xs
xsm
sm
md
lg

ตลาดหุ้นไทยกำลังเบียดเวียดนาม Data Centerช่วยดูดเม็ดเงิน ตปท.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



  ตลาดหุ้นไทยครึ่งปีแรกแซงทางโค้ง ดัชนีหลักทรัพย์พุ่ง 24% ไล่เบียดตลาดหุ้นเวียดนาม ขณะตลาดหุ้นสิงคโปร์ยังแค่ประครองตัว ด้วยปัจจัยหนุนคือการเปลี่ยนผ่านฟันเฟืองตัวใหม่ จากกลุ่มท่องเที่ยว และธนาคาร กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ทำให้มีความน่าสนใจมากกว่าแค่เรื่องปันผล ขณะที่เพื่อนบ้านแซะ “เวียดนามยังคงจุดยืน คือ ปลายทางที่แข็งแกร่งกว่า ในแง่ของปัจจัยพื้นฐานและการเมืองที่ต่อเนื่อง ส่วนไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจระยะยาว หลังคาดการณ์ตัวเลขการส่งออกเริ่มส่งสัญญาณแผ่วลง 

ปิดตลาดหุ้นไทย เมื่อ 3 ก.ค. ดัชนีหลักทรัพย์ฯปิดที่ระดับ 1,611.28 จุด ครึ่งปีที่ผ่านมาต้องยอมรับตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างน่าสนใจ อย่างไรก็ตามหากกางตัวเลขสรุปผลการดำเนินงานของตลาดหุ้นไทยในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2569 ตัวเลขที่ปรากฏออกมาไม่ใช่แค่การขยับตัวตามปกติ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ

เริ่มตั้งแต่ก้าวแรกของปีในวันที่ 5 มกราคม 2569 ตลาดหุ้นไทยเปิดศักราชด้วยดัชนีที่ระดับ 1,280.05 จุด พร้อมด้วยมูลค่าการซื้อขายเบาบางเพียง 45,727.04 ล้านบาท บรรยากาศในตอนนั้นยังเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แต่เพียงเวลาผ่านไปแค่ 6 เดือน สถานการณ์กลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

โดยเมื่อปิดตลาดไตรมาสที่ 2 ในวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ดัชนี SET พุ่งทะยานขึ้นไปปิดที่ 1,591.24 จุด ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 311.19 จุด หรือคิดเป็นการเติบโตที่แข็งแกร่งถึง 24.31% ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่สูงมากสำหรับตลาดทุนในระยะเวลาเพียงครึ่งปี

แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าดัชนี คือ "สภาพคล่อง" ที่ไหลเข้าสู่ตลาดอย่างมหาศาล โดยมูลค่าการซื้อขายในวันสิ้นไตรมาสที่ 2 แตะระดับ 90,758.08 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับต้นปีแล้ว เท่ากับว่าสภาพคล่องในตลาดโตขึ้นถึง 45,031.04 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตสูงถึง 98.48% หรือเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว

 ทั้งนี้ ตัวเลขการเติบโตของวอลุ่มที่เพิ่มขึ้นเกือบ 100% คือสัญญาณชัดเจนว่า ตลาดหุ้นไทยไม่ได้เป็นแค่ตลาดพักเงินอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น "สนามรบ" ของเม็ดเงินขนาดใหญ่ ทั้งนักลงทุนต่างชาติและสถาบันที่ตบเท้าเข้ามาสร้างความคึกคักและนั่นทำให้ชวนคิดว่า ตัวเลขเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เกมการเงินในครึ่งปีแรกถูกยกระดับขึ้นสู่มาตรฐานใหม่  

นำมาสู่คำถามสำคัญสำหรับครึ่งปีหลัง คือมูลค่าการซื้อขายระดับแสนล้านที่เริ่มเห็นเป็นระยะนี้ จะสามารถประคองตัวได้ยั่งยืนแค่ไหน และทิศทางดัชนีที่ปรับขึ้นมาเกิน 24% จะยังเป็น "ขาขึ้น" ที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ หรือเป็นเพียงการเร่งรอบเพื่อทำกำไรของรายใหญ่?




 เกมหุ้นครึ่งปีแรกต่างชาติและรายย่อยไล่เก็บของ

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยตลอด 2 ไตรมาสแรกของปี 2569 พบว่าแรงขายหลักมาจาก "สถาบันในประเทศ" ที่ตัดสินใจเทขายสุทธิสูงถึง 67,300.31 ล้านบาท ปัจจัยสำคัญมาจากสถาบันฯ เลือกปรับพอร์ตครั้งใหญ่เพื่อทำกำไรจากหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาพุ่งสูงขึ้นในช่วงไตรมาสแรก และต้องการลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายดอกเบี้ยโลกในช่วงต้นปี

ขณะที่ฝั่ง "นักลงทุนต่างชาติ" เลือกเป็นผู้คุมเกมด้วยสถานะ "ซื้อสุทธิ" สะสม 20,317.35 ล้านบาท โดยเม็ดเงินไหลเข้าอย่างหนักในช่วงไตรมาส 2 เนื่องจากมองเห็นความชัดเจนด้านเสถียรภาพทางการเมืองไทย ทำให้กลายเป็น "Safe Haven" ที่น่าสนใจที่สุดในภูมิภาค ประกอบกับแรงกระตุ้นจากการปรับพอร์ตของกองทุนรวมตามเกณฑ์ SET50 รอบใหม่ ทำให้ต่างชาติต้องเร่งเก็บหุ้นเข้าพอร์ตเพื่อรักษาสัดส่วน

ฟาก "นักลงทุนรายย่อย" กลับสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการกระโดดเข้ามา "ซื้อสุทธิ" สะสม37,303.60 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการที่รายย่อยขายทำกำไรทิ้งไปในช่วงแรกที่ตลาดเริ่มฟื้นตัว ทำให้มีกระแสเงินสดในมือเพียงพอที่จะกลับเข้ามาไล่เก็บหุ้นพื้นฐานดีในช่วงที่มีการปรับฐานของตลาด

ส่วน "บัญชีบริษัทหลักทรัพย์" ก็อาศัยจังหวะความผันผวนของวอลุ่มที่พุ่งสูงขึ้นเกือบ 100% ในช่วงครึ่งปีแรก เข้ามาเก็งกำไรจนปิดยอดซื้อสุทธิที่ 9,679.37 ล้านบาท การเคลื่อนไหวที่สวนทางกันระหว่างสถาบันฯ ที่ถอยฉากกับต่างชาติและรายย่อยที่เดินหน้าลุย คือเครื่องพิสูจน์ว่าเกมการเงินไทยครึ่งปีแรกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากการเปลี่ยนผ่านความเชื่อมั่นทางการเมืองและกลยุทธ์การบริหารสภาพคล่องของกลุ่มผู้เล่นที่แตกต่างกัน






จัดอันดับตลาดหุ้นอาเซียนครึ่งปีแรก

หากจัดอันดับความร้อนแรงของตลาดหุ้นอาเซียนในรอบ 6 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า อันดับ 1 ได้แก่ เวียดนาม (VN-Index) ซึ่งปรับตัวขึ้นจากระดับ 1,784 จุด สู่ 1,860 จุด เพิ่มขึ้น 4.2% ในช่วงครึ่งปี แต่ทำจุดสูงสุดที่ 1,927 จุด ตามมาด้วยอันดับ 2 คือ ไทย (SET Index) ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นถึง 24% ส่วนอันดับ 3 คือ สิงคโปร์ (STI) ที่รักษาเสถียรภาพและยืนเหนือระดับ 5,000 จุด ได้สำเร็จ ในขณะที่ อินโดนีเซีย (JCI) กลายเป็นตลาดที่รั้งท้ายและปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องท่ามกลางแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ

* ทั้งนี้ เหตุผลที่ไทยและเวียดนามยึดหัวแถวมาจากปัจจัยเฉพาะตัวที่แข็งแกร่ง โดยไทยได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนไหลเข้า (Foreign Fund Inflow) และความเชื่อมั่นในหุ้น Domestic Play ในขณะที่เวียดนามได้อานิสงส์จากการเป็นฐานการผลิตใหม่ของโลก ต่างจากอินโดนีเซียที่ต้องเผชิญกับปัจจัยลบเชิงโครงสร้าง ทั้งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการอ่อนค่าของค่าเงินรูเปียห์ ส่งผลให้เกิดแรงขายหนักจากนักลงทุนต่างชาติ ส่วนสิงคโปร์ยังคงรักษามาตรฐานได้ดีในฐานะศูนย์กลางทางการเงินที่เป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ให้กับนักลงทุนสถาบัน 

อย่างไรก็ตาม คาดว่าในครึ่งปีหลัง ความท้าทายจะเปลี่ยนจาก "การเร่งตัว" ไปสู่ "การประคองตัว" หากไทยยังสามารถรักษาโมเมนตัมของ Fund Flow และการขยายตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนไว้ได้ ก็มีโอกาสที่จะเป็นตลาดที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค ในขณะที่ตลาดอินโดนีเซียยังคงอยู่ในภาวะเปราะบางและต้องจับตาการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศที่จะเป็นตัวชี้ขาดทิศทางในระยะถัดไป




 เปิดมุมมองเพื่อนบ้านอาเซียน

ในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นประเด็นร้อนที่นักลงทุนระดับภูมิภาคต้องหันมามอง หลังดัชนี SET ทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี โดยสื่อการเงินระดับโลกอย่าง Yahoo Finance/Bloomberg ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ของ Bloomberg Intelligence ที่ระบุว่า “ไทยคือผู้ชนะที่เหนือความคาดหมายของอาเซียน" นั่นเพราะตลาดหุ้นไทยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวหรือธนาคารแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่ไทยกำลังเปลี่ยนบทบาทเป็น "ฐานรากสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center" ของโลก ผ่านบริษัทอย่าง DELTA ที่กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดอันดับ 2 ในดัชนี MSCI Asean ซึ่งนักวิเคราะห์ฝั่งสิงคโปร์ต่างมองว่า นี่คือการ "ค้นพบ Role ใหม่" ของไทยที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจมากกว่าแค่เรื่องของปันผล

ส่วนทางด้านฝั่งเวียดนาม สื่อท้องถิ่น Vietnam Plus (24 มิ.ย. 2569) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบในลักษณะ "เตือนสติ" นักลงทุน โดยแม้จะยอมรับในศักยภาพการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนไทย แต่ทางเวียดนามยังคงยืนยันจุดยืนว่าตนเองคือ "ปลายทางที่แข็งแกร่งกว่า" ในแง่ของปัจจัยพื้นฐานและการเมืองที่ต่อเนื่อง แม้สื่อเวียดนามไม่ได้โจมตีตรงๆ แต่มีการย้ำเตือนนักลงทุนเสมอว่า ไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องเศรษฐกิจระยะยาวที่อาจชะลอตัวลงในช่วงครึ่งปีหลัง ตามรายงานการคาดการณ์ตัวเลขการส่งออกที่อาจเริ่มส่งสัญญาณแผ่วลง




 เม็ดเงินกลับมาทะลักเข้าอาเซียน

นอกจากนี้ปัจจัยชี้ขาดสำคัญคือกองทุนต่างชาติที่ไม่ได้มองไทยแค่เรื่องปันผลแล้ว แต่กำลังมองในแง่ของ 'Growth Story' ใหม่ ๆ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนไทยที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และไต้หวันได้ดี ซึ่งบริษัทอย่าง Delta Electronics (Thailand) ได้กลายเป็นหัวหอกที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาล และทำให้ตลาดหุ้นไทยโดดเด่นกว่าตลาดอื่นในอาเซียนอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนสถาบันต่างชาติยังคงตั้งคำถามถึงความยั่งยืนในระยะยาวว่า หากกระแส AI เริ่มอิ่มตัว ไทยจะมีแผนสำรองอย่างไรในการประคองการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (Earnings Growth) ให้ยังคงน่าดึงดูดเทียบเท่ากับตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ที่กำลังเร่งเครื่องปรับตัวในด้านเทคโนโลยีเช่นกัน 

ขณะที่ มุมมองจาก Lombard Odier รายงานความเชื่อมั่นการลงทุน 'Ten Investment Convictions for H2 2026' โดยมองว่าตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงไทย กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมาระยะหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุนสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Assets) ให้มีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับกองทุนทั่วโลก

นั่นทำให้สำหรับภูมิภาคเอเชีย รวมถึงตลาดไทย ประเมินว่าราคาหุ้นในกลุ่มประเทศเหล่านี้ยังมีระดับความถูก (Valuation) ที่น่าสนใจกว่าเมื่อเทียบกับตลาดที่พัฒนาแล้ว (Developed Markets) และมีโอกาสทำกำไรที่เหนือกว่าในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งนั่นทำให้เราเริ่มปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อเพิ่มน้ำหนักในกลุ่มหุ้นวัฏจักร (Cyclical Stocks) และกลุ่มการเงิน (Financials) ที่ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มทรงตัวและแนวโน้มเงินเฟ้อที่ลดลง

ขณะเดียวกันการที่เศรษฐกิจเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการกระจายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในเอเชีย ทำให้เชื่อมั่นว่าเม็ดเงินจากต่างชาติจะเริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นอาเซียนในวงกว้างขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะเจาะจงที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่จะครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังปรับตัวใหม่ (Supply Chain Reconfiguration) ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระแสนี้






 การเมืองข้อฉุดรั้งหุ้นไทย

อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีหุ้นไทยจะไต่ระดับขึ้นมาได้โดดเด่น แต่ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติยังคง "กางตำรา" ประเมินกันอย่างหนักคือ "เสถียรภาพทางการเมือง" ซึ่งในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มุมมองของสถาบันระดับโลกได้ให้บทสรุปที่น่าสนใจ ว่า ความมั่นคงในฐานะ "รัฐบาลเสียงข้างมาก" (BowerGroupAsia - 28 มิ.ย. 2569) แสดงถึงเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้พรรคภูมิใจไทยที่มีเสียงข้างมากชัดเจนในสภาฯ ถือเป็น "จุดเปลี่ยน" ที่ลดความเสี่ยงทางการเมืองในระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยนักวิเคราะห์มองว่านี่คือรัฐบาลที่ "มีแต้มต่อ" ในการบริหารงานตลอดวาระ 4 ปี ซึ่งลดความกังวลเรื่องการชุมนุมหรือความวุ่นวายที่เคยเป็นจุดอ่อนของไทยในอดีต อย่างไรก็ตาม แม้การเมืองจะนิ่งขึ้น แต่พวกเขาก็เตือนว่านี่เป็น "เสถียรภาพแบบธุรกรรม" ที่รัฐบาลต้องอาศัยการประนีประนอมสูง ทำให้การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจในอนาคตอาจไม่ได้เป็นไปอย่างรวดเร็วหรือเด็ดขาดอย่างที่นักลงทุนคาดหวัง

ขณะที่ในมุมของสถาบันจัดอันดับเครดิตอย่าง Moody’s และ Fitch Ratings มองสอดคล้องกันว่า แม้เสถียรภาพรัฐบาลจะ "ดีขึ้น" จนมีการปรับมุมมองความน่าเชื่อถือเป็นเชิงบวก (Stable) แต่ในเชิงโครงสร้างรัฐบาลยังคงเผชิญกับ "ข้อจำกัดด้านการเติบโต" (Growth Constraints) จากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 86% และความสามารถในการแข่งขันที่ยังถูกท้าทาย
ทำให้มองว่าความมั่นคงทางการเมืองในตอนนี้เป็นเพียง "ฐานที่มั่น" เท่านั้น แต่ตัววัดความสำเร็จที่แท้จริงคือ "ความสามารถในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ" (เช่น Data Center และพลังงานสะอาด) ให้เกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ เสถียรภาพที่มีอยู่ก็อาจกลายเป็นเพียง "ความนิ่งที่ไร้การพัฒนา" ในสายตานักลงทุนต่างชาติ


 จับตากำไรหุ้นอาจวิ่งไม่ทันราคา

เมื่อเร็วๆนี้ J.P. Morgan (Asia Strategy Desk) รายงานวิเคราะห์ทิศทางตลาดเอเชียและไทย ว่า ได้ปรับมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 สู่ระดับ 'Neutral to Overweight' โดยให้น้ำหนักกับการเติบโตของบริษัทในกลุ่ม 'New Economy' ที่เป็นหัวใจหลักในการดึงเม็ดเงิน Fund Flow ของนักลงทุนสถาบันต่างชาติกลับมา ทำให้มองว่าการขึ้นของดัชนี SET ในช่วงต้นปีไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นการรับรู้ถึงการจัดวางตำแหน่งใหม่ของไทยในห่วงโซ่อุปทานชิปและ AI ระดับโลก (Global AI Supply Chain)

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดที่นักวิเคราะห์กังวลคือ ภาวะกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยที่โตไม่ทันราคา' เนื่องจากราคาหุ้น Tech ไทยหลายตัววิ่งขึ้นไปไกลกว่าเป้าหมายพื้นฐานแล้ว จึงมองว่าครึ่งปีหลังจะเป็นช่วงของการ 'คัดกรอง' หากบริษัทเหล่านั้นไม่สามารถโชว์ตัวเลขกำไรในงบไตรมาส 3 และ 4 ให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ มีโอกาสสูงที่จะเกิดการเทขายทำกำไรครั้งใหญ่ (Correction) เพื่อปรับฐานราคาให้อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล

ส่วน บล.เอเชียพลัส ประเมินว่ามีความระมัดระวัง (Caution) สูงกว่า โดยเตือนว่าตลาดหุ้นไทยยังคง "เปราะบาง" จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กระทบราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS Downgrade) ในกลุ่ม Domestic Play กลยุทธ์ที่แนะนำสำหรับนักลงทุนต่างชาติจึงเป็นการ "ลดความเสี่ยง" (De-risking) และหันไปถือครองหุ้นในกลุ่มที่ "แข็งแกร่งและมีคุณภาพสูง" (High-quality companies) ที่มีความสามารถในการจ่ายปันผลสม่ำเสมอและงบดุลที่แน่นหนามากกว่าการไล่ซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไร

ขณะที่ บล.ทิสโก้ ประเมินว่าแนวโน้มตลาด: เดือนกรกฎาคมมีลุ้นเกิดภาวะ "Mid-year Rally" โดยอิงจากสถิติย้อนหลัง 5-10 ปีที่ SET มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 2.1-3.1% ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม โดยมีแนวรับ-แนว ลุ้นทดสอบแนวต้านที่ 1,650 - 1,660 จุด

ดังนั้น เชื่อว่าจะเกิดการสลับกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) โดยเงินจะไหลออกจากหุ้นเทคโนโลยี (ที่ราคาแพงเกินไป) มาสู่ "หุ้นคุณค่า" (Value Stocks) และหุ้นที่เน้นปันผลสูง ซึ่งตลาดหุ้นไทยมีจุดแข็งตรงกลุ่มดั้งเดิม (BANK, ENERG, COMM, FOOD, HEALTH) ที่มีความเสี่ยงต่ำและทนทานต่อภาวะเงินเฟ้อ และกลุ่มที่น่าจับตา ได้แก่ หุ้นกลุ่ม Laggard (หุ้นที่ยังขึ้นน้อย) ในธีม Domestic & Recovery Plays เช่น HEALTH, TOURISM, COMM, ICT และกลุ่มผู้นำที่ยังน่าสนใจคือ BANK และ TRANS