นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(9ก.ค.69)ที่ระดับ 33.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.46 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.40-33.60 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ชะลอการอ่อนค่าลงที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ช่วงบ่ายวันก่อนหน้า และเคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.42-33.54 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
แม้ว่า เงินบาทจะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ แต่เรามองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงในช่วงระยะสั้น อีกทั้ง การตอบสนองของตลาดการเงินต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุด อาจสะท้อนมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงเชื่อว่า สถานการณ์อาจทยอยคลี่คลายลงได้ในอนาคต ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรเตรียมตัว เพื่อรับมือความเสี่ยงที่สถานการณ์อาจทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้บ้าง
โดยหากสถานการณ์สงครามทวีความรุนแรงขึ้นมาก เรามองว่า ราคาน้ำมันดิบเสี่ยงพุ่งสูงขึ้นอีกมากและมีโอกาสเห็นราคาน้ำมันดิบกลับสู่โซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือมากกว่าได้ ซึ่งอาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดยิ่งมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จนหนุนให้ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อพอสมควร พร้อมทั้งกดดันราคาทองคำและเงินบาท โดยในกรณีนี้ เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก
แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น มองว่า สุดท้ายราคาพลังงานจะชะลอตัวลงบ้าง และผู้เล่นในตลาดจะทยอยคลายกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่เงินดอลลาร์อาจยังไม่ได้อ่อนค่าลงมากนัก จนกว่าสถานการณ์จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นชัดเจน เช่น มีการกลับมาเจรจาหยุดยิงและหาทางออกร่วมกันอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า อาจต้องใช้เวลาพอสมควร อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
และที่สำคัญ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังเงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงเหนือโซน 162 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง และอาจมีความเสี่ยงที่เงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในระยะสั้น เหมือนที่ได้เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ โดยอาจเป็นการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด มากกว่าที่จะเป็นการเข้าแทรกแซงจากฝั่งทางการญี่ปุ่น (รวมถึงฝั่งทางการสหรัฐฯ) ได้ โดยเรามองว่า ทางการญี่ปุ่นอาจเข้ามาแทรกแซงอย่างจริงจัง หากธีม Macro อย่างแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เปลี่ยนเป็น FED คงดอกเบี้ย แต่เงินเยนญี่ปุ่นยังคงอ่อนค่าแถวโซน 162 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ จนกว่าตลาดจะทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ
เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ควรมีทิศทางดีขึ้น


