นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้บรรยายหัวข้อ นโยบายการเงินไทย รับมือสงคราม และวิกฤติการเงินโลก ในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี2569โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดยกล่าวถึง กลไกการทำงานของนโยบายการเงิน และย้ำว่า ในยุคนี้ธนาคารกลางต้องให้น้ำหนักกับการประคับประคองเศรษฐกิจมากขึ้น ท่ามกลางวิกฤติที่เกิดถี่ขึ้นกว่าในอดีต
นายวิทัย กล่าวว่า ความแตกต่างระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ซึ่งเป็น 2 นโยบายหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยนโยบายการเงิน ดูแลโดย ธปท. มีหน้าที่หลักคือการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งครอบคลุม2มิติสำคัญ คือ เสถียรภาพด้านราคา คุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ1-3%และเสถียรภาพระบบการเงิน สถาบันการเงินเข้มแข็ง ระบบชำระเงินไม่สะดุด
ส่วนนโยบายการคลัง ดูแลโดยกระทรวงการคลัง มีหน้าที่หลักคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต ผ่านเครื่องมือด้านภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งส่งผลเร็วและตรงจุด แต่มีผลในระยะสั้น
นโยบายการคลังดูแลเรื่องให้เศรษฐกิจโต นโยบายการเงินเป็นตัวเซฟจากความเสี่ยงเรื่องเสถียรภาพ ส่วนนโยบายการเงินไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือทำให้เศรษฐกิจตก แต่มันทำหน้าที่ในวงกว้างและใช้เวลากว่าจะเกิดผลนายวิทัย กล่าว
ทั้งนี้ นายวิทัย เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับตัวของนโยบายการเงิน โดยเห็นว่าในอดีตวิกฤติเศรษฐกิจ (Shock)อาจเกิดขึ้นทุก10ปี แต่ปัจจุบันเกิดขึ้นเฉลี่ยทุก2ปี หรือแทบจะปีละครั้ง
เราอยู่ในยุคที่มีความผันผวนมาก เราเลยต้องใช้เครื่องมือหลากหลายที่รวมกัน และต้องเข้าไปช่วยนโยบายการคลังในการประคับประคองเศรษฐกิจด้วย บริบทเปลี่ยน ความเสี่ยงเปลี่ยน ถ้าอยู่ที่เดิมก็จบนายวิทัย กล่าว
สำหรับ8เครื่องมือนโยบายการเงิน ของธปท. มีดังนี้
1.อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ถือเป็นเครื่องมือหลักเครื่องมือเดียวที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างจริงจังในปัจจุบัน โดยส่งผ่านผลกระทบในวงกว้างและใช้เวลาประมาณ8-12เดือน จึงจะเห็นผลต่อระบบเศรษฐกิจ
2.Reserve Requirementปัจจุบันไทยกำหนดไว้ต่ำมากเพียง1%จึงแทบไม่มีผลในการประคองหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ
3.Standing Facilityใช้บริหารสภาพคล่องระยะสั้นรายวันของสถาบันการเงิน
4.Open Market Operation (OMO)การดูดซับหรือฉีดสภาพคล่องผ่านการออกพันธบัตรหรือตลาดRP
5.Quantitative Easing (QE)ซึ่งผู้ว่าฯธปท. ระบุว่าQEไม่ได้ผลในไทย เพราะไทยเป็นBank-based Economyคือ จัดสรรทุนผ่านธนาคาร ต่างจากสหรัฐฯ ที่เป็นCapital-basedเมื่อฉีดเงินเข้าระบบ เงินจะไหลกลับมาที่แบงก์ชาติผ่านตลาดRPทันทีโดยไม่เกิดผลต่อเศรษฐกิจจริง
6.Targeted Lending Facilityหรือซอฟต์โลน ปัจจุบันธปท.ไม่สามารถปล่อยกู้โดยตรงได้ เนื่องจากการแก้ไขกฎหมาย หน้าที่นี้จึงตกเป็นของธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน
7.Exchange Rate Interventionการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาททำได้จำกัดเพื่อลดความผันผวนเท่านั้น เนื่องจากติดเกณฑ์Currency Manipulation (การบิดเบือนค่าเงิน) ที่ทำได้ไม่เกิน2%ของGDPตามข้อตกลงกับคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯ
2-3ปีที่ผ่านมาค่าเงินบาทเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกับราคาทอง เมื่อทองขึ้นบาทแข็ง ถ้าหากทองขึ้น1%เงินบาทแข็งค่า0.8%และส่วนใหญ่มาจากการเทรดผ่านแอปทอง ทำให้ธปท.ออกมาตรการควบคุม จนความสัมพันธ์เงินบาทกับทองกลับมาเป็น หากทองขึ้น1%เงินบาทแข็งค่า0.4-0.45%
8.มาตรการเชิงโครงสร้าง หรือแม็คโครพรูเด็นเชียล เช่น มาตรการLTVหรือการกำหนดภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) เป็นต้น ซึ่งเป็นการกำหนดเกณฑ์วางเงินดาวน์ หรือภาระหนี้ต่อรายได้ เพื่อดูแลความมั่นคงของระบบ
นายวิทัย กล่าวว่า ธนาคารกลางมักถูกคาดหวังจากสังคมให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในหลายมิติ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีเครื่องมือที่จำกัดมากนอกจากนี้ นายวิทัย กล่าวว่า สำหรับเงินเฟ้อ หากเกิดจากฝั่งอุปทาน เช่น ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาโดยตรง เหมือนเงินเฟ้อที่เกิดจากเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป หรือฝั่งอุปสงค์ แต่บางครั้งจำเป็นต้องทำเพื่อชะลอความต้องการใช้จ่ายและรักษาเสถียรภาพภาพรวม


