แม้ราคาหุ้นบริษัท เดลต้า อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA จะทรุดฮวบลง ลบถึง 12 บาท แต่ดัชนีไม่ได้ดิ่งลงตามเหมือนที่เคยเป็น เพราะได้แรงหนุนจากหุ้นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่พุ่งทะยานอย่างร้อนแรง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม ช่วยพยุงดัชนีไว้ จนขยับขึ้นมาปิดที่ 1593.56 จุด ปรับตัวขึ้น 5.33 จุด
หุ้นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ประกอบด้วย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK หุ้นบริษัท เอสซีบี เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ผู้ถือหุ้นใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ หุ้นธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และหุ้นธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เป็นหุ้นที่โดดเด่นนำตลาด มูลค่าซื้อขายหนาแน่น ครอง 4 อันดับแรกหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดประจำวัน ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงโดยพร้อมเพรียง
KBANK ปิดที่ราคา 233 บาท เพิ่มขึ้น 15 บาท โดยราคาหุ้นสร้างจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 4 ปี เช่นเดียวกับหุ้น SCB ที่ปิดที่ราคา 153.50 บาท เพิ่มขึ้น 6 บาท หุ้น KTB ที่ปิดที่ราคา 39.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท และหุ้น BBL ที่ปิดที่ราคา 191 บาท เพิ่มขึ้น 11 บาท
แรงซื้อที่ไหลทะลักเข้ามาไล่ช้อนหุ้นแบงก์ขนาดใหญ่ทั้ง 4 แห่ง คาดว่าจะเป็นเงินทุนจากต่างประเทศที่ไหลกลับ เพราะตัวเลขการซื้อขายของนักลงทุนรายกลุ่มเมื่อวันพฤหัสบดี กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศมียอดซื้อหุ้นสุทธิถึง 8,560 ล้านบาท โดยยอดซื้อส่วนใหญ่น่าจะพุ่งเป้ามาที่กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง เงินปันผลสูง
KBANK มีค่า P/E เรโช 10.16 เท่า อัตราเงินปันผล 6.43% ขณะที่ผลประกอบการมั่นคง ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 46,564 ล้านบาท ไตรมาสแรกปีนี้มีกำไรสุทธิ 14,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 13,791 ล้านบาท
SCB มีค่า P/E เรโช 10.99 เท่า อัตราเงินปันผล 7.65% ผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิ 47,487 ล้านบาท ไตรมาสแรกปีนี้มีกำไรสุทธิ 10,195 ล้านบาท ลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 12,502 ล้านบาท
KTB มีค่า P/E เรโช 10.85 เท่า อัตราเงินปันผล 7.03% ผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิ 48,228 ล้านบาท ไตรมาสแรกปีนี้มีกำไรสุทธิ 12,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 11,713 ล้านบาท และ BBL มีค่า P/E เรโช 7.74 เท่า อัตราเงินปันผล 5.56% ผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิ 46,006 ล้านบาท ไตรมาสแรกปีนี้มีกำไรสุทธิ 10,993 ล้านบาท ลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 12,617 ล้านบาท
ผลประกอบการที่มั่นคง และจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ค่า P/E เรโชโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำ และแนวโน้มผลกำไรยังเติบโตสดใส ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ตกเป็นเป้าความสนใจของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ เงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับมาในปีนี้จึงถูกนำมาพักไว้ในหุ้นกลุ่มธนาคาร ซึ่งเมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มอื่น ๆ ถือว่ามีความปลอดภัยกว่า ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนคุ้มค่ากว่า
ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา หุ้น KBANK เคยลงไปต่ำสุดที่ 153 บาท หุ้น SCB ราคาต่ำสุดที่ 117 บาท หุ้น KTB ราคาต่ำสุดที่ 21.10 บาท และหุ้น BBL ราคาต่ำสุดที่ 139.50 บาท แต่ล่าสุดหุ้น 4 แบงก์ใหญ่สร้างจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 4 ปี โดยมีแรงซื้อคืนของนักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก
การเรียงหน้ากระดาน ดีดตัวขึ้นกันอย่างพร้อมเพรียงยกแผง ทำให้หุ้นแบงก์ขนาดใหญ่สามารถถ่วงดุลหุ้น DELTA ได้ ซึ่งหากหุ้นแบงก์ใหญ่ไม่ดีดตัวขึ้นแรง ดัชนีหุ้นเมื่อวันพฤหัสบดีคงทรุดลงนับสิบจุดตามแรงฉุดของหุ้น DELTA ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ที่ปัจจัยพื้นฐานเปราะบาง
แม้ราคาหุ้นแบงก์ขนาดใหญ่จะสร้างจุดสูงสุดใหม่กันถ้วนหน้า แต่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ส่วนใหญ่ยังมีคำแนะนำให้ซื้อ สำหรับนักลงทุนที่พร้อมจะถือเพื่อการลงทุนระยะยาว เพราะปัจจัยพื้นฐานดี มีอัตราเงินปันผลที่คุ้มค่า และแนวโน้มผลประกอบการยังเติบโต
หุ้น 4 แบงก์ใหญ่กลับมาเป็นดาวจรัสแสงขึ้นมาอีกครั้ง และคนที่ช้อนเก็บไว้ก่อนหน้าอาจไม่จำเป็นต้องรีบร้อนขายทำกำไร แต่นักลงทุนที่คิดจะเข้าไปซื้อตอนนี้อาจต้องเหนื่อยหน่อย เพราะต้องวิ่งไล่ซื้อแข่งกับฝรั่ง
แต่ถ้าใจสู้ พร้อมถือยาว นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ยังมีความเห็นว่าหุ้นแบงก์ใหญ่ราคานี้น่าจะพอเก็บไหว


