xs
xsm
sm
md
lg

Krungthai GLOBAL MARKETเผยเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.30-ผันผวนตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.22 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.15-33.45 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อย ทดสอบโซน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.18-33.30 บาทต่อดอลลาร์) แม้ว่าโดยรวมเงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อยในลักษณะ Sideways Down หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ออกมาผสมผสาน และการปรับตัวลดลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง ตามจังหวะการรีบาวด์ขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ ที่ยังคงได้อานิสงส์จากทั้งมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED รวมถึง การอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น และจังหวะการปรับตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนบ้าง หลังบรรยากาศในตลาดการเงินกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง นำโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ซึ่งอาจส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มดังกล่าว ทำให้ นักลงทุนต่างชาติมีโอกาสทยอยเข้าซื้อหุ้นไทยเพิ่มเติมบ้าง ดังจะเห็นได้ในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากนี้ เราเริ่มเห็นสัญญาณการกลับเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวของไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติเพิ่มเติม ซึ่งแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ และอย่างน้อยอาจจำกัดไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ที่ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ประเมินว่า FED อาจต้องขึ้นดอกเบี้ย เกิน 2 ครั้ง ในปีนี้ ถึงจะทำให้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าว เปิดโอกาสการอ่อนค่าลงต่อเนื่องเข้าใกล้โซนแนวต้าน 33.80 บาทต่อดอลลาร์ และโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ อาจมีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบได้ไม่ยาก หากราคาทองคำปรับตัวลงหนักเช่นกัน

อย่างไรก็ดี เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในตลาดจากการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังเงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงพอสมควร เพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าแทรกแซงค่าเงินจากทางการญี่ปุ่น (และอาจร่วมกับทางการสหรัฐฯ) โดยสถิติการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา สะท้อนว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในระยะสั้นได้ และการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจต่อเนื่องได้หลายสัปดาห์ หากการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นนั้น เกิดขึ้นในช่วงที่ภาพ Global Macro มีการเปลี่ยนธีม เช่น ผู้เล่นในตลาดกลับมาคาดหวังการคงดอกเบี้ย หรือ แม้กระทั่งการลดดอกเบี้ยของ FED ซึ่งเรามองว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในระยะสั้นนี้ (อาจมีความเป็นไปได้ในช่วงการประชุม FOMC เดือนกันยายน) ทำให้ความเสี่ยงที่การเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น จะนำไปสู่การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินบาทนั้น อยู่ในระดับต่ำ