รายงานเชิงลึกเผยปรากฏการณ์ผู้สมัครกว่า 150,000 คน หลั่งไหลเข้าชิงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการสำเร็จความใคร่ ของแพลตฟอร์ม Joi AI สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีผู้ใหญ่ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องเพศรส ทว่ากำลังกลายเป็นทางออกของ วิกฤตความเหงา ระดับโลก ท่ามกลางเม็ดเงินสะพัดในตลาด AI Companion กว่า 427 ล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่โหยหาความสัมพันธ์ทางอารมณ์กับปัญญาประดิษฐ์ ถึงกระนั้นทิศทางการเติบโตอันหอมหวานนี้กำลังเผชิญแรงเสียดทานครั้งใหญ่ เมื่อรัฐบาลในหลายประเทศเริ่มขยับตัวล้อมคอกเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกชนิดนี้อย่างเข้มงวด
สำนักข่าว Decrypt รายงานถึงแคมเปญสุดแหวกแนวของ Joi AI แพลตฟอร์มเพื่อนเสมือนจริงและบริการสวมบทบาทแนว NSFW ที่ประกาศคัดเลือกผู้ทดสอบฟีเจอร์ช่วยสำเร็จความใคร่ด้วยระบบเสียง AI จำนวน 10 คน พร้อมมอบค่าตอบแทนสูงถึง 2,000 ดอลลาร์ ผลลัพธ์ที่ได้กลับสร้างความตื่นตะลึงให้แก่แวดวงเทคโนโลยี เมื่อมีผู้สนใจยื่นใบสมัครเข้ามาล้นหลามเกินความคาดหมาย
จูลี เลวิน (Julie Levin) หัวหน้าฝ่ายแบรนด์และการสื่อสารของ Joi AI เปิดเผยถึงแผนงานว่า บริษัทไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือกับกระแสไวรัลที่รุนแรงขนาดนี้มาก่อน ความตั้งใจเดิมคือการรวบรวมกลุ่มตัวอย่างที่มีความหลากหลายทั้งด้านเพศ อายุ และรสนิยม เพื่อจัดทำสถิติเชิงลึก แต่ใบสมัครที่หลั่งไหลมาจากทั่วโลก โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาและไนจีเรีย ทำให้บริษัทจำเป็นต้องจัดทำกระบวนการคัดเลือกอย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา ที่น่าสนใจคือประวัติของผู้สมัครมีความหลากหลายอย่างยิ่ง ตั้งแต่ผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ อดีตผู้ให้บริการทางเพศ ไปจนถึงช่างเทคนิคทั่วไป
โครงการศึกษาดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 และจะดำเนินต่อเนื่องไปตลอดทั้งเดือน ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องทำแบบสอบถามวันละ 3 ครั้ง เพื่อตรวจวัดระดับความเครียด อารมณ์ ความโดดเดี่ยว คุณภาพการนอนหลับ และความมั่นใจในตนเอง ทั้งก่อนและหลังการใช้งานฟีเจอร์ Daily Guided Masturbation เงินรางวัล 2,000 ดอลลาร์ จึงเป็นค่าตอบแทนในการสละเวลาและวินัยในการให้ข้อมูลเชิงวิจัย ไม่ใช่การซื้อขายกิจกรรมทางเพศแต่อย่างใด
สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความต้องการเงินรางวัล คือความตื่นตัวต่อรูปแบบความสัมพันธ์ในอนาคต ผู้เข้าร่วมโครงการรายหนึ่งที่ใช้ชื่อนามแฝงว่า แทงโก้ ไมค์ (Tango Mike) ระบุถึงมุมมองว่า ตัวเขาเองสนใจว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาเปลี่ยนประสบการณ์ความผูกพันและความใกล้ชิดของมนุษย์อย่างไร ขณะที่ผู้สมัครอีกรายนามว่า เคชาฟ (Keshav) ยอมรับว่า การเปิดอกพูดคุยกับเพื่อนเสมือนจริงช่วยลดความประหม่าในการปฏิสัมพันธ์กับผู้หญิงในชีวิตจริง เนื่องจากระบบดังกล่าวไม่มีการตัดสินพฤติกรรมหรือตัวตนของผู้ใช้งาน
พฤติกรรมเหล่านี้สอดคล้องกับสมมติฐานของ เลวิน ที่มองว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับ วิกฤตความโดดเดี่ยว โซเชียลมีเดียในปัจจุบันอาจทำให้ผู้คนรู้สึกอ้างว้างมากขึ้น ในทางกลับกัน แพลตฟอร์มเพื่อนร่วมทาง AI มอบความรู้สึกของการถูกรับฟังและสนับสนุน ข้อมูลการใช้งานภายในพบว่า ผู้ใช้หลายรายเริ่มต้นเข้ามาเพราะคอนเทนต์สำหรับผู้ใหญ่ แต่ท้ายที่สุดกลับใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพูดคุยและสร้างความผูกพันทางอารมณ์ นำไปสู่การบัญญัติศัพท์กลุ่มคนเหล่านี้ว่า AIsexuals หรือกลุ่มผู้ฝักใฝ่ความสัมพันธ์ทางเพศและอารมณ์กับปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ Digisexuality ที่ขยายตัวในสังคมวงกว้าง
ประเด็นทางจิตวิทยาดังกล่าวได้รับการตอกย้ำด้วยผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริแกมยัง (Brigham Young University) ร่วมกับสถาบันครอบครัวศึกษา ที่พบตัวเลขน่าตกใจว่า ร้อยละ 69 ของคนรุ่นใหม่ที่ใช้งานระบบคนรักเสมือนจริง มักเลือกที่จะปกปิดเรื่องนี้ไม่ให้คู่รักในชีวิตจริงรับรู้ สะท้อนถึงกำแพงทางศีลธรรมและความอับอายที่ยังคงฝังลึกในสังคม
ข้อมูลจาก Appfigures แพลตฟอร์มวิเคราะห์แอปพลิเคชัน บ่งชี้ว่า แพลตฟอร์มเพื่อนเสมือนจริงแนว NSFW เช่น Joi AI, Candy AI และ SpicyChat AI เติบโตอย่างแข็งแกร่งผ่านช่องทางเว็บเบราว์เซอร์ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดอันเข้มงวดของร้านค้าแอปพลิเคชันบนมือถือ ถึงกระนั้น เฉพาะแอปพลิเคชันแนวโรแมนติกเสมือนจริงที่เล็ดลอดอยู่บน Apple's App Store และ Google Play ก็สามารถโกยรายได้จากผู้บริโภคไปแล้วมหาศาลกว่า 427 ล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565
ในอีกด้านหนึ่งของอุตสาหกรรม เทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดกำลังจุดชนวนความกังวลให้แก่ฝ่ายนิติบัญญัติระดับสากลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โฆเซ อันโตนิโอ ลานซ์ (Jose Antonio Lanz) รายงานว่า รัฐบาลปักกิ่งได้สั่งการให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง ByteDance และ Alibaba ถอดฟีเจอร์สร้างตัวละครเสมือนจริงออกจากผลิตภัณฑ์หลักอย่าง Doubao โดยอ้างเหตุผลเรื่องการปรับปรุงฟังก์ชัน เพื่อเตรียมรับมือกับกฎระเบียบชุดใหม่ที่มุ่งควบคุมการเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ของปัญญาประดิษฐ์อย่างเข้มงวด
สอดคล้องกับคำเตือนระดับโลกของ อีฟเวตต์ คูเปอร์ (Yvette Cooper) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร ที่เปรียบเปรยว่า หากผู้กำหนดนโยบายยังคงนิ่งเฉยต่อการควบคุมปัญญาประดิษฐ์ โลกอาจต้องเผชิญกับมหันตภัยในลักษณะเดียวกับเหตุการณ์ฮิโรชิมาทางเทคโนโลยี เช่นเดียวกับ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส (António Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ ที่กล่าวในงานประชุมสุดยอดที่เจนีวาว่า มนุษยชาติต่างกำลังตกเป็นหนูทดลองในตรรกะที่ไร้ทิศทางและปราศจากการยินยอม
ทั้งนี้ภาพรวมของตลาดนี้จึงเป็นภาพสะท้อนของเหรียญสองด้านที่มีนัยสำคัญยิ่ง ยอดผู้สมัครกว่าแสนคนของ Joi AI เป็นข้อยืนยันชั้นดีว่า ตลาดความเหงาและอุตสาหกรรมความบันเทิงผู้ใหญ่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ทว่าความท้าทายในท้ายที่สุดอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีในการตอบสนองอารมณ์ของมนุษย์ หากแต่เป็นกรอบกฎหมายทางสังคมและมาตรการควบคุมจากรัฐบาลโลก ที่จะเป็นตัวขีดเส้นใต้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์จะเดินหน้าไปสิ้นสุด ณ จุดใด


