xs
xsm
sm
md
lg

NEX ลุยครึ่งปีหลังรับไฮซีซั่น สู่เป้ารายได้ปีนี้ 5.3 หมื่นล.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์




" ซินเน็ค (ประเทศไทย) " เตรียมลงนามขยายพอร์ตแบรนด์ใหม่ พร้อมเดินหน้าบริหาร Product Mix รับอานิสงส์การเปิดตัวสินค้าใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ราคาและความต้องการฮาร์ดดิสก์ในตลาดยังคงแข็งแกร่ง แม้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลกยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนชิปหน่วยความจำ (Memory) และการปรับราคาสินค้าบางรายการของ Apple โดยเชื่อมั่นว่ายังไม่กระทบต่อแผนธุรกิจ พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายรายได้ปี 2569 ที่ 53,000 ล้านบาท


นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX เปิดเผยว่า บริษัทได้ติดตามสถานการณ์การปรับราคาสินค้าของ Apple อย่างใกล้ชิด หลังผู้ผลิตได้ทยอยปรับราคา iPad และ MacBook ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย จากภาวะต้นทุนชิปหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการของอุตสาหกรรม AI Data Center

อย่างไรก็ตาม การปรับราคาดังกล่าวยังจำกัดอยู่ในสินค้าบางกลุ่ม ขณะที่ผลิตภัณฑ์หลักอย่าง iPhone ซึ่งเป็นสินค้าหลักของตลาดไทย ยังไม่มีการปรับราคา อีกทั้งมองว่าเป็นการปรับราคาตามภาวะต้นทุนของอุตสาหกรรม ซึ่งเกิดขึ้นได้กับสินค้าเทคโนโลยีหลายประเภท ไม่ใช่ปัจจัยเฉพาะของ Apple เพียงรายเดียว

"บริษัทไม่ได้ประเมินสถานการณ์จากสินค้าเพียงแบรนด์เดียว แต่พิจารณาภาพรวมของพอร์ตธุรกิจทั้งหมด ปัจจุบัน SYNEX มีโครงสร้างพอร์ตธุรกิจที่หลากหลาย พร้อมบริหารสินค้าร่วมกับเจ้าของแบรนด์ ทั้งการวางแผนสินค้า การบริหารสต็อก และการปรับสัดส่วนพอร์ตสินค้า เพื่อรักษาสมดุลของยอดขายและความสามารถในการทำกำไร"

นางสาวสุธิดา กล่าวว่า แม้ Apple จะยังเป็นหนึ่งในพอร์ตสินค้าหลักของบริษัท แต่ปัจจุบัน SYNEX มีโครงสร้างรายได้ที่แข็งแกร่งขึ้น จากการขยายธุรกิจไปยังกลุ่ม Commercial, Enterprise Solution และ Gaming ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนด้าน AI Infrastructure, Data Center และ Digital Transformation ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้สามารถรองรับความผันผวนของตลาดได้ดี และสะท้อนผ่านผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ที่บริษัทมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้เติบโต 1.4% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ปรับเพิ่มเป็น 3.87% จาก 3.81% และเข้าใกล้เป้าหมายที่บริษัทวางไว้ สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ตธุรกิจและการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มที่มีอัตรากำไรสูง แม้อุตสาหกรรมยังเผชิญข้อจำกัดด้าน Supply Chain และภาวะ Memory Shortage

นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้าขยาย Technology Portfolio อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทได้ลงนามความร่วมมือกับแบรนด์เทคโนโลยีรายใหม่ ได้แก่ Honeywell แบรนด์อุปกรณ์เสริมไอทีและไลฟ์สไตล์ระดับสากล ซึ่ง SYNEX เป็นผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย และ LONGi ผู้นำระดับโลกด้านแผงโซลาร์เซลล์และโซลูชันพลังงานสะอาด รุกตลาด Solar Energy ในไทย เพื่อเติมเต็ม Ecosystem ของบริษัทและสร้างโอกาสเติบโตในอนาคต

อีกทั้งตลาดอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (Storage) ยังคงมีทิศทางที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มฮาร์ดดิสก์ ที่ได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการใช้งานของทั้งภาคองค์กรและศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับราคาสินค้าและอัตรากำไรของกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแกร่ง

สำหรับทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทคงเป้าหมายรายได้ปี 2569 ที่ 53,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนด้าน AI Infrastructure และ Data Center การขยายตัวของ Digital Government การเติบโตของกลุ่ม Commercial PC และ Smart Device รวมถึงการเปิดตัวสินค้าใหม่ของพันธมิตรทางธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสการเติบโตให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง และเดินหน้าสู่เป้าหมายรายได้ 53,000 ล้านบาทได้ตามแผน

ในด้านบทวิเคราะห์ของ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ว่า มีข่าวลือเกี่ยวกับ iPhone 18 ได้แก่ การอัปเกรดสเปก (Spec) การแยกช่วงเวลาเปิดตัว และอาจมีการปรับขึ้นราคาขาย โดยมองว่าการอัปเกรดสเปกและอุปสงค์ที่ยังแข็งแกร่งของผู้บริโภค น่าจะช่วยจำกัดผลกระทบเชิงลบจากการปรับขึ้นราคาขายต่ออุปสงค์ อย่างไรก็ตาม การแบ่งช่วงการเปิดตัวออกเป็นสองช่วง อาจทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อเพื่อรอการเปิดตัว iPhone 18 หรืออาจทำให้อุปสงค์ของรุ่น Pro เพิ่มขึ้น เนื่องจากลูกค้าไม่ต้องการรอไปถึงต้นปี 2570 ทั้งนี้ ราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น จะส่งผลให้ยอดขายและอัตรากำไร (Margin) ในเชิงมูลค่าเพิ่มขึ้น ทั้งสำหรับร้านค้าปลีกและผู้จัดจำหน่าย ภายใต้สมมติฐานว่าปริมาณยอดขายไม่เปลี่ยนแปลง โดยแนะนำ "ซื้อ" หุ้น SYNEX ให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 11.00 บาท และคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ที่ประมาณ 6%

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด (LIB) ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ว่า คาดรายได้ช่วง 2Q-4Q26 จะขยายตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (q-q) ตามปัจจัยฤดูกาล แม้สินค้า Apple บางรายการยังขาดตลาด แต่ผู้บริหารเปิดเผยว่าอุปสงค์ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ในช่วง 2Q-3Q26 Huawei จะยังทยอยเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง และมีปริมาณสินค้าเพียงพอที่จะช่วยชดเชยยอดขายในกลุ่ม Apple ได้บางส่วน รวมถึงกลุ่ม IT Commercial และ Enterprise Solution ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" พร้อมราคาเป้าหมายที่ 12.50 บาทต่อหุ้น