xs
xsm
sm
md
lg

จับตาเฟดอุ้มหุ้น ETF อาจจุดชนวนบิทคอยน์ฟื้นตัวครั้งใหญ่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจต้องยอมแหกกฎเกณฑ์เดิมเพื่อเข้าแทรกแซงด้วยการกว้านซื้อกองทุนดัชนีหรือ ETF หุ้น หวังพยุงตลาดไม่ให้พังทลาย ท่ามกลางเสียงเตือนถึงฟองสบู่ลูกใหญ่ที่ใกล้ปรับฐานครั้งใหญ่ ก้าวย่างที่สุ่มเสี่ยงนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เม็ดเงินสภาพคล่องไหลบ่าเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงสูง โดยเฉพาะ บิทคอยน์ และตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ให้กลับมาฟื้นตัวอย่างร้อนแรงอีกครั้งในฐานะทางเลือกแห่งการเก็งกำไรยุคใหม่ที่พร้อมเติบโตแบบก้าวกระโดด

ความร้อนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเติบโตแบบก้าวกระโดดถึงร้อยละ 68 และสามารถเพิ่มมูลค่าตลาดได้มากกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2569 กำลังสร้างความกังวลให้แก่นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังอย่าง ปีเตอร์ ชิฟฟ์ (Peter Schiff) ที่ออกมาส่งสัญญาณเตือนว่าการทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งนี้อาจเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่การปรับฐานครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้

จุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนแวดวงการเงินเกิดขึ้นเมื่อ เอริค บาลชูนาส (Eric Balchunas) ผู้เชี่ยวชาญด้าน ETF จาก Bloomberg เปิดเผยว่าหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดอาจตัดสินใจทำลายแนวปฏิบัติในอดีตด้วยการเข้าซื้อกองทุน ETF หุ้นโดยตรงเพื่อเป็นแนวรับสุดท้าย เนื่องจากในปัจจุบันมีชาวอเมริกันถือครองหุ้นสูงถึงร้อยละ 58 ส่งผลให้เกิดแรงกดดันทางการเมืองมหาศาลที่บีบบังคับให้ผู้กำหนดนโยบายต้องยื่นมือเข้ามาอุ้มชูตลาดไม่ให้ตกต่ำเป็นระยะเวลานาน

การเติบโตของมูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงห้าปีที่ผ่านมา วัดจากดัชนี Wilshire 5000 Total Market Index แหล่งที่มา: Yahoo Finance
หากย้อนมองบทเรียนในอดีตช่วงการแพร่ระบาดของโควิดเมื่อปี พ.ศ. 2563 เฟดเคยสวมบทบาทเป็นผู้ซื้อแหล่งสุดท้ายมาแล้วผ่านการเข้าซื้อกองทุน ETF หุ้นกู้ภาคเอกชนเป็นมูลค่าสูงถึง 8.7 พันล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูสภาพคล่องในตลาดสินเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้น สื่อเศรษฐกิจยังระบุว่าแนวคิดการเข้าพยุงหุ้นผ่านกลไกตลาดไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากธนาคารกลางของประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและญี่ปุ่นต่างก็ใช้เม็ดเงินสาธารณะเข้าซื้อกองทุน ETF หุ้นผ่านตัวแทนเพื่ออัดฉีดสภาพคล่องในระบบอยู่ก่อนแล้ว

ด่านปราการเหล็กที่เฟดพยายามสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตลาดหุ้นนี้เองที่จะกลายเป็นผลดีต่อสินทรัพย์ดิจิทัล โดย อัลวิน แคน (Alvin Kan) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Bitget Wallet วิเคราะห์ว่าทันทีที่เฟดก้าวเข้ามาแทรกแซง ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ย การขยายงบดุล หรือแม้กระทั่งการเข้าซื้อ ETF แบบเฉพาะเจาะจง ตลาดคริปโตมักจะตอบรับด้วยการก้าวเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นในระยะกลางถึงระยะยาวทันที สอดคล้องกับปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2564 เนื่องจากความต้องการเสี่ยงของนักลงทุนฟื้นตัวและเกิดการหมุนเวียนเงินทุนกลับเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง

ผลตอบแทนของ Bitcoin ในปีนี้ต่ำกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มา: Google Finance
ในแง่ของโครงสร้างมหาภาค ทิม ซัน (Tim Sun) นักวิจัยอาวุโสจาก HashKey Group อธิบายเสริมว่าการปล่อยให้ตลาดหุ้นเข้าสู่ภาวะหมีที่ยาวนานจะส่งผลกระทับเป็นลูกโซ่ที่ร้ายแรงเกินกว่าแค่ความมั่งคั่งของนักลงทุนที่หดหาย แต่จะลุกลามไปถึงการบริโภคภาคประชาชน เสถียรภาพของกองทุนบำเหน็จบำนาญ การขยายสินเชื่อของภาคธุรกิจ ตลอดจนรายได้จากการจัดเก็บภาษีของรัฐบาล แม้ว่าระบบคริปโทเคอร์เรนซีจะไม่ได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากธนาคารกลาง ทว่าการกำหนดราคาในเชิงมหภาคยังคงผูกติดอยู่กับสภาพคล่องของดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง และความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดหุ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การส่งสัญญาณว่ารัฐบาลพร้อมเป็นประตูรองรับความเสี่ยงจะช่วยลดส่วนต่างความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องการจากสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง ส่งผลให้บิทคอยน์ และคริปโตสกุลหลักพร้อมที่จะคว้าประโยชน์อย่างเต็มที่จากความคาดหวังด้านสภาพคล่องที่ดีขึ้น ถึงกระนั้น เจฟฟ์ เมย์ (Jeff Mei) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ BTSE สะท้อนมุมมองที่ระมัดระวังว่าการปรับพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่อัตราเงินเฟ้อยังคงยืนระยะในระดับสูงอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ทว่าเฟดยังคงมีเครื่องมือทางการเงินรูปแบบอื่นที่พร้อมจะงัดออกมาใช้ในยามคับขัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในท้ายที่สุดแล้ว วงจรการขยายตัวของปริมาณเงินตราและหนี้สินทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา กลายเป็นกลไกที่ยากจะหันหลังกลับ และเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่คอยหล่อเลี้ยงตลาดสินทรัพย์ทางเลือกต่อไป