล้ว และถูกแทนที่ด้วยยุค Geopolitics และ Geoeconomics ที่มีการแบ่งขั้วอำนาจเศรษฐกิจ และการใช้มาตรการทางภาษี และการกีดกันทางการค้าเป็นเครื่องมือในความขัดแย้ง นายวิทัย กล่าว
ทั้งนี้ สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ธปท. ประเมินว่า GDP จะเติบโตได้ 2.3% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับสำนักวิจัยแห่งอื่นที่มองการเติบโตของ GDP ไทยปีนี้ไว้เพียง 2% แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่า คือ ศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจระยะยาว (Potential GDP) ที่ลดลงจากระดับ 5% เหลือเพียง 2.7% เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะสังคมสูงวัย และการลงทุน ที่ต่ำมากตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
หากเทียบดัชนีการลงทุนปี 2540 ที่ 100% ปัจจุบันไทยเพิ่มขึ้นเป็นเพียง 106% ขณะที่มาเลเซียไปถึง 200% และเวียดนามพุ่งไปถึง 900% สิ่งที่หายไป คือการลงทุนเทคโนโลยี ทำให้เรายังผลิตสินค้าเดิม ๆ และขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
พร้อมระบุว่า ในช่วงต้นของความขัดแย้งระดับโลกเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ธปท. เคยมีความกังวลอย่างมากว่าเศรษฐกิจไทยอาจไหลลงไปอยู่ที่ 1.5% และส่งผลให้หนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) พุ่งสูงขึ้นอีก 2% จากระดับปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.8 2.9% หากสถานการณ์เป็นเช่นนั้น NPL จะเร่งตัวขึ้นไปอยู่สูงกว่าระดับ 4% ซึ่งถือเป็นภาวะที่หนักมาก
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปีนี้ ธปท.คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.8% ซึ่งมีความกังวลในช่วงแรกว่าจะมีบางเดือน ที่อัตราเงินเฟ้ออาจขึ้นไปสูงถึง 5% แต่จากอัตราเงินเฟ้อเดือน มิ.ย.ล่าสุด อยู่ที่ระดับ 2.4% จึงทำให้ประเมินว่าทั้งปีนี้ อัตราเงินเฟ้ออาจไม่ถึง 2.8% แน่นอน โดยจากในบางเดือนที่คาดว่าจะพุ่งสูงสุด ก็เชื่อว่าจะปรับลดลงมาแน่นอน
นายวิทัย กล่าวว่า ด้วยความที่ทุกภาคส่วนสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และมีการบริหารจัดการต้นทุนพลังงาน และทรัพยากรที่มีความยืดหยุ่น (Resilience) ทำให้ปัจจุบัน ธปท. เชื่อมั่นว่าสถานการณ์ NPL จะไม่เลวร้ายอย่างที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก โดยเศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งจากการบริโภคภายในประเทศ และภาคการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี ที่เติบโตถึง 14% เป็นตัวประคับประคองไม่ให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ในวงกว้าง
ยอมรับว่า การบริโภคภายในประเทศที่ดีกว่าที่เราประเมินไว้ ต้องบอกว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัส ประคองไว้ มีประโยชน์จริง ๆ อันนี้ต้องยอมรับอย่างนี้ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายค่าครองชีพของคนได้พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนฐานราก นายวิทัย กล่าว
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวยอมรับว่า ในปีนี้ไทยอาจต้องเผชิญกับสภาวะดุลการค้าติดลบ และดุลการชำระเงินติดลบ เนื่องจากโครงสร้างการส่งออกที่เปลี่ยนไป แม้การส่งออกจะเติบโตสูง แต่กลับมีการนำเข้าวัตถุดิบและส่วนประกอบ (Import Content) สูงถึง 70% โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และ AI ทำให้มูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่กับประเทศจริงๆ นั้น น้อยกว่าที่คิด โดยธปท. คาดว่าไทยจะไม่กลับไปอยู่ในจุดที่เห็นดุลการชำระเงินเกินดุลปีละ 5-7% ของ GDP อีกแล้ว ในอนาคตหากทำได้ดีที่สุด อาจอยู่ที่เพียง 2-3% เท่านั้น แต่เชื่อว่าในปี 2570 ตัวเลขจะกลับมาดีขึ้น
*เศรษฐกิจภาคใต้ แม้โตโดดเด่น แต่กระจุกตัว-ความเหลื่อมล้ำสูง
ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวถึงเศรษฐกิจในภาคใต้ มองว่าเป็นภูมิภาคที่มีแต้มต่อจากทรัพยากรธรรมชาติที่โดดเด่น ทั้งการท่องเที่ยวและสินค้าเกษตร ทำให้ในอดีต GDP ของภาคใต้มักเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็มีความเปราะบางสูง เพราะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 80% ซึ่งครึ่งหนึ่งมาจากจีน และมาเลเซีย
ทางด้านภาคเกษตร ซึ่งมีสัดส่วนถึง 32% ของ GDP ภาคใต้ ยังประสบปัญหาการผลิตที่เน้นเพียงสินค้าขั้นต้น และมูลค่าเพิ่มต่ำ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และทุเรียน นอกจากนี้ ยังมีประเด็น ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรง โดยรายได้กระจุกตัวอยู่ใน 4 จังหวัดหลัก คือ ภูเก็ต, สุราษฎร์ธานี, สงขลา และนครศรีธรรมราช ซึ่งรายได้ของคนภูเก็ตสูงกว่าคนนราธิวาสถึง 7 เท่า
ทั้งนี้ การฟื้นตัวที่เป็นแบบ K-Shaped อย่างชัดเจน โดยธุรกิจขนาดใหญ่และธนาคารพาณิชย์ยังมีกำไรดี และเข้าถึงเงินทุนง่าย แต่ SME และรายย่อยกลับได้รับผลกระทบหนักจากต้นทุนพลังงานและอาหารที่พุ่งสูงขึ้น ในส่วน ธปท. ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก ทั้งนโยบายการเงิน ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1% ต่ำเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ และการเข้าถึงสินเชื่อ เช่น ออกโครงการ Credit Boost (ค้ำประกันสินเชื่อ), Secure Plus และกำลังจะเปิดตัว SME Portal เพื่อเป็นตลาดกลางเชื่อมโยง SME กับธนาคาร
นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. ใช้อำนาจอย่างเต็มที่ในการควบคุมธุรกรรมที่ผิดปกติ สั่งให้มีการรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัย โดยเฉพาะการซื้อทองผ่านแอปพลิเคชันแล้วเบิกทองออกทันทีภายในวันเดียว ซึ่งเคยมีปริมาณสูงถึง 4,000 กิโลกรัมต่อเดือน หรือมูลค่า 16,000 ล้านบาทต่อเดือน ปัจจุบันหลังจากการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ยอดดังกล่าวลดลงเหลือเพียง 700 กิโลกรัมต่อเดือน
นอกจากนี้ ได้สั่งกำกับดูแลการเบิกเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันยอดเบิกเงินสดที่น่าสงสัย ลดลงแล้ว 35% ในรอบ 2 เดือน และยังพบพฤติกรรมการนำเงินสด 10 ล้านบาท โดยนำธนบัตร 1,000 บาท มาขอแลกเป็นธนบัตร 500 บาทจำนวนมากในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นธุรกรรมที่ไม่ปกติและต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด ขณะที่ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ธปท. จะเพิ่มมาตรการความเข้มข้นโดยกำหนดว่าการฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท จะต้องระบุแหล่งที่มาของเงินอย่างชัดเจน เพื่อทำให้การใช้เงินเทาทำได้ยากลำบากขึ้น
ขณะเดียวกัน ธปท. ได้สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์จับตารูปแบบการโอนเงินที่ผิดปกติ โดยเฉพาะการโอนเงินเข้าบัญชีในเวลากลางคืนที่เป็นเลขตัวกลม เช่น 300, 500, 20,000 บาท ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ หรือส่วยคอรัปชัน โดยยืนยันว่าผู้ประกอบการภายใต้การกำกับ ทั้งธนาคาร, e-Money และ Payment Gateway ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับธุรกรรมที่ผิดกฎหมายเหล่านี้
เราไม่ประสงค์ให้ผู้ประกอบการ ภายใต้การกำกับของแบงก์ชาติทุกประเภท เข้าไปพัวพันกับธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย ทุจริต ทุนเทา พนันออนไลน์ และคอรัปชัน เพราะมันเป็นปัญหาที่กัดกร่อนเชิงโครงสร้างของไทยจริง ๆ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว


